- หน้าแรก
- ระบบนักออกแบบเกมระดับเทพ
- บทที่ 3 – ค่าความรู้สึกหนึ่งแสนแต้ม
บทที่ 3 – ค่าความรู้สึกหนึ่งแสนแต้ม
บทที่ 3 – ค่าความรู้สึกหนึ่งแสนแต้ม
เมื่อเห็นสีหน้าของหานเม่ยที่ดูเหมือนถูกเกมเล่นจนพัง
คนดูในไลฟ์ก็พากันระเบิดคอมเมนต์อีกระลอก
“เร็วเข้า! ใครก็ได้ หานเม่ยกลายเป็นบ้าไปแล้ว!”
“หรือว่าโดนผีสาวเข้าสิง!?”
“ทำไงดี? ต้องโทรแจ้งตำรวจไหม?”
“รีบแจ้งหัวหน้าค่ายด่วน พนักงานเขามีปัญหาแล้ว!”
คนดูหลายคนเป็นห่วงว่าหานเม่ยอาจมีปัญหาทางจิตจริง ๆ
เพราะภาพที่ผีสาวโผล่มาเกาะหน้าเมื่อครู่ แม้แต่คนดูยังสะดุ้งแทบหล่นจากเก้าอี้
แล้วคนที่เจอเข้าจริงจะขนาดไหน
ไม่รู้ต้องฝันร้ายไปอีกกี่คืนกว่าจะลืมภาพนั้นได้
“ฮือ! ทำไมผีตัวนั้นฆ่าฉันได้ล่ะ!? ฉันถือไม้กางเขนอยู่นะ!”
“โอ๊ย! นักออกแบบเกมคนนี้เป็นพวกโรคจิตแน่ ๆ!”
“แงงง... ทำไมฉันเล่นยังไงก็ไม่ผ่านด่านแรกเลย...”
หานเม่ยกรี๊ดไป พ่นอารมณ์ออกไป แล้วสุดท้ายก็ร้องไห้ออกมาเลยจริง ๆ
น้ำตาของหานเม่ยร่วงลงมาเป็นสาย พร้อมกับความกลัวที่ถูกปลดปล่อยออกจากใจ
เธอร้องไห้จนเหมือนดอกไม้ที่เพิ่งผ่านพายุ แต่ก็ได้ระบายความเครียดทั้งหมดที่แบกไว้ในใจ
แม้ภายนอกจะดูสวยงาม มีชื่อเสียง มีแฟนคลับมากมาย
แต่ในฐานะสตรีมเมอร์หญิงชื่อดัง แรงกดดันที่ต้องเผชิญก็มีไม่น้อย และมีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้
หลังจากปล่อยโฮเสร็จ หานเม่ยรู้สึกว่าทั้งร่างกายและจิตใจเบาสบาย
ความเครียดที่เคยบีบคอหายใจก็คลายลงไปอย่างเห็นได้ชัด
“ผิดเอง ผิดเอง ฉันไม่น่าชวนเธอเล่นเกมนี้เลย...”
“เอาแบบนี้มั้ย เราเปลี่ยนไปเล่นเกมอื่นกันเถอะ เล่นไพ่ยังดีซะกว่า”
ถึงจะชอบแกล้งล้อหานเม่ย แต่พอเห็นเธอร้องไห้จริง ๆ คนดูก็พากันสงสาร
หานเม่ยที่ค่อย ๆ ตั้งสติได้แล้ว กล่าวขอโทษแฟน ๆ พร้อมขอบคุณเอิร์ลทั้งสามที่เข้ามาเล่นด้วย แม้ตาจะยังบวมแดงอยู่ แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะเลิก
“ฉันไม่เป็นไรหรอก พวกนาย! ลุย Phasmophobia กันต่อ ฉันเข้าใจแก่นของเกมนี้แล้ว วันนี้ต้องผ่านให้ได้สักด่าน!”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่คำพูดฟังยังไงก็ยังดูกล้า ๆ กลัว ๆ
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ในด่านต่อ ๆ ไปของบ้านผีสิง
หานเม่ยก็ได้สัมผัสคำว่า “ความกลัว” อย่างแท้จริง
ไฟกระพริบแวบเดียว – กรี๊ด!
เครื่องเล่นเสียงเปิดขึ้นมาเอง – กรี๊ด!
ผลไม้ตกจากโต๊ะ – กรี๊ดอีก!
เพื่อนร่วมทีมทั้งสามไม่ถูกผีหลอกแม้แต่นิด แต่หานเม่ยกลับแทบจะร้องให้ทุกห้านาที
และยิ่งเธอกรี๊ด ก็ยิ่งเรียกความสนใจของผีมากขึ้น
ไม่ว่าจะอยู่ลำพังหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องโดนผีโผล่มาจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวทุกที
ค่าความมีสติ (SAN) ตกฮวบ จนถึงจุดวิกฤต ถึงเพื่อนจะยอมเอาตัวบังแทนก็ไม่ช่วยอะไร เธอก็ยังโดนผีล่าอยู่ดี
แต่ไลฟ์กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศสนุกสนานและเสียงหัวเราะ
“หานเม่ยนี่มันเปราะสุด ๆ ไปเลย!”
“ว่าแต่ นายแน่จริงเหรอ?”
“แน่สิ! ฉันโคตรแน่เลย!”
“งั้นเปิดห้องดิ เล่นด้วยกันหน่อยไหมล่ะ?”
“ไอ้พวกข้างหน้านั่นเริ่มแปลกแล้วนะ...”
“แต่เกมนี้มันน่ากลัวขนาดนั้นจริงเหรอ? ฉันไม่เชื่อหรอก”
“ก็ลองเองเลยสิ เกมก็แค่สามสิบเหรียญ”
“ลองแล้วจะตายเอาเถอะ…”
ไลฟ์ของหานเม่ยมียอดผู้ชมเฉลี่ยอยู่ที่สามล้านกว่าคน ผู้ชมจริงที่มีส่วนร่วมก็หลักแสนขึ้นไป
พอคนดูเห็นหานเม่ยถูกไล่ล่าเหมือนไก่ยางบีบเสียง ก็เริ่มอยากลองเล่นด้วยตัวเอง
เมื่อสตรีมเมอร์คนอื่นเห็นว่าการไลฟ์ Phasmophobia ให้ผลลัพธ์ดีมาก ต่างคนก็ตบเท้าเข้าร่วม จนยอดขายเกมพุ่งกระฉูดอีกรอบ
ในขณะเดียวกัน ซุนเจ๋อก็กำลังหลับปุ๋ยตามหลักสุขภาพ “นอนเร็ว ไม่หิวตอนดึก ประหยัดค่ายำยำ” นี่คือแนวคิดของเขา
ไหนจะเรื่องที่เจ้าของร่างเดิมเสียชีวิตเพราะอดนอน นั่นก็เป็นบทเรียนที่เตือนใจเขาอย่างแรง
วันที่ 3 กรกฎาคม วันเสาร์
เช้าวันใหม่ ซุนเจ๋อลุกจากเตียงด้วยความสดชื่น แล้วพบว่ามีข้อความใหม่เข้ามาในมือถือ
เมื่อเปิดดู ก็พบว่าเป็นข้อความจากแพลตฟอร์ม Steam Punk แจ้งว่า Phasmophobia ทำยอดขายทะลุ 200,000 ก๊อปปี้แล้ว และขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของแพลตฟอร์มเรียบร้อย
แม้จะเชื่อมั่นในเกมของตัวเองมาตลอด แต่ตัวเลขนี้ก็ยังทำให้ซุนเจ๋อรู้สึกตกใจเล็กน้อย
เพราะจากวันวางจำหน่ายถึงตอนนี้ยังไม่ถึง 24 ชั่วโมงเต็ม สำหรับนักออกแบบเกมหน้าใหม่ นี่คือผลงานระดับมหาศาล
สองแสนก๊อปปี้ คูณราคาขายสามสิบเหรียญ เท่ากับหกล้าน
หักค่าหัวคิวของแพลตฟอร์ม ยอดภาษี ฯลฯ เขาน่าจะได้เงินราว ๆ สามถึงสี่ล้านเหรียญ
ไม่ใช่แค่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเช่าห้อง ซุนเจ๋อยังอาจเริ่มมองหาคอนโดใหม่ได้เลยด้วยซ้ำ
หลังจากความตื่นเต้นผ่านไป เขาก็ตั้งสติกลับมา แล้วพูดกับตัวเองว่า “ยังไม่ถึงที่สุดหรอก!”
ยอดขายแค่สองแสน ไม่ใช่ขีดจำกัดของ Phasmophobia
ประชากรในดาวสุ่ยหลานมีมากถึงสองหมื่นล้านคน แม้จะหักเด็กเล็ก คนป่วย คนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ก็ยังเหลือคนที่ชอบเล่นเกมอยู่อีกเกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์
ฐานผู้เล่นระดับนี้ จะมาหยุดอยู่แค่สองแสนได้ยังไง
แล้วสิ่งที่เขาคาดไว้ก็เริ่มกลายเป็นจริง ตอนที่เขากำลังจะออกไปซื้อปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้
มื้อเช้าของแชมป์เกมล้านแต้ม ข่าวเกี่ยวกับ Phasmophobia ก็เริ่มระบาดในโลกออนไลน์
#ช็อก! สตรีมเมอร์สาวชื่อดังเล่นเกมกับหนุ่มสามคนกลางไลฟ์!
#【หานเม่ยสุดเพี้ยน】กรี๊ดไม่หยุดตลอดคืน!
#จะเอาผีมาแลกเงิน? หรือเอาชีวิตมาแลกเงิน? — Phasmophobia
ข่าวหลั่งไหลไปทั่วอินเทอร์เน็ตไวอย่างกับความเร็วแสง
หานเม่ยเองที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์อยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มกระแสเข้าไปอีก
ทั้งเพจเกม ยูทูบเบอร์ ช่องไลฟ์ และสายการตลาดต่างพร้อมใจโหมไฟให้ “เจ้าหญิงจอมกรี๊ด” กลับมาดังเปรี้ยงอีกครั้ง
และแน่นอนว่า Phasmophobia ก็โด่งดังไปพร้อมกัน
สตรีมเมอร์จากแพลตฟอร์มอื่นก็แห่เข้ามาร่วมวง ไม่ให้เล่นตอนนี้แล้วจะรออะไร?
เกมแนวสยองขวัญแบบร่วมมือสี่คนแบบนี้ ไลฟ์สดแล้วดูสนุกสุด ๆ
ได้ดูคนโดนผีหลอก กรี๊ดลั่น ตะโกนโวยวาย มันก็มีฟีลสะใจแบบอธิบายไม่ถูก
คนดูถ้าอินกับไลฟ์ ก็จะยิ่งเปย์หนักขึ้น
นอกจากกระแสแล้ว ตัวเกมเองก็ให้ความสนุกเต็มที่ด้วย
เกมจะได้รับความนิยมได้หรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดก็ต้องกลับมาที่ “มันสนุกหรือเปล่า?” ไม่ใช่แค่โฆษณาอย่างเดียว
วันที่ 5 กรกฎาคม วันจันทร์
หลังผ่านสุดสัปดาห์ Phasmophobia ทำยอดขายทะลุ 500,000 ก๊อปปี้
แม้จะเทียบกับเกมบนแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ ก็ยังถือว่าเป็นยอดที่สวยหรู
และเกมนี้ก็กลายเป็นแชมป์ยอดขายบน Steam Punk
พร้อมทำลายสถิติยอดขายเกมบนแพลตฟอร์มในทุกด้าน
ไม่มีใครค้านเลยว่า “Phasmophobia คือที่สุดของเกมบนแพลตฟอร์มนี้”
ในห้องทำงาน ซุนเจ๋อนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้เกมมิ่ง เปิดหน้าจอระบบที่มีแค่เขาเท่านั้นที่มองเห็น
จาก Phasmophobia เขาได้เงินมาเกือบสิบล้านแล้ว เหลือแค่รอให้ Steam Punk โอนเข้าบัญชี
นอกจากนี้เขายังได้ค่าความรู้สึกมากถึง 100,000 แต้ม
พูดตามตรง เขาไม่ค่อยพอใจกับตัวเลขนี้เท่าไร
เพราะมีผู้เล่นบางคนใจนิ่งระดับเทพ เล่นเกมยังไงก็แทบไม่ขยับอารมณ์
บางคนให้ค่าความรู้สึกมาแค่ 0.3 บางคนต่ำสุด 0.04… แบบนี้ก็มีนะ!
โชคดีที่ผู้เล่นสายนี้ยังมีไม่ถึง 10% ของทั้งหมด
สิ่งที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าคือ มีผู้เล่นถึง 40% ซื้อเกมไปแล้ว แต่ไม่เล่นเลยแม้แต่ครั้งเดียว แค่ดูสตรีมของคนอื่นเท่านั้น
เขาเลยใช้ไอดีปลอมไปถามว่า “ซื้อเกมแล้ว ทำไมไม่เล่นเองล่ะ?”
คำตอบที่ได้คือ
“ฉันเสียเงินซื้อเกมแล้ว ถ้าต้องเสียเวลาเล่นอีก
ไม่เท่ากับขาดทุนสองต่อเหรอ?” (???)
เหตุผลฟังแล้วตรรกะล้ำเกินไป ซุนเจ๋อได้แต่กล่าวลาในใจ...
เงินที่ไม่หมุนเวียนก็เป็นได้แค่กระดาษ ค่าความรู้สึกที่ไม่ได้ใช้ก็เป็นได้แค่ตัวเลข
ด้วยแนวคิดแบบนี้ เขาเปิดระบบร้านค้าในเกมขึ้นมา แล้วก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
ของในร้านค้าระบบมีเยอะก็จริง แต่ของดี ๆ นั้นแพงจนเวอร์ ส่วนของถูกก็แทบจะไร้ประโยชน์
ตัวดึงดูดระดับเริ่มต้น ที่ใช้ไปก่อนหน้านี้ หนึ่งชิ้นราคา 20,000 ค่าความรู้สึก
ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองมีแต้มเป็นแสนจะรวยแล้ว ตอนนี้ถึงกับต้องคิดใหม่
จะอัปเกรดค่าสถานะและความสามารถของตัวเอง ต้องใช้ 50,000 แต้มต่อหนึ่งหน่วย
ความสามารถพิเศษที่ขายในระบบ ยิ่งบ้าบอกว่าเดิม เพราะอันที่ถูกสุดก็เริ่มต้นที่หลักล้านแต้ม
ถ้าแลกเป็นเงินสด หนึ่งแต้ม = 10 เหรียญ ดังนั้น 100,000 แต้ม = หนึ่งล้าน
แต่ถ้าย้อนกลับกัน ต้องจ่าย 10,000 เหรียญ ถึงจะได้ค่าความรู้สึกหนึ่งแต้ม
“ให้ตายเถอะ... ระบบนี่มันบ้าเงินไปแล้วหรือไง!”
เห็นอัตราแลกเปลี่ยนแบบนี้ ซุนเจ๋อแทบจะสบถออกมา
เทียบกับบริษัทดูดเงินในโลกเดิม ยังถือว่าซอฟต์ไปเลยด้วยซ้ำ
ระบบไม่พูดอะไร ตอบกลับด้วยความเงียบ
“เฮอะ! เดี๋ยวคอยดูเถอะ มีอยู่แสนแต้ม ฉันจะต้องหาวิธีใช้มันให้หมดให้ได้!”
ซุนเจ๋อกลับมามองร้านค้าอีกครั้ง แล้วก็พบว่ามีของชิ้นหนึ่ง ดูท่าแล้วอาจจะพอใช้ได้อยู่เหมือนกัน…