- หน้าแรก
- ฉันจะแฮกระบบจักรวาล แล้วไงใครจะทำไม
- ตอนที่ 5 อารยธรรม สังคม และการสืบทอด
ตอนที่ 5 อารยธรรม สังคม และการสืบทอด
ตอนที่ 5 อารยธรรม สังคม และการสืบทอด

ท่ามกลางสายตาจับจ้องของมนุษย์เหล่านั้น
เจียงฟานได้เริ่มลงมือก่อไฟด้วยการ "ถูไม้สองท่อนเข้าด้วยกัน"
ขั้นตอนนี้ใช้เวลานานพอสมควร
อย่างน้อยก็ครึ่งชั่วโมง
โชคดีที่มนุษย์ในยุคนี้มีความอดทนสูง
พวกเขานั่งนิ่งไม่ละสายตา เฝ้าดูทุกการเคลื่อนไหวของเจียงฟานอย่างตั้งใจ
ความพยายามไม่เคยทรยศใคร...
เมื่อประกายไฟเล็ก ๆ เริ่มปะทุขึ้น เจียงฟานก็รีบเอาเศษหญ้าแห้งที่เตรียมไว้ใส่ลงไป แล้วก้มเป่าช้า ๆ ด้วยปาก
เปลวไฟลุกพรึ่บขึ้นมาทันที
เจียงฟานค่อย ๆ เติมเชื้อไฟลงไปอีก จนเปลวเพลิงเริ่มเสถียร
ฝั่งมนุษย์ที่อยู่อีกฟากเมื่อเห็นเปลวไฟลุกโชนต่อหน้าต่อตา ก็ตกตะลึงกันเป็นแถว
เจียงฟานยิ้มบาง ๆ
นี่แหละคือพลังของ ‘ความรู้’!
เสียงร้องแปลกประหลาดดังขึ้นไม่ขาดสาย
“อ่าา! ฮ่า! หว่ออออ!!”
เหล่ามนุษย์ต่างตะโกนโหวกเหวกไปมา ราวกับตกใจปนทึ่งกับสิ่งที่เจียงฟานทำ
เขารู้ว่าหน้าที่ของเขาวันนี้สำเร็จแล้ว
ต่อจากนี้... ก็ต้องดูกันว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์จะเรียนรู้และพัฒนาได้มากแค่ไหน
เขาโยนอุปกรณ์ก่อไฟที่สร้างเองให้พวกมนุษย์ ก่อนจะหันหลังกลับเข้าแคมป์ของตัวเอง
【ติ๊ง! โฮสต์ทำได้ดีมาก ที่ไม่เข้าไปใกล้เกินควร มนุษย์ยังมีความระแวดระวังอยู่สูง】
“ประสบการณ์...คือบทเรียนที่ได้มาด้วยเลือดและน้ำตา”
เจียงฟานยิ้มอย่างจนใจ
เปลวไฟคือสิ่งที่น่าหวาดหวั่น สำหรับมนุษย์ยุคนี้
แต่เพราะเขาสามารถสร้างไฟได้ ทำให้พวกนั้นยำเกรงเขา
ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะเขาจะได้ทำอะไรได้ง่ายขึ้นในอนาคต และยังช่วยเร่งกระบวนการ “รู้แจ้ง” ไปได้อีกขั้น
เขาเองก็ไม่แน่ใจนักว่าพวกมนุษย์จะสามารถเรียนรู้การก่อไฟได้จากการดูแค่ครั้งเดียวไหม
ในอดีต เวลาสอนมนุษย์ เขาต้องใช้เวลาสนิทสนมก่อน แล้วค่อย ๆ ถ่ายทอดทีละขั้น
แต่มนุษย์ยุคโบราณกลุ่มนี้...
กลับดูจะมีความสามารถในการเรียนรู้ที่สูงเกินคาด
ชนเผ่าที่พวกเขากำลังก่อร่างสร้างขึ้น ก็น่าจะมีอนาคตไม่เลวเลยทีเดียว...
...
หลังจากเจียงฟานจากไป มนุษย์กลุ่มนั้นก็ค่อย ๆ เดินมาหาอุปกรณ์ก่อไฟอย่างระมัดระวัง
หัวหน้าเผ่าหันมองไปทางที่เจียงฟานจากไปด้วยแววตาครุ่นคิด
ไฟที่เขาจุดไว้ค่อย ๆ มอดลงไป พร้อมกับฟืนกิ่งไม้ที่ถูกเผาจนหมดสิ้น
หัวหน้าจึงพากลุ่มมนุษย์กลับไปยังแคมป์ของตน
มนุษย์หลายสิบคนล้อมวงกัน
หัวหน้าเผ่าเริ่มลองทำตามขั้นตอนที่เจียงฟานเคยทำให้ดู
พวกมนุษย์คนอื่นก็คอยเก็บวัสดุต่าง ๆ ที่เจียงฟานใช้ไว้ก่อนหน้า มาวางข้างตัวหัวหน้า
จากนั้น...ทุกสายตาจับจ้อง
เวลาผ่านไปช้า ๆ
ประกายไฟเล็ก ๆ ปะทุขึ้นอีกครั้ง
หัวหน้าก็รีบหยิบเศษหญ้าแห้งมาวาง แล้วเป่าเบา ๆ ด้วยปาก
“ฟู่ววว...ฮู่วว~”
เปลวไฟลุกขึ้นทันที
หัวหน้าเผ่าก็รีบใส่ฟืนแห้งกับหญ้าแห้งเพิ่มเติมลงไป เพื่อรักษาเปลวไฟไว้
ไม่นานนัก...
เปลวไฟก็เริ่มเสถียร
“โฮ่! ฮ่า! ฮ่าาา!!”
เสียงร้องของมนุษย์ดังขึ้นอย่างดีใจ พวกเขากระโดดโลดเต้นไปมาอย่างตื่นเต้น
หัวหน้าเผ่าก็ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ
ถึงจะยังกลัวเปลวไฟอยู่บ้าง แต่ความอบอุ่นที่ได้รับก็ทำให้พวกเขารู้สึกสบายในค่ำคืนอันเหน็บหนาวนี้เป็นครั้งแรก
...
หลังจากการติดต่อกันครั้งแรกผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างเจียงฟานกับมนุษย์ก็เริ่มกลมกลืนมากขึ้น
ความหวาดระแวงก็ค่อย ๆ จางหายไป
ช่วงเวลานั้น มนุษย์ได้จัดกลุ่มเล็ก ๆ คอยตามเจียงฟานตั้งแต่เช้าจรดเย็น
ไม่ใช่เพื่อตามเฝ้าระวัง แต่เป็นเพราะพวกเขาเริ่ม “เห็นคุณค่า” ของการเรียนรู้พฤติกรรมของเขา
เจียงฟานเข้าใจดี
เขาจึงพยายามสาธิตสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ให้พวกเขาเห็น
เมื่อเห็นเจียงฟานเดินด้วย “สองเท้า” พวกมนุษย์ก็พยายามลอกเลียนแบบ
ถึงจะรู้สึกแปลกและยากในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็ค่อย ๆ ปรับตัว
แน่นอน...
การยืนสองเท้าได้อย่างสมบูรณ์ต้องใช้เวลาในการวิวัฒนาการอีกนาน
เมื่อเห็นเจียงฟานย่างเนื้อกับไฟ พวกมนุษย์ไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร
แต่ก็ยังลองทำตาม
ตอนแรกเนื้อก็ไหม้ไม่เป็นท่า
แต่เมื่อทดลองหลายรอบ พวกเขาก็ค่อย ๆ เรียนรู้เรื่องไฟ เรื่องเวลา และสุดท้ายก็ย่างเนื้อได้เก่งขึ้น
เมื่อได้ลิ้มรส “เนื้อสุก” อันหอมกรุ่น
พวกเขาก็เลิกกินดิบอย่างเด็ดขาด และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ไม่ย่างก็ไม่กิน
เห็นเจียงฟานใส่เสื้อผ้า พวกเขาก็เลียนแบบ แม้จะไม่เข้าใจว่าใส่ไปทำไม
เพราะไม่มีผ้า พวกเขาจึงใช้ “ใบไม้” ถักทอเป็นชุดอย่างง่าย และพันไว้ตามร่างกาย
เจียงฟานยังสาธิตการสร้างอาวุธกับอุปกรณ์ล่าสัตว์ต่าง ๆ เช่น ตาข่ายจับปลา กับกับดักอีกหลายแบบ
เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว
...เผลอแป๊บเดียว เจียงฟานก็อยู่บนโลกใบนี้มานานถึง สี่สิบปี
...
และในวันหนึ่ง มนุษย์คนหนึ่งก็เดินเข้ามาในอาณาเขตของเจียงฟานโดยตรง
ทำให้เขารู้สึกตกใจ เพราะตลอดสี่สิบปีที่ผ่านมา พวกมนุษย์ไม่เคยเข้ามาใกล้ถึงขนาดนี้เลย
เจียงฟานทำท่าทางสื่อสารอย่างระมัดระวัง
เขาไม่ได้พูดอะไร เพราะรู้ว่ามนุษย์ในยุคนี้ยังไม่มี “ระบบภาษา” ที่ชัดเจน พูดไปก็คงไม่เข้าใจ
มนุษย์ผู้นั้นชี้มาที่เขา แล้วชี้ไปยังแคมป์ของพวกตน
เจียงฟานเข้าใจทันที
พวกเขาต้องการให้เขาไปยังแคมป์ของตน
เขาจึงเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ
และในที่สุด
เจียงฟานก็ได้เหยียบย่างเข้าสู่ “ถิ่นฐานของมนุษย์” อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
มนุษย์หลายคนยืนล้อมอยู่รอบ ๆ ด้วยท่าทีเคารพ
หนึ่งในนั้นนำทางเขาเข้าไปยัง “กระท่อม” ขนาดเล็กที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย
ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เจียงฟานสร้างที่พักของตนเอง
พวกมนุษย์ก็เรียนแบบเขาและเริ่มสร้างบ้านของตนตามไปด้วย
เมื่อเข้าไปในกระท่อม
เจียงฟานก็เห็น “มนุษย์ชรา” คนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงหินอย่างอ่อนแรง
ชายผู้นั้นคือ “หัวหน้าเผ่า” รุ่นแรกที่เขาเคยติดต่อด้วยเมื่อสี่สิบปีก่อน
แต่วันนี้... ลมหายใจของเขาอ่อนแรงเต็มที
ใกล้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแล้ว
เจียงฟานมองเขานิ่ง ๆ แล้วถอนหายใจเบา ๆ
มนุษย์ในยุคนี้อายุขัยสั้นนัก เพียงแค่สี่สิบปีก็ถึงจุดจบของชีวิต
หัวหน้าชราผู้หนึ่งยกมือขึ้นช้า ๆ
ชี้ไปที่ตัวเอง... แล้วชี้มาที่เจียงฟาน
ก่อนจะหันไปมองมนุษย์อีกหลายสิบคนที่ยืนอยู่หน้ากระท่อมด้วยสายตาแน่วแน่
เจียงฟานเข้าใจทันที
เขากำลังจะส่งต่อ “หน้าที่หัวหน้าเผ่า” ให้กับเขา
เจียงฟานพยักหน้ารับด้วยหัวใจหนักอึ้ง
เมื่อได้รับความเชื่อมั่นจากพวกเขาขนาดนี้
เขาจะไม่มีวันทำให้ผิดหวังเด็ดขาด
หัวหน้าเผ่าผู้ชราส่งมอบไม้เท้าคล้ายคฑาให้เจียงฟาน
มือของเขาสั่นเทา ก่อนจะค่อย ๆ หย่อนลงอย่างไร้แรง
“ไม่ต้องห่วง...ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อพัฒนามนุษยชาติ
ไม่ใช่แค่เพื่อพวกเจ้า...แต่เพื่อตัวข้าเองด้วย!”
เจียงฟานกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
แม้มวลมนุษย์ยังฟังไม่เข้าใจแต่นั่นไม่สำคัญ
ผู้นำรุ่นแรกสิ้นลมหายใจลง
ผู้นำคนใหม่ถือกำเนิดขึ้น
และจากวันนั้น...
ยุคแห่งการรู้แจ้งของอารยธรรมมนุษย์
ก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
หลังจากจัดพิธีฝังศพให้หัวหน้าเผ่ารุ่นแรกอย่างยิ่งใหญ่
เจียงฟานก็เริ่ม “สอน” มนุษย์ด้วยมือตัวเอง
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ “สังคมแรกของมนุษย์” อย่างแท้จริง.