- หน้าแรก
- สุดยอดเจ้าสำนัก
- บทที่ 1: ระบบบัดซบ
บทที่ 1: ระบบบัดซบ
บทที่ 1: ระบบบัดซบ
ตอนที่ 1 กำเนิดเจ้าสำนัก
ยามรัตติกาล ดำมืดสนิท ทว่าในเทือกเขามิได้สงบเงียบ เหล่าสัตว์อสูรดุร้ายเตร็ดเตร่ไปทั่ว เสียงคำรามของพวกมันสั่นสะเทือนขุนเขาและสายน้ำ หมู่ไม้สั่นไหว ใบไม้ร่วงกราว
เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังขึ้นอีกครา หลินเฟิงหดคอ ปัดเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นบนร่าง มองไปยังเทือกเขาในความมืดมิด ‘เฮ้อ’ เขาถอนหายใจในใจ ‘ที่นี่มันแตกต่างจากโลกโดยสิ้นเชิงจริงๆ’
หลินเฟิงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ด้วยอาการเหม่อลอย กลุ่มชายหนุ่มท่าทางดุดันสองสามคนที่อยู่เบื้องหน้าต่างมองเขาด้วยสายตาดูแคลน เจ้าอ้วนน้อยผู้หนึ่งตวาดใส่หลินเฟิง: "พวกข้าไม่ได้ให้คนนอกอย่างเจ้ามาอยู่เฉยๆ รีบไปทำงานซะ!"
หลินเฟิงได้สติกลับคืนมา เขาไม่ได้กล่าววาจาใด ปัดฝุ่นก้นแล้วลุกขึ้นเตรียมจากไป
ด้านหลัง เจ้าอ้วนน้อยแค่นเสียงเย็นชา: "เจ้าขยะไร้ประโยชน์ กำลังยังด้อยกว่าเด็ก สมควรโยนเข้าป่าให้สัตว์อสูรฉีกกิน!"
หลินเฟิงเบ้ปาก ‘ฉันเป็นชาวโลกที่ทะลุมิติมา จะเอาแรงที่ไหนไปสู้กับพวกแกกลุ่มสัตว์ประหลาดนี่ได้กัน?’
โลกเทียนหยวนใบนี้ เป็นโลกที่ถูกปกครองโดยเหล่าผู้ฝึกตน
หมู่บ้านหมาป่าเบื้องหน้านี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ในเทือกเขาอันกว้างใหญ่ โดยธรรมชาติแล้วย่อมไม่มีผู้ฝึกตน แต่ชาวบ้านทุกคนล้วนฝึกฝนวรยุทธ์อย่างหนักเพื่อเสริมสร้างพละกำลัง แม้แต่สตรีและเด็กก็ไม่มีข้อยกเว้น
ด้วยวิธีนี้เท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถเอาชีวิตรอดได้ในโลกที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้าย และแม้กระทั่งเหล่าสายพันธุ์บรรพกาลก็ยังคงท่องเที่ยวอยู่
เช่นเดียวกับตอนนี้ แม้จะเป็นยามดึกสงัด เหล่าชายหนุ่มฉกรรจ์ในหมู่บ้านก็ยังคงต้องเข้าป่าล่าสัตว์ เหยื่อจำนวนมากมักออกมาหากินเวลากลางคืน แม้การเข้าป่าในยามค่ำคืนจะเต็มไปด้วยอันตราย แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็ยิ่งใหญ่กว่า
ชาวบ้านคุ้นเคยกับชีวิตเช่นนี้มานานแล้ว เด็กๆ ที่อยู่ในหมู่บ้านไม่ได้หลับใหล พวกเขารวมกลุ่มกันแข่งขันและเล่นสนุก รอคอยบิดามารดาของตนกลับมาจากการล่าสัตว์
เด็กน้อยน้ำมูกใสๆ เล่นกับตุ้มหินหนักกว่าสองร้อยชั่งอย่างสบายๆ ราวกับเป็นของเล่น ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นกำลังแข่งขันกันว่าผู้ใดจะสามารถยกกระถางสำริดขนาดมหึมาหนักกว่าสองพันชั่งที่ปากทางเข้าหมู่บ้านได้
หลินเฟิงมองกลุ่มเจ้าเด็กสัตว์ประหลาดพวกนี้แล้วถอนหายใจในอก ‘ถ้าเทียบกำลังกับพวกนี้แล้ว ฉันมันดูเหมือนขยะจริงๆ นั่นแหละ’
แต่เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้หลินเฟิงรู้สึกหดหู่ แม้ว่าเขาจะถูกผู้คนนินทาลับหลังอยู่ตลอด แต่เขาก็ยังอาศัยความสามารถของตนเองพักอาศัยในหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาที่ชื่อว่าหมู่บ้านหมาป่าแห่งนี้ได้เป็นการชั่วคราว ‘แต่สิ่งที่ทำให้ฉันอยากจะบ้าตายจริงๆ น่ะ มันมีอีกเรื่องอยู่ในหัวนี่สิ’
ระบบผู้ก่อตั้งบรรพกาล
ในตอนแรก หลินเฟิงยังรู้สึกยินดี ‘อย่างน้อยก็มีของดีติดตัวมาจากการทะลุมิติมาบ้างก็ยังดี’ ทว่าคำอธิบายแรกของระบบกลับทำให้เขารู้สึกเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ
“ภารกิจหลักของระบบ: โฮสต์ คุณจะต้องก่อตั้งสำนัก สร้างสำนักที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ และต้องเป็นผู้ก่อตั้งคนแรกให้ได้”
“ภารกิจหลักจะแบ่งออกเป็นช่วงต่างๆ แต่ละช่วงต้องทำให้สำเร็จในเวลาที่จำกัด ถ้าโฮสต์ทำไม่สำเร็จในเวลาที่กำหนด โฮสต์จะถูกกำจัดทันที!”
หลินเฟิงจ้องมองคำอธิบายของระบบ โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย “โฮสต์จะถูกกำจัดทันที” เขาพูดอะไรไม่ออกไปเป็นนาน ในที่สุดก็เค้นคำพูดออกมาจากไรฟัน “มารดามันเถอะ!”
หลังจากอารมณ์เดือดเริ่มสงบลง หลินเฟิงก็เปิดอ่านรายละเอียดภารกิจอย่างช่วยไม่ได้ ‘ฉันยังไม่พร้อมจะเสี่ยงท้าทายระบบหรอกนะ อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจะฆ่าฉันได้จริงหรือเปล่า ฉันเพิ่งมาถึงโลกนี้ ไม่อยากตายซ้ำสองเด็ดขาด’
[ภารกิจหลัก 1.0: รับศิษย์สายตรงสี่คน]
คำอธิบายภารกิจ: ถึงแม้คุณจะเป็นผู้ฝึกตนอิสระ ถ้าอยากจะสืบทอดมรดกของตัวเองก็ต้องรับศิษย์ ทรัพยากรสำคัญสุดของสำนักคือคน ศิษย์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่น อาจารย์เก่งย่อมสร้างศิษย์เก่ง อาจารย์เก่งหายาก และศิษย์เก่งก็ยิ่งหายากกว่า
จำกัดเวลาภารกิจ: หนึ่งปี ถ้าทำภารกิจไม่สำเร็จในเวลาที่กำหนด โฮสต์จะถูกกำจัด
“นี่มันต้มตุ๋นกันชัดๆ!” หลินเฟิงถอนหายใจ ‘ฉันมันมือใหม่เพิ่งทะลุมิติมาเลยนะ อ่อนแอเหมือนผักกาดสดๆ เป็นฉันไม่ใช่หรือไงที่ควรจะหาอาจารย์เก่งๆ มาฝากตัวเป็นศิษย์’
‘พี่ระบบ อย่างน้อยนายก็ควรจะให้คัมภีร์ลับซักเล่มให้ฉันสิ ฉันจะได้มีอะไรไปรับศิษย์ ฉันจนจะตายอยู่แล้ว นายจะให้ฉันสอนอะไรคนอื่นได้? จะให้ฉันไปต้มตุ๋นหลอกลวงคนอื่นหรือไง?’
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ระบบแจ้งว่ามีของขวัญสำหรับมือใหม่ แต่แล้วก็บอกเขาว่าระบบของขวัญมีปัญหา ของขวัญมือใหม่เลยถูกเลื่อนออกไป เรื่องนี้ทำให้หลินเฟิงถอนหายใจ ‘ถ้าแบบนี้ไม่เรียกต้มตุ๋น แล้วจะให้เรียกว่าอะไรกัน?’
ระบบแลกเปลี่ยนที่เปิดใช้งานนั้นเต็มไปด้วยของดีทุกประเภท โอสถทิพย์ สมบัติวิเศษ วรยุทธ์ และทักษะปาฏิหาริย์ มีแต่ของที่คุณคิดไม่ถึง ไม่มีของที่ไม่มี
ปัญหาคือทุกอย่างต้องใช้แต้มในการแลกเปลี่ยน และหลินเฟิงไม่มีแม้แต่แต้มเดียว เขาทำได้เพียงกลอกตามองบนใส่ระบบ
ขณะที่หลินเฟิงกำลังสบถสาปแช่งอยู่ในใจ พลันเกิดความโกลาหลขึ้นที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ดูเหมือนว่ากลุ่มนักล่าจะกลับมาแล้ว
เหล่าหนุ่มสาวที่รอคอยอยู่ในหมู่บ้านต่างโห่ร้องยินดีและพากันไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านเพื่อต้อนรับพวกเขา หลินเฟิงเหลือบมองอย่างเฉยเมย ทว่าเขากลับตกใจเมื่อพบว่ากลุ่มชายหนุ่มฉกรรจ์ที่กลับมาจากการล่าสัตว์ล้วนกลับมามือเปล่า ไม่เพียงแต่จะไม่มีเหยื่อใดๆ แม้แต่อาวุธของพวกเขาก็หายไปด้วย
สำหรับชาวบ้านเหล่านี้ อาวุธเปรียบเสมือนชีวิตที่สองของพวกเขา การอาศัยอยู่ในเทือกเขาแห่งนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชีวิตรอดหากปราศจากอาวุธ
มุมปากของหลินเฟิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่สังเกตได้ยาก: “ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว” เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็มุ่งหน้าไปยังกลุ่มคนที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเช่นกัน
ยังไม่ทันจะเข้าใกล้ เขาก็ได้ยินเสียงใครบางคนคำรามขึ้น: “หลางเฟิง คือความหวังของหมู่บ้านหมาป่า! บัดนี้มันถูกคนจากหมู่บ้านศิลาทำร้ายจนสาหัส พวกเราจะปล่อยเรื่องนี้ไปเฉยๆ ไม่ได้!”
หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นมอง เขาเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่บนพื้นท่ามกลางฝูงชนด้วยสีหน้าสิ้นหวัง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ดวงตาฉายแววเย็นเยียบแห่งความเกลียดชัง
“นี่น่ะหรืออัจฉริยะที่ชาวบ้านหมาป่าพูดถึงกันอยู่เสมอ?” หลินเฟิงลอบสังเกต เขาเคยได้ยินชื่อเสียงของหลางเฟิงผู้นี้มานานแล้ว เด็กหนุ่มเป็นขวัญใจของเหล่าหนุ่มสาวทั้งหมดในหมู่บ้านหมาป่า และถูกมองว่าเป็นความหวังของหมู่บ้าน วันนี้เป็นครั้งแรกที่หลินเฟิงได้เห็นเขาตัวเป็นๆ
แม้ว่าตอนนี้หลางเฟิงจะบาดเจ็บและสีหน้าสิ้นหวัง แต่พลังปราณและโลหิตของเขากลับอุดมสมบูรณ์ แม้พละกำลังทางกายจะไม่สามารถเทียบได้กับผู้ฝึกตนที่แท้จริง แต่เขาก็อยู่ในระดับแนวหน้าของยอดฝีมือฝ่ายโลกย์อย่างแน่นอน
ตามความเห็นโดยทั่วไปของโลกเทียนหยวน การมีระดับฝีมือเช่นนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย หากเขาได้บ่มเพาะพลังปราณ ย่อมมีอนาคตที่สดใส ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ฝึกตนที่แท้จริงคือผู้ที่ชี้นำพลังวิญญาณฟ้าดินเข้าสู่ร่างกาย ควบแน่นเป็นพลังปราณ และเสริมสร้างรากฐานของตนเองให้แข็งแกร่ง
หลินเฟิงเรียกใช้ระบบผู้ก่อตั้งบรรพกาลของเขาโดยไม่กะพริบตา ภายในมีเครื่องตรวจจับพรสวรรค์ศิษย์ เขาชี้ไปที่หลางเฟิงแล้วกดยืนยัน
“เป้าหมายมีคุณสมบัติต่ำเกินไป ไม่สามารถเป็นศิษย์สายตรงของโฮสต์ได้”
คิ้วของหลินเฟิงขมวดเข้าหากัน ‘ระบบนี้มันเลือกเยอะชะมัด เดิมทีฉันกะว่าจะสุ่มรับศิษย์สี่คนแล้วตบตาให้พ้นเดดไลน์หนึ่งปีของระบบไปก่อน สุดท้ายค่อยไล่พวกที่รับมาแก้ขัดนี่ออกไปก็จบเรื่อง’
แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ตอนนี้ การจะหาช่องโหว่ของระบบไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม้แต่หลางเฟิง อัจฉริยะหนุ่มผู้มีชื่อเสียงในหมู่บ้านโดยรอบเช่นนี้ยังไม่มีคุณสมบัติ ‘ถ้าฉันอยากจะรับศิษย์สี่คนเพื่อทำภารกิจของระบบให้เสร็จ ความยากมันมหาศาลมากเลยนะเนี่ย’
“เวลาหนึ่งปี หนึ่งปีเองเหรอ…” หลินเฟิงถอนหายใจอย่างหม่นหมอง
ในฝูงชน ชายชราผู้หนึ่งข้างกายหลางเฟิงมีใบหน้าซีดเผือด แค่นเสียงกล่าวว่า: “หลางเฟิงเป็นหลานข้า เรื่องนี้ย่อมไม่จบง่ายๆ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ช่วงนี้ในเทือกเขามีความเคลื่อนไหวมาก ดูเหมือนสมบัติขุนเขากำลังจะปรากฏ จัดการเรื่องสมบัติขุนเขาก่อน แล้วค่อยไปถล่มหมู่บ้านศิลา!”
การต่อสู้ระหว่างตระกูลในหมู่บ้านเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง หลินเฟิงไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ แต่เมื่อคำว่า “สมบัติขุนเขา” ทั้งสองคำลอยเข้าหู หัวใจของเขาก็สั่นไหวเล็กน้อย
ขณะที่หลินเฟิงกำลังครุ่นคิดเรื่องสมบัติขุนเขา ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงใครบางคนในฝูงชนสบถด้วยเสียงต่ำ: “ไม่รู้เลยว่าหมู่บ้านศิลาเลี้ยงดูเจ้าอสูรน้อยนั่นขึ้นมาได้อย่างไร อายุก็ยังไม่ถึงสี่ขวบแท้ๆ กลับสามารถเอาชนะหลางเฟิงอัจฉริยะของหมู่บ้านเราได้ นี่มันประหลาดเกินไปแล้ว!”
ดวงตาของหลินเฟิงพลันสว่างวาบขึ้น
‘เด็กอายุไม่ถึงสี่ขวบเอาชนะหลางเฟิงคนนี้ที่อยู่ตรงหน้าฉันเนี่ยนะ?’
‘หลางเฟิงก็นับว่ามีพรสวรรค์อยู่บ้างแล้ว แต่คนที่ทำร้ายเขากลับอายุไม่ถึงสี่ขวบ คนนั้นจะมีพรสวรรค์ระดับไหนกันเชียว?’
เจ้าอ้วนน้อยข้างกายหลินเฟิงสบถเสียงต่ำ: “เจ้าเด็กเปรตนั่น ต้องฆ่ามัน!”
เหลือบมองเขา หลินเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย: “ใช่ๆ” ทว่าในใจกลับกำลังคิดว่า ‘เด็กน้อยคนนี้อาจจะเข้าตาระบบก็ได้’
เมื่อคิดถึงจุดนี้ หลินเฟิงก็ค่อยๆ ถอนตัวออกจากฝูงชนอย่างเงียบงัน ตอนนี้เขาปรารถนาเหลือเกินว่าจะสามารถงอกปีกบินไปยังหมู่บ้านศิลาได้ในทันที แต่เขาก็ไม่กล้าออกจากหมู่บ้านตามลำพัง ‘ไม่งั้นฉันคงได้กลายเป็นอาหารมื้อเย็นของเหล่าสัตว์อสูรในเทือกเขาแหงๆ’
ในขณะนั้นเอง เสียงที่แข็งทื่อราวกับเครื่องจักรพลันดังขึ้นในหัวของหลินเฟิง
“ของขวัญมือใหม่ถูกปล่อยแล้ว โฮสต์ต้องการตรวจสอบทันทีไหม?”
หลินเฟิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นหัวใจก็ลิงโลดด้วยความยินดี ‘ฉันไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยว่าเสียงของระบบที่น่าเบื่อและแข็งทื่อจะเพราะน่าฟังได้ขนาดนี้!’
เมื่อหาที่ลับตาคนได้แล้ว หลินเฟิงก็เปิดถุงของขวัญออก
ของขวัญสำหรับมือใหม่: โฮสต์ได้รับการบ่มเพาะพื้นฐานขั้นรวบรวมปราณระดับสี่ ได้รับตั๋วสุ่มรางวัลหนึ่งใบ ได้รับแต้มแลกเปลี่ยน 300 แต้ม ได้รับคัมภีร์เคล็ดวิชา 《เคล็ดวิชาอัสนีเก้าสวรรค์》 ได้รับทักษะอัญเชิญอัสนีเก้าสวรรค์
หลินเฟิงตกตะลึงไปชั่วขณะ กระแสธารอันอบอุ่นสายหนึ่งไหลจากกระหม่อมทะลวงผ่านอก และพุ่งผ่านจุดชีพจรเร้นลับในร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว
ภายในร่างกายมนุษย์มีจุดชีพจรสำคัญสิบสองจุด ผู้ฝึกตนเรียกพวกมันว่า สิบสองตึกบัญชา
การบ่มเพาะในขั้นรวบรวมปราณแบ่งออกเป็นสิบสองระดับ ทั้งหมดก็เพื่อเปิดสิบสองตึกบัญชา ทุกครั้งที่จุดชีพจรถูกเปิดออก พลังวิญญาณฟ้าดินจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังปราณ และพลังปราณของผู้ฝึกตนก็จะเพิ่มขึ้นหนึ่งระดับ
บัดนี้ หลินเฟิงรู้สึกว่ากระแสธารอันอบอุ่นกำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งจุดชีพจรที่สี่ในร่างกายของเขาถูกเปิดออก มันจึงสลายไป ตามลมหายใจของหลินเฟิง พลังวิญญาณฟ้าดินถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว โคจรอยู่รอบๆ จุดชีพจรทั้งสี่ที่เปิดออก
จุดชีพจรแต่ละจุดเปรียบดังจักรวาลแห่งดวงดาวที่หมุนวนไม่หยุดหย่อน พลังวิญญาณฟ้าดินถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณของหลินเฟิงอย่างต่อเนื่อง ราวกับการเริ่มต้นของจักรวาล วิวัฒนาการของสรรพสิ่งมีชีวิตทั้งมวล
หลินเฟิงรู้สึกว่าทั้งร่างของเขาเบาหวิว เพียงแค่คิด พลังปราณในจุดชีพจรของเขาก็พลุ่งพล่านราวกับน้ำพุ พลังทำลายล้างอันมหาศาลพร้อมที่จะระเบิดออกมา
เป็นเวลานาน หลินเฟิงจึงค่อยๆปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในร่างกายได้ เขารู้สึกโล่งใจ: “ในที่สุดฉันก็พอจะมีพลังป้องกันตัวอยู่บ้างแล้ว” แต่เมื่อนึกถึงเป้าหมายสูงสุดของระบบที่ต้องการให้เขาสถาปนาสำนักอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์ และตัวเขาเองก็ต้องกลายเป็นปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งคนแรกในประวัติศาสตร์ หลินเฟิงก็รู้สึกถึงแรงกดดันหนักอึ้งราวภูเขาทับอยู่บนบ่า รีบตรวจสอบของอื่นๆ ในห่อของขวัญสำหรับมือใหม่ทันที
“โอกาสสุ่มรางวัล?” หลินเฟิงมองไปรอบๆ นอกจากระบบแลกเปลี่ยนแล้ว ยังมีระบบสุ่มรางวัลอีกด้วย แต่มันเป็นสีเทา ยังไม่ได้เปิดใช้งาน ‘ตอนนี้ยังไม่ต้องคิดถึงมันก็ได้มั้ง’
ปัจจุบัน เขาทำได้เพียงหวังว่ากำลังซื้อของ 300 แต้มแลกเปลี่ยนนี้จะสูงหน่อยเท่านั้น
ขณะที่กำลังคิด หลินเฟิงก็เข้าสู่ระบบแลกเปลี่ยน ‘ก่อนหน้านี้ฉันมันจน เลยไม่มีอารมณ์จะดูราคาของ’
เมื่อดูราคาอย่างละเอียด หลินเฟิงก็สาปแช่งระบบว่าใจดำอำมหิต โอสถบำรุงปราณ คุณภาพต่ำสุดขวดหนึ่งราคา 10 แต้มแลกเปลี่ยน ส่วนดาบเหล็กหลอมที่มีพลังวิญญาณเล็กน้อยก็ราคา 30 แต้ม
แม้แต่ชุดเสื้อผ้าพื้นฐาน เช่น เสื้อคลุมขนนกและมงกุฎดาว ก็ยังมีราคาถึง 50 แต้ม
ทักษะพื้นฐานที่สุด เช่น “ทักษะก้อนอัคคี” “ทักษะฝ่ามืออัสนี” และของพื้นๆ อื่นๆ ก็ราคา 100 แต้ม
ส่วนของชั้นสูงที่มีเลขศูนย์ต่อท้ายเป็นพรวนเหล่านั้น หลินเฟิงไม่กล้าแม้แต่จะมอง กลัวว่าตนเองจะตาลาย
หลินเฟิงมองดู 300 แต้มอันน่าสมเพชในช่อง “แต้มแลกเปลี่ยนปัจจุบัน” ของตน แล้วส่ายหน้า: “ทุนเริ่มต้นของฉันมันน้อยเกินไปแล้ว”
โชคดีที่ห่อของขวัญสำหรับมือใหม่ให้คัมภีร์เคล็ดวิชาและทักษะมาด้วย ‘ไม่งั้นฉันคงจนปัญญาจริงๆ’
เคล็ดวิชาคือรากฐานของการบ่มเพาะ จุดประสงค์หลักคือการยกระดับของผู้ฝึกตน ส่วนทักษะคือวรยุทธ์หรือทักษะที่ใช้ได้จริงและมีประโยชน์หลากหลายน่าอัศจรรย์
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ เคล็ดวิชาอัสนีเก้าสวรรค์ในห่อของขวัญนั้นเป็นของระดับสูงมาก แม้แต่ระบบแลกเปลี่ยนในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถแลกได้ เขาต้องยกระดับระบบเสียก่อนจึงจะสามารถแลกมันได้
ส่วนการยกระดับระบบนั้น จะเปิดใช้งานได้ก็ต่อเมื่อหลินเฟิงทำภารกิจของระบบสำเร็จตามจำนวนที่กำหนด ซึ่งยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงในตอนนี้
เคล็ดวิชาอัสนีเก้าสวรรค์เป็นหนึ่งในสุดยอดเคล็ดวิชาสายอัสนีของโลกเทียนหยวน ทว่ามันได้สูญหายไปนานหลายปีแล้ว ในอดีต เหล่าผู้อาวุโสที่ฝึกฝนวิชานี้จนสำเร็จล้วนสามารถกระทำตามอำเภอใจได้ทุกอย่าง
ตามคำอธิบาย ห่อของขวัญสำหรับมือใหม่จะสุ่มให้เคล็ดวิชาหนึ่งอย่าง การที่ได้รับเคล็ดวิชาอัสนีเก้าสวรรค์ ถือได้ว่าหลินเฟิงโชคดีมาก แม้ว่ากำลังซื้อของ 300 แต้มแลกเปลี่ยนจะมีจำกัด แต่ตอนนี้ความหม่นหมองในใจของหลินเฟิงก็ถูกปัดเป่าไปจนหมดสิ้น
‘มีคัมภีร์เคล็ดวิชาระดับท็อปขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะภารกิจหลักบ้าๆ นั่น ฉันคงจะหาที่เงียบๆ ฝึกวิชาก่อน แล้วค่อยออกมาอาละวาดไปทั่วแล้ว’
แต่เมื่อตอนนี้เขาจะต้องรับศิษย์ เรื่องราวมันก็ต่างออกไปแล้ว
ความไม่พอใจก็ส่วนความไม่พอใจ แต่หลินเฟิงปรับสภาพจิตใจของตนเองได้อย่างรวดเร็ว และลงมือปฏิบัติการทันที
โดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา หลังจากสอบถามเส้นทางไปยังหมู่บ้านศิลาแล้ว เขาก็ออกจากหมู่บ้านหมาป่าอย่างเงียบเชียบโดยไม่ให้ผู้ใดสังเกตเห็น
ขณะนี้ทั้งสองหมู่บ้านอยู่ในสถานะเป็นศัตรูกัน หลินเฟิงซึ่งกลายเป็นผู้ฝึกตนแล้วไม่กลัวว่าคนจากหมู่บ้านหมาป่าจะก่อปัญหา แต่เขากลัวว่าพวกเขาจะเปิดโปงตัวตนของเขาต่อหน้าคนจากหมู่บ้านศิลา
โชคดีที่ตอนนี้ชาวบ้านหมาป่าทุกคนรวมตัวกันอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสเนื่องจากเรื่องที่หลางเฟิงบาดเจ็บ หลินเฟิงจึงอ้อมออกไปจากทางด้านหลังหมู่บ้าน ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของเขาเลย
ระหว่างเดินทาง หลินเฟิงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาลงทุนใช้ 50 แต้มแลกเปลี่ยนซื้อชุดเสื้อผ้าให้ตนเองทันที
หลินเฟิงผู้มาจากโลก ไฉนเลยจะไม่เข้าใจตรรกะที่ว่า ‘พระพุทธรูปยังต้องพึ่งทองคำ คนก็ต้องพึ่งอาภรณ์’ ‘ถ้าอยากจะขายของ การโปรโมทกับการแพ็กเกจจิ้งมันต้องดีก่อนสิ’
ก้มลงมองเสื้อคลุมขนนกและมงกุฎดาวของตนเอง อาภรณ์สีขาวแขนกว้าง ภาพลักษณ์ของปรมาจารย์ผู้ทรงภูมิราวกับเซียน หลินเฟิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ‘ของจากระบบนี่มันแพงก็จริง แต่คุณภาพกับหน้าตานี่มันเถียงไม่ได้เลยจริงๆ’
เมื่อหลินเฟิงมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านศิลา สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาของเขาคือซากต้นไม้ขนาดมหึมาครึ่งท่อน ลำต้นของมันมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าสิบเมตร ทั้งร่างของมันดำเป็นตอตะโก
หลินเฟิงกวาดตามองคร่าวๆ คาดเดาว่านี่คือต้นไม้ที่ถูกอสนีบาตฟาดเมื่อหลายปีก่อน มันเคยถูกฟ้าผ่าครั้งหนึ่ง ยอดไม้ขนาดมหึมาและพลังชีวิตอันอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้โบราณต้นนี้ล้วนถูกทำลายสิ้น บัดนี้เหลือเพียงตอไม้สูงราวแปดถึงเก้าเมตรตั้งอยู่บนพื้นดินเท่านั้น
แต่เพียงแค่ดูขนาดของลำต้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ก็พอจะจินตนาการได้ว่าเมื่อครั้งที่มันยังมีชีวิตอยู่ ต้นไม้ต้นนี้จะใหญ่โตมโหฬารเพียงใด
ทั่วทั้งร่างของซากต้นไม้ดำเป็นตอตะโก ปราศจากร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆ
ในขณะนั้น ชายชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาพลางไอและกล่าวว่า: “ต้นไม้นี้เหี่ยวเฉาตายมากว่าสิบปีแล้ว” เขาเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าหลินเฟิง ประเมินผู้มาใหม่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ย “ข้าเป็นผู้ใหญ่บ้านศิลาแห่งนี้ ท่านผู้อาวุโสมาถึงหมู่บ้านของพวกข้า มีสิ่งใดให้รับใช้หรือไม่ขอรับ?”
หลินเฟิงแย้มยิ้มบางเบา ร่างกายของเขาแผ่กลิ่นอายสูงส่งเหนือโลกและทระนงองอาจออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ประกอบกับอาภรณ์ของเขา เสื้อคลุมสีขาวแขนกว้าง เสื้อคลุมขนนกและมงกุฎดาว รูปลักษณ์ของเขาสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เป็นลักษณะของปรมาจารย์ผู้หลุดพ้นจากโลกีย์อย่างแท้จริง
“ตรวจพบเป้าหมาย เหมาะสมที่จะเป็นศิษย์สายตรงของโฮสต์”
หลินเฟิงกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าเมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน เขาก็เกือบจะสำลักน้ำลายตนเอง
ผู้ใหญ่บ้านชราแห่งหมู่บ้านศิลามองหลินเฟิงอย่างประหลาดใจ แต่แล้วเขาก็หวาดกลัวจนตัวสั่นเทา
เขาเห็นดวงตาทั้งสองข้างของหลินเฟิงเปล่งประกายสีเขียว จ้องเขม็งไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านราวกับหมาป่าหิวโซที่กำลังหอนโหยหวน
ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เด็กน้อยผิวขาวอมชมพูราวหยกเนื้อดี น่ารักน่าเอ็นดู กำลังพยายามสุดแรงที่จะดึงหางของสุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ เสียงเล็กๆ ใสๆ ของเขาร้องเจื้อยแจ้ว: “ยียา ยียา อย่าหนีนะ!”
เสียงของระบบดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในหัวของหลินเฟิง: “ระบบพรสวรรค์จัดระเบียบข้อมูลเสร็จแล้ว ข้อมูลของเป้าหมายหมายเลขหนึ่งเป็นแบบนี้นะ”
“รากกระดูก — 10;
พลังความเข้าใจ — 8;
พลังจิต — 8;
พลังวาสนา — 8.”
“สรุป: เป้าหมายมีพรสวรรค์สูงมาก แนะนำให้รับเป็นศิษย์เลยนะ สอนดีๆ ล่ะ รับรองว่าในอนาคตจะเป็นเสาหลักของสำนักได้แน่นอน”
หลินเฟิงไม่ได้มองสิ่งอื่นใดอีก ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ตัวเลขสีแดงฉาน “10” หลังคำว่ารากกระดูก
รากกระดูก คือพรสวรรค์โดยกำเนิดของผู้ฝึกตน และค่าสูงสุดของระบบพรสวรรค์นี้คือ 10
‘รากกระดูก 10 นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?’
‘ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนอื่นวิ่ง ต้องวิ่ง 100 เมตรจากจุดสตาร์ทไปถึงเส้นชัย แต่ถ้าเส้นชัยเหมือนกัน เจ้าหนูนี่มันเริ่มวิ่งจากจุดสตาร์ทที่ 90 เมตรเลยเชียวนะ!’
‘มิน่าล่ะ มิน่าเล่า มันถึงอัดหลางเฟิงจนน่วมได้ทั้งที่อายุยังไม่ถึงสี่ขวบ’
ในเวลานี้ เจ้าหนูน้อยก็สังเกตเห็นหลินเฟิงเช่นกัน เขาเงยหน้ามองมาด้วยสีหน้าว่างเปล่า กะพริบตาโตๆ ของเขา ดูน่ารักน่าเอ็นดูอย่างที่สุด
หลินเฟิงเลียริมฝีปาก ‘ไม่เพียงแต่รากกระดูกของเจ้าหนูนี่จะแข็งแกร่งจนท้าทายสวรรค์แล้ว พลังความเข้าใจ พลังจิต แล้วก็พลังวาสนาของมันก็อยู่ในระดับอัจฉริยะจริงๆ ทั้งนั้นเลยนี่นา’
‘รับคนแบบนี้เป็นศิษย์ มันจะไม่กดดันฉันมากไปหน่อยหรือไง?’
หลินเฟิงครุ่นคิด ใบหน้าของเขาค่อยๆ เผยรอยยิ้มอันอบอุ่นและสดใสราวกับแสงตะวัน
หากผู้คนที่คุ้นเคยกับหลินเฟิงในชาติก่อนของเขาได้เห็นเขายิ้มเช่นนี้ พวกเขาจะต้องรีบหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทันที
โดยปกติแล้ว เมื่อหลินเฟิงยิ้มเช่นนี้ นั่นหมายความว่ากำลังจะมีใครบางคนถูกหลอกจนตับแตก