เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43 วันเงินออก

บทที่ 43 วันเงินออก

บทที่ 43 วันเงินออก


อากาศร้อนยังคงแผดเผาต่อไปไม่นานกลางเดือนสิงหาคมก็มาถึงในพริบตา

ในวันนี้โรงงานของหอการค้าเฟรสเทค เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาเกือบทุกคนยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

ส่วนเหตุผลน่ะเหรอ? มันง่ายมากเพราะวันนี้เป็นวันเงินเดือนออก

ตามกฎที่ซูยี่กำหนดไว้ทุกวันที่สิบห้าของแต่ละเดือนคือวันเงินเดือนออก ตอนนี้ผ่านมาแล้วหนึ่งเดือนนับตั้งแต่เริ่มงานดังนั้นวันนี้จึงเป็นวันเงินเดือนออกและนี่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ครั้งยิ่งใหญ่

เซบาสมาถึงโรงงานก่อนเวลาและยื่นบัญชีการเงินของเดือนที่แล้วซึ่งเขาได้แจ้งให้ซูยี่กับไฮนซ์ตรวจสอบ

ซูยี่คิดว่าไม่จำเป็นต้องสงสัยคนที่มีประโยชน์และอย่าใช้คนที่น่าสงสัย เขาเพียงแค่กวาดดูบัญชีการเงินอย่างลวกๆ ในทางกลับกันไฮนซ์ตรวจสอบอยู่หลายครั้งอย่างระมัดระวังและให้เซบาสไปได้เมื่อพบว่าทุกอย่างถูกต้องครบถ้วน

ซูยี่ไม่สามารถทำอะไรได้กับท่าทางของไฮนซ์เขาจึงปล่อยให้ทำต่อไปโดยไม่หยุดเขา

ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสามของหอการค้าเฟรสเทครองจากตัวเขาเองและวิสเคานท์เลสลี่ไฮนซ์มีคุณสมบัติและเหตุผลเพียงพอที่จะทำเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นการที่เขาตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนมัก็ช่วยซูยี่ได้ไม่น้อย

ช่วงเวลาเช้าที่สดไสผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่นานเวลาบ่ายก็มาถึงในพริบตา คนงานทั้งหมดในโรงงานทั้งสองรวมตัวกันและเริ่มเข้าแถวเพื่อรับค่าจ้าง

คนแรกคือแคมบี้จากเผ่าคนแคระ

ในฐานะผู้จัดการโรงผลิตเครื่องจักรเวทมนตร์ค่าจ้างของแคมบี้นั้นสูงกว่าคนแคระคนอื่น ๆ เขาอยู่ในระดับเกือบเท่ากับที่ไฮนซ์ได้รับ คือยี่สิบเหรียญทองต่อเดือน

คนต่อไปที่เดินเข้ามาคืออเล็กซ์

ในฐานะผู้ช่วยของไฮนซ์ค่าจ้างของอเล็กซ์คือสิบเหรียญทองซึ่งสูงกว่าคนงานทั่วไปเล็กน้อย

จากนั้นก็มาถึงคนแคระที่เหลือวึ่งไม่รวมแคมบี้ที่ได้ไปแล้ว

นอกเหนือจากคนแคระที่สภาพร่างกายไม่พร้อมหรือมีปัญหาสุขภาพแล้วคนแคระคนอื่น ๆ ทั้งหมดได้รับเหรียญทองแปดเหรียญต่อเดือนเป็นค่าจ้าง

เมื่อพวกเขาเปิดถุงที่เซบาสยื่นให้ก็พบเหรียญทองแปดเหรียญที่ส่องประกายอยู่ข้างในคนแคระทุกคนต่างก็มีรอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขา มีแม้กระทั่งคนแคระบางคนที่กระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้น

เหมือนอย่างที่ปรมจารย์ลานัสกล่าวไว้คนแคระเหล่านี้มีสภาพความเป็นอยู่ที่แย่มากมาก่อน ย้อนกลับไปในตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในเผ่าแม้ว่าพวกเขาจะไม่ถึงขั้นขาดแคลดอาหารและมีไวน์ที่สามารถบ่มเองได้ แต่นั่นก็ยังไม่เพี่ยงพอต่อความต้องการของพวกเขา

หลังจากพวกเขามาทำงานที่โรงงาน โรงงานไม่เพียงแต่ดูแลมื้ออาหารของพวกเขาไม่ปล่อยให้พวกเขากังวลเกี่ยวกับสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน พวกเขายังได้รับเงินแปดเหรียญทองต่อเดือนอีก!

แม้ว่าเหรียญทองแปดเหรียญจะไม่ได้ถือว่ามากนัก แต่ก็สามารถซื้อสิ่งของที่จำเป็นและนำกลับไปที่เผ่าได้เพื่อให้พ่อแม่ภรรยาและลูก ๆ มีชีวิตที่ดีขึ้น

เมื่อนึกถึงรอยยิ้มแห่งความสุขที่สมาชิกในครอบครัวได้รับสิ่งเหล่านี้คนแคระที่มีนิสัยซื่อตรงเหล่านี้ก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

เมื่อนึกได้ว่าพวกเขาสามารถมีความสุขกับชีวิตแบบนี้ได้หลังจากมาที่โรงงานนี้ คนแคระทุกคนมองไปที่ซูยี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความเคารพ

เมื่อเทียบกับคนแคระแล้วค่าจ้างของนักเรียนจากสถาบันเวทมนตร์บารอนริกโต้นั้นต่ำกว่าเล็กน้อย จำนวกของมันอยู่ที่ประมาณห้าถึงหกเหรียญทองเท่านั้น

ที่พวกเขาได้รับค่าจ้างเท่านี้เพราะเนื่องจากพวกเขายังเป็นเพียงนักเรียนดังนั้นเวลาในการทำงานแต่ละวันจึงมีจำกัด โดยปกติแล้วพวกเขาไม่สามารถเปรียบเทียบกับคนแคระที่ทำงานในโรงผลิตเครื่องจักรเวทมนตร์ทั้งวันได้

เหตุผลที่สองเป็นเพราะพวกเขาแค่จารึกรูปแบบเวทมนตร์ที่ไม่ซับซ้อนมาก แม้ว่าจะเป็นงานด้านเวทมนตร์ แต่ก็เป็นงานที่เรียบง่ายและซ้ำซากจำเจ มันไม่ได้มีความต้องการสูงในด้านของทักษะ ดังนั้นค่าจ้างของพวกเขาจึงไม่สูงนัก

ซูยี่รู้สึกกังวลเล็กน้อยในตอนแรกว่านักเรียนพวกนั้นจะไม่พอใจที่เห็นว่าค่าจ้างของคนอื่นสูงกว่าของพวกเขา แต่หลังจากที่นักเรียนได้รับค่าจ้างแล้วทุกคนก็เต็มไปด้วยความสุขที่ล้นออกมา ไม่มีความไม่พอใจออกมาเลยแม้แต่น้อย

แม้แต่เด็กจากตระกูลชั้นสูงอย่างโอริน ปากของเขาบิดเป็นรอยยิ้มที่ภูมิใจกับเงินแค่หกเหรียญทอง ราวกับว่าที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่เงินหกเหรียญทองแต่เป็นหกร้อยเหรียญทอง

ซูยี่คิดถึงเรื่องนี้และอดไม่ได้ที่จะยิ้ม

จริงๆแล้วปฏิกิริยาของนักเรียนคนอื่น ๆ เป็นเรื่องปกติ ตอนนี้พวกเขาเป็นเพียงนักเรียนที่ยังอยู่ในโรงเรียนการได้รับค่าจ้างจากการทำงานของตัวเองก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเขามีความสุข

ไม่ต้องพูดถึงว่าเหรียญทองห้าหกเหรียญสำหรับพวกเขานั้นค่อนข้างมากแล้ว เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าค่าเทอมแต่ละเทอมของสถาบันเวทมนตร์บารอนริกโต้นั้นอยู่ที่ยี่สิบห้าเหรียญทอง

นั่นหมายความว่าตราบใดที่พวกเขายังคงทำงานนี้นักเรียนเหล่านี้สามารถพึ่งพาการทำงานหนักของตัวเองเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนของตัวเองได้

สำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ที่มาจากครอบครัวปกติหรือยากจนการทำงานนี้ช่วยลดภาระให้กับครอบครัวได้ไม่น้อย เมื่อพ่อแม่ของพวกเขารู้เรื่องนี้พวกเขาจะพอใจกับเรื่องนี้มาก

หลังจากให้ค่าจ้างนักเรียนเสร็จแล้วก็มีคนงานส่วนหนึ่งที่ไม่ได้รับค่าจ้างซึ่งเป็นทาสทั้งหนึ่งร้อยคน

เมื่อถึงเวลาที่จะต้องให้ค่าจ้างทาสร้อยคนเหล่านี้ซูยี่ก็รู้สึกหนักใจจริงๆ

ตามตรรกะปกติแล้วเนื่องจากทาสเหล่านี้ทำงานในโรงงานพวกเขาจึงสมควรได้รับค่าจ้าง แต่ทาสก็เป็นทาส แม้ว่าซูยี่จะไม่เต็มใจที่จะยอมรับสิ่งนี้ แต่เขาก็ต้องยอมรับอยู่ดี ทาสนั้นไม่มีสิทธิ์หรือตำแหน่งใด ๆ ในทวีปไซน์และในสภาวะปกติไม่มีใครยอมให้ทาสได้รับค่าจ้าง

เหตุผลที่สำคัญกว่านั้นคือทาสเหล่านี้ในปัจจุบันเป็นของวิสเคานท์เลสลี่ซูยี่เพียงแค่ยืมพวกเขามาเท่านั้น

แม้ว่าซูยี่อยากจะให้ค่าจ้างพวกเขา แต่เขาก็ควรมอบให้ผ่านวิสเคานท์เลสลี่ ส่วนวิสเคานท์เลสลี่จะจ่ายเงินให้ทาสเหล่านี้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเขา

ดังนั้นหลังจากที่ซูยี่กับไฮนซ์คุยเรื่องนี้กับเซบาสสักพักในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจที่จะไม่ให้ค่าจ้างทาส แต่พวกเขาจะได้รับเงินสวัสดิการแทน

ตอนนี้ยังคงเป็นช่วงกลางฤดูร้อนที่ร้อนแรงซูยี่จึงมอบพัดลมเวทมนตร์ความเร็วแปลผันให้กับทาสแต่ละคน นอกจากนั้นเขายังให้ตั๋วเสื้อผ้าสำหรับร้านตัดเสื้อของ เมทาเก้นภายในเมืองบันต้าให้กับทาสทุกคน ด้วยตั๋วเสื้อผ้านี้ทาสสามารถให้ร้านตัดเสื้อเมทาเก้นเตรียมเสื้อผ้าให้พวกเขาโดยที่ไม่เกินมูลค่าหนึ่งเหรียญทอง

นอกเหนือจากนี้เขายังให้เนื้อสัตว์และผลไม้รวมทั้งของใช้ประจำวันกับพวกเขา

เมื่อคิดตามสวัสดิการทั้งหมดแล้วจะมีมูลค่าประมาณสี่เหรียญทอง

ตามความคิดของซูยี่ในตอนแรก งานของพวกทาสนั้นควรจะได้รับค่าจ้างต่อเดือนอยู่ที่หกเหรียญทอง แต่เป็นไฮนซ์ที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้

ไม่ว่าอย่างไรก็ตามทาสเหล่านี้ยังคงเป็นของวิสเคานท์เลสลี่ ถ้าซูยี่ดูแลพวกเขามากเกินไปวิสเคานท์เลสลี่จะคิดอย่างไร

แม้ว่านี่จะเป็นความคิดที่เรียบง่ายของซูยี่ แต่นี่ก็เกินกว่าที่คนคนหนึ่งกระทำต่อทาสแล้ว

เมื่อทาสเหล่านั้นเห็นคนแคระและนักเรียนได้รับค่าจ้างจากด้านข้างแม้ว่าพวกเขาจะอิจฉา แต่พวกเขาก็รู้ว่าพวกเขาเป็นเพียงทาส มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่พวกเขาจะได้รับค่าจ้างแบบนั้น ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่เฝ้าดูโดยไม่พูดอะไร

จริงๆแล้วพวกเขาพอใจกับสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันมากอยู่แล้ว

เนื่องจากการที่พวกเขามาที่โรงงานนี้ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่ถูกทุบตีหรือด่าทอในแต่ละวันพวกเขายังสามารถเพลิดเพลินกับอาหารเลิศรสสามมื้อต่อวันและไม่ต้องกังวลเรื่องท้องว่าง

แม้ว่าในแต่ละวันพวกเขาจะต้องทำงานตลอดแต่ว่าเมื่อเทียบกับตอนที่ทำงานให้กับวิสเคานท์เลสลี่แล้วที่นี่สบายกว่ามาก

ไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาแค่ต้องทำงานเพียงแปดชั่วโมงต่อวันและยังไม่มีงานอื่นที่นอกเหนือจากงานที่ทำประจำอีก

อย่างครั้งงานคนงานปรับปรุงถนนไม่พอซูยี่ก็มาช่วยพวกเขาทำ อีกทั้งยังให้เงินเล็กๆน้อยๆกับทาสอย่างพวกเขาอีกด้วย

อาจกล่าวได้ว่าชีวิตในปัจจุบันของพวกเขาเป็นเหมือนความฝันของทาส พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่สะดวกสบายและผ่อนคลายเช่นนี้

ถ้าเป็นไปได้พวกเขาต้องการให้วิสเคานท์เลสลี่ขายพวกเขาให้กับซูยี่จริงๆ

ด้วยความเป็นอยู่ที่ดีแบบนี้ ที่นี่เป็นบ้านที่ดีสำหรับพวกเขาทุกคน

ดังนั้นเมื่อเซบาสประกาศให้ทาสขึ้นมาและรับเงินสวัสดิการของพวกเขาทาสทั้งหมดก็ตกตะลึง

เงินสวัสดิการ? สิ่งนี้คืออะไร? นี่เป็นของเราอย่างนั้นรึ?

เมื่อเซบาสขึ้นเสียงเพื่อพูดซ้ำและเรียกชื่อทาสออกมา ทาสเหล่านั้นก็แน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้ฟังผิด

ทาสที่ถูกเรียกเดินอย่างระมัดระวังไปตรงหน้าของเซบาส ไฮนซ์ยิ้มขณะที่ยื่นพัดลมเวทมนตร์ ตั่วเสื้อผ้า เนื้อสัตว์และอื่นๆให้

ทาสคนนั้นมองของในมือด้วยความงุนงงสักพักก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้าง ดวงตาของเขาอดไม่ได้ที่จะเต็มไปด้วยน้ำตาเขาเริ่มสะอึกสะอื้น ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่รู้ว่าเขาควรจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

เมื่อเห็นฉากนี้ซูยี่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบา ๆ

ไอ้ระบบทาสบัดซบนี่เขาจะกำจัดมันออกไปใให้เร็วที่สุด

หลังจากทาสนับร้อยคนได้รับเงินสวัสดิการ ซูยี่ก็ประกาศเสียงดังว่าเขาจะให้พวกเขาพักผ่อนในช่วงบ่ายีตามมาด้วยเสียงปรบมือที่ดังออกมาแทบจะทันที

ด้วยค่าจ้างที่มีอยู่ในมือไม่ว่าจะเป็นคนแคระหรือนักเรียนพวกเขาแทบรอไม่ไหวที่จะอวดกัน แน่นอนว่ามีบางส่วนที่เริ่มไม่อดทนแล้ว

ซูยี่ประกาศออกไปว่าให้วันนี้เป็นวันหยุดพักผ่อน เพียงแค่เขาพูดจบเสียงตะโกนดีใจก็ระเบิดออกมาทันที

เมื่อเห็นนักเรียนหลายคนรวมกลุ่มกันร้องตะโกนชึ่งแม้แต่โอรินก็ไม่มีข้อยกเว้น ซูยี่ก็อดยิ้มไม่ได้

ฉากนี้ทำให้เขานึกย้อนกลับไปตอนที่เขาอยู่ในมหาวิทยาลัยเขาวิ่งออกจากโรงเรียนกับเพื่อนร่วมชั้นแบบนี้และเฮฮากันทั้งวัน

เมื่อหันไปมองพวกคนแคระที่กระจัดกระจายกันเป็นกลุ่มเหลือเพียงทาสที่ยืนอยู่ที่นั่นไม่รู้จะทำอย่างไร ซูยี่คิดสักนิดก่อนจะดึงไฮนซ์ไปที่มุมหนึ่ง

“ ไฮนซ์เริ่มรับสมัครคนงานเลย”

จบบทที่ บทที่ 43 วันเงินออก

คัดลอกลิงก์แล้ว