เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

SB:ตอนที่ 14 สู่เซียงหยาง

SB:ตอนที่ 14 สู่เซียงหยาง

SB:ตอนที่ 14 สู่เซียงหยาง


SB:ตอนที่ 14 สู่เซียงหยาง

ในป่า ลู่หยางนั่งหอบอยู่ที่พื้น พยัคฆ์เพลิงสีชาดนอนอย่างอ่อนแรงอยู่ข้างๆเขา และมีซากเสือดำโชกเลือดอยู่ตรงหน้า

“นี่ข้าฆ่าเจ้าอสูรตัวนี้ลงอย่างปลอดภัย!” ลู่หยางคลำที่หน้าอกตัวเอง เขาโดนเสือดำข่วน แต่โชคดีที่เขาหลบหลีกได้ว่องไว ไม่อย่างนั้นเขาก็คงมีรอยข่วนไปทั่วทั้งตัว

ในการจัดการกับเจ้าอสูรนั้น ลู่หยางจะให้พยัคฆ์เพลิงสีชาดต่อสู้ เขาให้มันกินผลสีชาด 3 ผลทันที

“สัตว์เลี้ยงสงคราม : พยัคฆ์เพลิงสีชาด”

“ธาตุ : เพลิง”

“ระดับ : อสูรระดับต้น”

“สายเลือด : ชั้นยอด”

“อัตราเติบโต : 80/100”

ขาดอีกแค่ 20 จุดก็จะเลื่อนระดับพยัคฆ์เพลิงสีชาดได้ ตอนนี้มันมีสายเลือดชั้นยอดซึ่งแข็งแกร่งมากพอๆกับเจ้าเสือดำ หากให้สัตว์เลี้ยงอสูรของเขาสู้และตัวเขาเองคอยช่วยจู่โจมอยู่ข้างๆ เขาจะสยบเจ้าเสือดำได้ตั้งแต่แรกทีเดียว

แต่ทว่าลู่หยางเลือกที่จะผสานเข้ากับพยัคฆ์เพลิงสีชาดแล้วใช้พละกำลังทั้งหมดของเขา บวกกับความว่องไวสยบอสูรเสือดำอย่างเลือดเย็น

ขนสัตว์ กระดูก กรงเล็บและอวัยวะส่วนอื่นๆใช้ทำยา และอาวุธได้หมด แต่น่าเสียดายที่พื้นที่ในกระเป๋าสวรรค์และปฐพีมีจำกัดจริงๆและก็จะเสียเวลาไม่ได้ด้วย ลู่หยางก็เลยคว้ามาได้แค่แก่นผลึกของเจ้าเสือดำ

แก่นผลึกชั้นกลางหนึ่งแก่นเทียบเท่ากับแก่นผลึกชั้นต้นสิบแก่น ถือว่าได้ไม่น้อยเลย

ไม่ถึงหนึ่งนาทีหลังจากที่ลู่หยางจากไป ชายสามคนก็มาถึง และเมื่อเห็นซากศพของเสือดำ ทุกคนก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลิวเฟิงถึงกับหน้าซีดเผือด

“ระยำ! ข้าต้องฆ่าไอ้สารเลวนั่น!” หลิวเฟิงตาลุกเป็นไฟเมื่อเห็นกะโหลกศรีษะของเสือดำว่างเปล่า มันเป็นอสูรชั้นกลางเพียงตัวเดียวที่เขามี เขาใช้ความพยายามอย่างมากที่จะได้มันมา แต่ตอนนี้มันถูกฆ่าตายแล้ว นับเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว

ก่อนหน้านี้เขายังคิดว่าสัตว์เลี้ยงอสูรของเขาจะจับลู่หยางมาได้ภายในสามวินาที แต่เจ้าเด็กชาวเขานั่นกลับฆ่าเจ้าเสือดำแล้วควักเอาแก่นผลึกไป

“ไอ้ห่าเอ้ย!  ไอ้เวรนั่นทำเป็นสุกรอยากจะกินเนื้อเสือเรอะ บัดซบนัก!” หวังฉีสบถ

“เอ่อ! ครั้งนี้เราก็แค่ประมาทไปหน่อย ไม่นึกเลยเจ้าเด็กชาวเขานั่นจะเป็นผู้ฝึกอสูรจริงๆ ไม่ต้องห่วงท่านหลิวเฟิง ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหา เราจะต้องได้ตัวไอ้สารเลวนั่น!”

อู๋เย่จ้องหวางฉีอย่างไม่พอใจ นี่เขากำลังพูดเรื่องอะไร ทำราวกับว่าถูกฆ่าเองซะงั้น แน่ละ เขายังคงหมกมุ่นถึงผลสีชาดสามผลนั้น

“…”

สัตว์เลี้ยงสงครามที่แข็งแกร่งเช่นพยัคฆ์เพลิงสีชาดทำให้ลู่หยางล่าอสูรได้เร็วขึ้นมาก ตอนนี้เขาใช้เวลาแค่ครึ่งเดือนก็ได้ผลลัพธ์มากกว่าเมื่อก่อนที่ใช้เวลาทั้งเดือน

“มีแก่นผลึกชั้นต้นแค่ 30 แก่น แก่นผลึกชั้นกลางหนึ่งแก่นจะไปทำอะไรได้!” ครึ่งเดือนที่ผ่านมา ลู่หยางรวบรวมแก่นผลึกชั้นต้นได้72 แก่น และแก่นผลึกชั้นกลางหนึ่งแก่น เขาต้องการที่จะยกระดับพยัคฆ์เพลิงสีชาดขึ้นถึงขั้นสูงสุด เขาใช้แก่นผลึกชั้นต้น 20 แก่น ล่าหมาพันธุ์ยักษ์ใหญ่ 12 ตัว ขยายหีบสัตว์เลี้ยงไปถึง 10ช่อง แก่นผลึกชั้นกลางเพิ่มอัตราการเติบโตของสัตว์เลี้ยงได้ 10 จุด ขณะที่แก่นผลึกชั้นต้นทำได้เล็กน้อย ตอนนี้ สำหรับลู่หยาง แก่นผลึกชั้นกลางหายากมาก เช่น การจะเลื่อนระดับเตาหลอมหมื่นอสูรต้องใช้แก่นผลึกชั้นกลาง 100 แก่น และนี่คือเหตุผลที่เขาเก็บแก่นผลึกชั้นกลางเพียงอันเดียวไว้

“ติ้ง!” “สัตว์เลี้ยงสงครามจะยกระดับขึ้นสู่ระดับกลาง ท่านต้องการที่จะเลื่อนระดับมั้ย?”

“ติ้ง!” “เจ้านายยังไม่มีวิชาฝึกอสูรชั้นกลาง  อสูรจะไม่ยอมให้เจ้านายควบคุม แนะนำว่าเจ้านายฝึกวิชาควบคุมอสูรชั้นกลางก่อนจะก้าวต่อไป!”

ลู่หยางไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะมีกฎเกณฑ์เช่นนี้ คุณค่าของวิชาฝึกอสูรชั้นกลางเหนือกว่าวิชาฝึกอสูรชั้นต้นถึง 10 เท่า ยิ่งมีดาวมากขึ้นมีค่าถึงสองสามพันตำลึงทอง

ลู่หยางเห็นปุ่มเสมือนจริงปุ่มหนึ่งถูกดึงออกมาจากแป้นข้อมูลส่วนตัวของพยัคฆ์เพลิงสีชาด หลังจากที่ถามระบบแล้ว เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถดึงเอาความสามารถเฉพาะตัวของมันมาเป็นของตัวเองได้

“ติ้ง!” การดึงเอา (เพลิงสีชาดเทวะ) ออกมาต้องใช้ แก่นผลึกชั้นต้น 100 แก่น ท่านต้องการมั้ย?”

ลู่หยางแทบอยากจะร้องไห้อีกครั้ง

“เงิน เงิน ทุกแห่งทุกหนต้องใช้เงิน!” ลู่หยางคิดแล้วปวดหัว ล่าอสูรทั้งหมดภูเขาบางทียังไม่พอเลย

ยิ่งเวลาที่ต้องการเงินอสูรในหุบเขาก็ดูเหมือนจะยิ่งหายาก

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น? พวกมันหายไปไหนกันหมด?” ลู่หยางคิ้วขมวด เขามีลางสังหรณ์ไม่ดี

“…”

.“ท่านแม่ พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองเอาขนสัตว์อสูรพกนี้ไปขาย และจะแวะไปดูบ้านด้วย ยังเหลืออีกเดือนก่อนจะสิ้นปี” ลู่หยางบอกแม่ตอนกินข้าวเย็นกัน

“ท่านพี่! ข้าได้ยินมาว่าในเมืองสนุกมากและมีของอร่อยๆมากมาย จริงมั้น? ลู่หลี่ถามตาโต สีหน้าอยากไปด้วย

นานๆครั้ง เหล่านักล่าจะจัดขบวนสินค้าไปขายขนสัตว์และสินค้าหัตถกรรมกันในเมือง และก็มีเด็กๆไม่กี่คนที่ได้ไปด้วย พอกลับมาก็คุยโม้กันใหญ่

“จริงสิ อีกไม่นานพวกเราจะย้ายเข้าไปในเมืองกัน ถึงตอนนั้นเจ้าจะได้วิ่งเล่นสนุกสนานในเมืองทุกวัน!” ลู่หยางหัวเราะ

“เย่!”เยี่ยมไปเลย!“”ท่านพี่! ข้าอยากจะกินของอร่อยๆเยอะๆ” ลู่หลี่น้อยตื่นเต้นมากจนลุกขึ้นเต้น หัวเราะจนตาหยีดูมีความสุขมาก

มารดาซูยิ้ม บอกว่า “ลูกหยาง ตอนนี้เจ้าก็โตเป็นหนุ่มแล้ว ต้องรู้จักอดทนไว้นะ รู้มั้ย?!”

“ไม่ต้องห่วงท่านแม่! หลังปีใหม่ น้องหลี่ก็จะหกขวบแล้ว ถึงตอนนั้นเราจะทดสอบความสามารถพิเศษของเขาในเมืองกัน!”

ลู่หยางพยักหน้า พูดอย่างคาดหวัง เขาตบศรีษะลู่หลี่เบาๆ

“ข้าจะกลายเป็นผู้ฝึกอสูรและโดดเด่นแบบท่านพี่!” ลู่หลี่น้อยกำหมัดจ้ำหม้ำ สีหน้าเต็มไปด้วยวิญญาณแห่งการต่อสู้

บนโลกนี้ ทุกๆคนนับถือผู้ที่แข็งแรงกว่าและยกย่องวีรบุรุษแม้แต่เด็กสาม หรือ สี่ ขวบก็มีแนวคิดเช่นนี้

“แม่ไม่หวังให้เจ้าสองคนพี่น้องเก่งกาจอย่างนั้นหรอก ข้าแค่หวังให้เจ้าทั้งสองอยู่รอดปลอดภัยและสงบสุข!” มารดาซูมีแววตาเศร้าเล็กน้อยชั่วแวบหนึ่งแล้วกลับมามีเมตตา

ลู่หยางเป็นคนพิถีพิถัน การรับรู้ของเขาพัฒนาขึ้นมากหลังจากที่เป็นผู้ฝึกอสูร เขาจับความรู้สึกของมารดาได้ ท่านแม่ต้องซ่อนความลับบางอย่างอยู่ในใจ แต่เขายังไม่ถามนาง

เช้าวันต่อมา

ลู่หยางมุ่งสู่เมืองเซียงหยางพร้อมกับขบวนสินค้า ผู้คนในขบวนสินค้าต่างรู้สึกยินดียิ่งนักเพราะทางที่จะไปเซียงหยางนั้นพวกเขาอาจพบปะกลุ่มโจร หรือขโมยได้ มีผู้ฝึกอสูรอยู่ด้วย ขบวนสินค้าก็ปลอดภัย

“อู้ฮู้ พวกมันเป็นขนสัตว์ และกรงเล็บของสัตว์ร้ายทั้งนั้น แล้วดูของพวกเราสิ”

.“สินค้ากองนี้มากกว่าของพวกเรารวมกันซะอีก ครั้งที่แล้ว ข้าเห็นบางคนขายขนสัตว์หนึ่งชิ้นในราคาสิบตำลึงเงิน!” “โอ้ หยาง! ข้าคิดว่านี่มันต้องมากกว่าร้อยชิ้นน่ะ จุ๊ จุ๊ มันน่าจะขายได้อย่างน้อยพันตำลึงเชียวน่ะ!”

“อย่างนี้ต้องฉลอง! อย่างนี้ต้องฉลอง!”

ชายกลุ่มนี้คุยและมองสินค้าของลู่หยางอย่างอิจฉา แต่พวกเขาเป็นคนง่ายๆตรงๆ พวกเขาก็แค่อิจฉาแต่ไม่ได้จริงจังอะไร พวกเขาแค่หยอกล้อลู่หยาง

“ฮ่าฮ่า!”ไม่มีปัญหา” ลู่หยางอารมณ์ดี

ใกล้ๆเที่ยง ขบวนสินค้าก็มาถึงเซียงหยาง เป็นครั้งแรกที่ลู่หยางได้เห็นเมืองนี้

“เมืองใหญ่อะไรเช่นนี้!”

กำแพงเมืองสูงมากกว่าหนึ่งร้อยเมตร ราวกับภูเขาใหญ่ตั้งตระหง่านทอดตัวขวางพวกเขาไว้ ประตูเมืองสูงและกว้างดาษดื่นไปด้วยรถม้า หลายๆคนแต่งกายหรูหรา บางคนให้อสูรดูแลรถม้า และที่น่าตื่นตาตื่นใจก็คือผู้ฝึกอสูรหลายคนขี่อยู่บนอสูรเวหาผ่านไปมา

จบบทที่ SB:ตอนที่ 14 สู่เซียงหยาง

คัดลอกลิงก์แล้ว