- หน้าแรก
- เทพแห่งสัตว์เลี้ยง
- ตอนที่ 46 : โกเล็มเทพยักษ์
ตอนที่ 46 : โกเล็มเทพยักษ์
ตอนที่ 46 : โกเล็มเทพยักษ์
ตอนที่ 46 : โกเล็มเทพยักษ์
มีภูเขา 5 ลูกใจกลางเกาะแห่งนี้
หนานจี้หงบอกเฉินกวนว่าคนที่นี่เรียกภูเขาทั้งห้าลูกว่าภูเขาบันไดสวรรค์ มันเหมือนกับบันไดจริงๆ ถ้าจะเห็นภูเขาลูกสองได้ก็ต้องปีนขึ้นภูเขาลูกแรกก่อน
หากจะเห็นภูเขาลูกสามก็ต้องปีนขึ้นไปบนสุดของภูเขาลูกสองก่อน
ถ้าต้องการขึ้นไปบนสวรรค์สูงสุด เช่นนั้นก็ต้องปีนขึ้นไปผ่านภูเขาบันไดสวรรค์ โกเล็มเทพยักษ์นั้นอยู่บนยอดเขาลูกที่ 5
มันมีสัตว์วิญญาณหลายแบบอยู่บนภูเขาทั้ง 4 ลูก แต่พวกมันโดนกำจัดไปหมดแล้ว
ดังนั้นตอนที่เฉินกวนและหนานจี้หงมาถึงที่นี่ พวกเขาจึงไม่พบสัตว์วิญญาณมากนัก บางครั้งก็มีสัตว์วิญญาณแค่ไม่กี่ตัวโผล่มา แต่พวกมันก็โดนหนานจี้หงที่ไม่คิดจะมาเสียเวลาที่นี่ฆ่าทิ้งในทันที
เมื่อทั้งสองคนมาถึงยอดภูเขาลูกที่ 4 เฉินกวนก็เห็นยอดเขาอีกลูกอยู่ไกลๆ มันมีรูปปั้นมารที่สูงกว่า 10 ม. ดูราวกับยักษ์ มันมี 6 แขนและระเบิดพลังอันน่าทึ่งออกมาทำให้คนที่ล้อมมันเกือบ 100 คนไม่อาจจะเข้าไปใกล้ได้
“โกเล็มเทพยักษ์เข้าโหมด 2 แล้ว หวังเหลียนนี่มีความสามารถจริงๆ” หนานจี้หงหยุดเท้า เธอไม่ได้รีบขึ้นไปบนยอดภูเขาลูกที่ 5 ทันที
จากที่นี่ไปที่ยอดภูเขาลูกที่ 5 เธอต้องเดินลงภูเขาลูกนี้ก่อนแล้วค่อยปีนขึ้นภูเขาลูกต่อไป เมื่อไม่มีสัตว์วิญญาณให้ขี่ งั้นมันต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชม.กว่าจะเดินทางไปถึงที่นั่น
เฉินกวนสังเกตโกเล็มเทพยักษ์ดูดีๆและพบว่าร่างกายของมันเป็นสีดำสนิทเหมือนกับหิน ใบหน้าของมันราวกับมารรึปิศาจ มันมี 6 แขน มนุษย์และสัตว์เลี้ยงรอบๆเหมือนกับลูกไก่น้อยๆวิ่งเต้นไปมาตรงหน้ามัน
ลูกธนูที่ยิงออกมาโดยผู้ปลุกพลังไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับโกเล็มได้เลย โกเล็มไม่ได้สนใจลูกธนูพวกนี้เลยด้วยซ้ำ ความเสียหายที่เกิดจากดาบและหอกนั้นเหมือนกับการข่วน
ในทางกลับกันแล้วการเคลื่อนที่ของโกเล็มนั้นมีพลังเพียงพอที่จะผ่าภูเขาให้ขาดจากกันได้ หินที่สูงพอๆ กับตัวคนแตกเป็นชิ้นๆ ทันทีที่โดนฝ่ามือของมันฟาด พลังของมันน่ากลัวเหนือกว่าพวกมนุษย์เลเวลเท่าๆ กัน
ข้อได้เปรียบเรื่องร่างกายของสัตว์วิญญาณนั้นถูกโกเล็มเทพยักษ์แสดงออกมาอย่างเต็มที่
ถึงทั้งสองฝ่ายจะเลเวล 10 ทว่าพลังของโกเล็มเทพยักษ์นั้นก็มากกว่ามนุษย์พวกนี้ถึง 10 เท่า ดังนั้นมันต้องมีความต่างด้านสเตตัสอย่างแรง, ความเร็วและความฉลาดในหมู่สัตว์วิญญาณอยู่
มันเป็นไปได้ที่ว่าสัตว์วิญญาณเลเวล 10 ที่ปลุกพลังรอบ 1 จะแกร่งกว่าสัตว์วิญญาณที่ปลุกพลังรอบ 2 ที่เลเวล 10 เหมือนกัน มันไม่เหมือนกับมนุษย์ ที่ร่างกายไม่ได้ต่างกันมากนัก มันยากที่จะเพิ่มความต่างของพวกเขาหากเลเวลเท่าๆ กัน
ผู้ปลุกพลังที่นี่ไม่มีความสามารถในการเผชิญหน้ากับโกเล็มเทพยักษ์ โชคดีที่ความเร็วของโกเล็มเทพยักษ์ไม่ได้มากนัก มันจึงพอเป็นไปได้ที่พวกผู้ปลุกพลังจะจัดการกับโกเล็มเทพยักษ์ได้บ้าง
โกเล็มเทพยักษ์ราวกับเทพที่ทำให้ทุกคนไม่อาจจะขึ้นไปบนยอดเขาได้ มีแค่คนเดียวที่เผชิญหน้ากับมัน คนอื่นๆได้แต่คอยช่วยและก่อกวนโกเล็มเทพยักษ์อยู่ข้างๆ
ร่างกายของชายคนนี้ราวกับกระเรียนที่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เขาเหมือนกับจะร่อนอยู่ในอากาศได้ ถึงระยะทางจะสั้นแต่แค่นี้ก็ถือว่าน่าทึ่งมากแล้ว
ชายคนนี้ถือดาบในมือ เขาหลบไปมาอย่างว่องไว แม้แต่โกเล็มเทพยักษ์ก็ไม่อาจจะทำอะไรชายคนนี้ได้
“คนที่ครอบครอง <ลมปราณม่วงเขียว> น่ะพิเศษจริงๆ” หนานจี้หงคิ้วขมด
ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้รีบร้อน เพราะบนเกาะนี้ ไม่มีใครนอกจากเธอที่จะรับมือกับโกเล็มเทพยักษ์ได้ เธอคือคนสำคัญในการฆ่าโกเล็มเทพยักษ์
แต่ตอนนี้ความสามารถของฉินจืออวี่มากพอที่จะมาแทนที่หนานจี้หงได้
“แปลก เลเวลของฉินจืออวี่เหมือนจะเพิ่มขึ้นมาเยอะ เขาน่าจะเลเวล 10 แล้วใช่มั้ย ? มันผ่านมาไม่นาน ทำไมเลเวลเขาถึงเพิ่มขึ้นเร็วแบบนี้ได้ ? มันไม่น่าเป็นจริงได้”
เฉินกวนมองออกว่าชายคนนี้คือฉินจืออวี่ เขาสับสนว่าทำไมฉินจืออวี่ถึงเลเวลเพิ่มขึ้นเร็วแบบนี้ได้ ชัดแล้วว่าค่าสเตตัสแฝงอย่างความเร็ว, แรงและแรงกายก็เพิ่มขึ้นมาอย่างมาก
เขากันฉินจืออวี่แยกกันแค่ 10 ชม. ก่อนหน้านี้ฉินจืออวี่เลเวล 7 การเก็บเลเวลจะไม่ง่ายแบบตอนที่เลเวลน้อยๆ มันอาจจะต้องใช้เวลาเป็น 10 วันรึ 15 วันกว่าจะเพิ่มอีกเลเวลได้ แล้วอยู่ๆ ทำไมเลเวลถึงได้เพิ่มขึ้นมาอย่างกับใช้สูตรโกงแบบนี้ได้ ?
หนานจี้หงมองไปที่ฉินจืออวี่ที่กำลังสู้อยู่ก่อนจะพูดขึ้น “เขาต้องได้บางอย่างจากการล่าสัตว์วิญญาณระดับไร้เทียมทานทั้งสามตัวแน่ ไม่งั้นแล้วเขาคงไม่พัฒนาขึ้นเร็วแบบนี้ ถึงเขาจะบ่มเพาะ <ลมปราณม่วงเขียว> ก็ตาม”
“ดูการเคลื่อนที่ของเขาสิ มันต่างจากเดิมไม่ใช่รึไง ? ถ้าฉันมองไม่ผิด มันคือสกิลของสัตว์วิญญาณระดับไร้เทียมทานอีกตัว ราชานกยูง จี้ที่คอเขาน่าจะมาจากสัตว์วิญญาณระดับไร้เทียมทานอีกตัว...” ตาของหนานจี้หงไวพอจนมองเห็นหลายๆ อย่างได้ในพริบตา
“งั้นของพวกนี้คือของที่หวังเหลียนได้มาจากการฆ่าสัตว์วิญญาณระดับไร้เทียมทานทั้ง 3 ตัว เธอยกมันให้กับฉินจืออวี่แทบทั้งหมด ทำไมเธอถึงเชื่อใจฉินจืออวี่ขนาดนั้น ?” เฉินกวนคิ้วขมวด
ฉินจืออวี่กับหวังเหลียนไม่ได้เป็นศัตรูกันแต่ใช่ว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจนหวังเหลียนเชื่อใจฉินจืออวี่สนิทใจแบบนี้
ตอนนี้ฉินจืออวี่กลับทำงานให้หวังเหลียนเต็มที่อีกด้วย เขารับมือกับโกเล็มเทพยักษ์เพียงลำพัง มันยิ่งทำให้เฉินกวนสับสน หวังเหลียนใช้วิธีแบบไหนถึงทำให้ฉินจืออวี่ยอมช่วยเธอขนาดนี้ ?
“พวกเขาจะฆ่าโกเล็มเทพยักษ์ได้รึเปล่า ?” เฉินกวนไม่รู้ว่าโกเล็มเทพยักษ์แกร่งแค่ไหน ดังนั้นเขาจึงหันกลับไปมองหนานจี้หงและถามขึ้นมา
ตะกี้เขามองไปอรบๆ แล้วแต่ไม่เห็นที่ไหนบันทึก <พระสูตรเอฝาง> เอาไว้เลย
“บอกยาก ตอนนี้โกเล็มเทพยักษ์อยู่ร่าง 2 แล้ว แต่นี่ไม่ใช่ร่างสุดท้ายของมัน ตอนที่มันเปิดตาดวงที่สามที่หน้าผากออก นั่นจะเป็นร่างไม้ตายของมัน ในร่างนั้น โกเล็มเทพยักษ์จะไร้เทียมทานในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ว่าผู้ปลุกพลังจะทำอะไรในช่วงเวลานั้นแต่ก็ทำอะไรมันไม่ได้”
หลังจากที่เงียบไปสักพักหนานจี้หงก็พูดขึ้นต่อ “ มันมีแค่ทางเดียวที่จะเอาชนะโกเล็มเทพยักษ์ได้ ตอนที่มันเปิดตาดวงที่ 3 ขึ้นมา แต่ร่างกายของมันยังไม่เข้าสู่ร่าง 3 ใช้การโจมตีระยะไกลโจมตีเข้าที่ตาดวงที่ 3 ของมัน สร้างคามเสียหายให้กับตาทำให้มันไม่อาจจะเข้าสู่ร่าง 3 ได้
นี่เป็นทางเดียวที่จะฆ่ามันได้ แต่มีเวลาแค่เสี้ยววินาที มันยากที่จะทำได้สำเร็จ เมื่อตามันเปิดเต็มที่และมันเข้าสู่ร่าง 3 การโจมตีตาดวงที่ 3 ไปก็ไม่มีประโยชน์ เท่าที่ฉันรู้ มันไม่มีใครบนเกาะที่ทำแบบนั้นได้ ถึงฉินจืออวี่จะแข็งแกร่ง แต่เขาก็ไม่ได้เก่งเรื่องการโจมตีระยะไกล ฉันกลัวว่าเขาคงเอาชนะมันไม่ได้ ”
“งั้นสถานการณ์คงไม่ดีแล้ว เราต้องรีบไปที่นั่น” เฉินกวนพูดขึ้นพร้อมกับบังคับแพะหัวกะโหลกให้วิ่งไปที่ยอดเขาลูกที่ 5
“นายคิดว่าพวกเขาจะหาจุดอ่อนของโกเล็มเทพยักษ์ได้หรือเปล่า ?” หนานจี้หงตามไปติดๆ และถามขึ้นมา
“หวังเหลียนเก่งเรื่องอาวุธลับ ทักษะเรื่องมีดบินของเธอน่ะยอดเยี่ยม เธอมีเข็มปักจุดชีพจร เข็มบินพวกนั้นแทงทะลุจุดชีพจรได้ก่อนที่เราจะรู้ตัวด้วยซ้ำ ฉันคิดว่าเธอคงเตรียมตัวมาแล้ว ฉันกลัวว่าโกเล็มเทพยักษ์คงตกอยู่ในอันตรายแน่ๆ เราต้องรีบไปที่นั่น ฉันไม่รู้ว่าเราจะมีเวลาพอสู้กับหวังเหลียนรึเปล่าด้วยซ้ำ” เฉินกวนอธิบายพร้อมกับเร่งแพะหัวกะโหลกให้เร่งความเร็วขึ้นอีก
ถึงเส้นทางที่นี่จะเป็นถนนบนภูเขา แต่มันไม่ได้มีเส้นทางจริงๆ มันก็แค่ทางเล็กๆ ที่ทำขึ้นโดยคนที่เดินทางขึ้นไปก่อน บางทีกว้างแค่ 1 ฟุต บางทีถึงกับถล่มได้ทุกเมื่อ
โชคดีที่แพะหัวกะโหลกเก่งเรื่องการกระโดดไปตามภูเขาอยู่แล้ว แต่เฉินกวนที่นั่งอยู่บนหลังมันน่ะกลัว มันน่ากลัวกว่าการขี่รถไฟเหาะเป็นพันๆ เท่าด้วยซ้ำ