เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 510: ยินดีเฝ้ามองตลอดชีวิต

บทที่ 510: ยินดีเฝ้ามองตลอดชีวิต

บทที่ 510: ยินดีเฝ้ามองตลอดชีวิต


“ท่านพี่?” เซียวถังถังหันหน้าไปมองพี่ชายจนคอแทบเคล็ด พร้อมกันนั้นดวงตาของนางที่เหมือนกับเซียวถังอี้ทุกประการหรี่ลงอย่างคาดโทษ “ท่านยังมีหน้ามาที่นี่อีก…”

“...” เซียวถังอี้ไอแห้ง ๆ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกผิดยามที่เผชิญหน้ากับน้องสาว

เซียวถังถังเป็นใคร? สมองของนางมักจะคิดอะไรเรื่อยเปื่อย แต่บางครั้งสัญชาตญาณของนางก็เฉียบคมยิ่งกว่าสัตว์ นางสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของชายหนุ่มได้ในทันที นางจึงกอดอกพูดเยาะเย้ย “คนบางคนก็มีวันที่รู้สึกผิดเหมือนกันสินะ”

ถ้าอวี้หวานหว่านไม่ดึงแขนเสื้อของศิษย์พี่รองเป็นการเตือน นางคงได้พูดสั่งสอนพี่ชายโง่ ๆ ของนางไปแล้ว

“อ่อ ข้าลืมไป ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า* ช่างเถอะ เอาไว้ข้าจะจัดการกับท่านหลังจากที่กลับไปถึงบ้าน” เซียวถังถังจ้องผู้เป็นพี่ชายก่อนจะหันกลับไปมองทางต้นไม้ แล้วน้ำเสียงที่นางใช้พูดก็เปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือซึ่งมันฟังดูอ่อนโยนขึ้น

*ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า สำนวนนี้มีความหมายว่า ไม่ควรนำเรื่องราวในบ้านไปพูดกับคนนอก ในทางกลับกันก็ไม่ควรนำเรื่องนอกบ้านมาทำให้ในบ้านเกิดประเด็นให้ต้องกระทบกระทั่งกัน

“ไป๋ไป่ หวานหว่านกับข้าจะกลับตำหนักอ๋องเซียวก่อน หากท่านไม่สามารถรับมือเรื่องนี้ได้เพียงลำพัง ท่านก็ให้เจ้าแมวอ้วนไปส่งข่าวให้เรา…”

“ไม่สิ เจ้าส้มไม่ได้อยู่ที่นี่”

“ใช่แล้ว… ส่งจื่อเฟิงไปหรือไม่ก็สั่งให้องครักษ์เงาของเสด็จพี่ของท่าน 2 คนไปแจ้งเรา แล้วข้าจะรีบมาช่วยท่านที่นี่ทันที”

“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าเองก็เช่นกันเจ้าค่ะ” อวี้หวานหว่านยิ้มปลอบอีกฝ่าย “ศิษย์พี่ใหญ่ หากมีเรื่องอะไรอยากให้ช่วย ท่านก็บอกข้าได้ตลอดเลยนะเจ้าคะ อย่าได้เกรงใจเรา”

ยามนี้มู่ไป๋ไป่ยังนั่งอยู่บนต้นไม้ วันนี้เธอไม่ได้สวมชุดขาวเหมือนที่เธอเคยสวมประจำ ชายกระโปรงสีชมพูของเธอจึงห้อยอยู่ระหว่างกิ่งไม้ตัดกับดอกท้อที่บานสะพรั่ง ซึ่งภาพที่ปรากฏเป็นดั่งที่เซียวถังถังพูดเอาไว้ เธอเหมือนเทพธิดาที่จุติมายังโลกมนุษย์

“ตกลง” มุมปากของหญิงสาวยกขึ้น พร้อมกับดวงตาที่เป็นประกายอบอุ่นเพราะสิ่งที่เซียวถังถังกับอวี้หวานหว่านพูด “ข้าจะไม่เกรงใจพวกเจ้าแน่”

ผู้หญิงทั้ง 3 กำลังพูดคุยกันโดยไม่สนใจเซียวถังอี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลเลย

ทว่าชายหนุ่มก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด เขาเพียงแค่ยืนอยู่นิ่ง ๆ มองไปที่มู่ไป๋ไป่อย่างเปิดเผย

ในช่วงเวลาดังกล่าวมีนกหลายตัวบินผ่านมา เมื่อเห็นว่าท่านจ้าวอสูรกำลังคุยกับคนอื่นอยู่ นกเหล่านั้นก็ไม่ได้เข้าไปขัดจังหวะเธอ พวกมันบินวนอยู่รอบ ๆ บ้างก็ไปเกาะกิ่งไม้พักเหนื่อย บางครั้งก็เอียงศีรษะเพื่อฟังสิ่งที่มู่ไป๋ไป่พูดอย่างตั้งใจ

เมื่อเซียวถังอี้เห็นภาพนี้ เขาก็รู้สึกว่าหัวใจของเขาสงบลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เขาคิดว่าถ้าเป็นไปได้ เขาก็อยากจะเฝ้ามองภาพนี้ไปตลอดชีวิต

“อ๋องเซียว…”

“ท่านอ๋อง?”

หลังจากที่มู่ไป๋ไป่เรียกเซียวถังอี้อยู่หลายครั้ง อีกฝ่ายก็ไม่ตอบรับสักที เธอจึงเม้มปากกระโดดลงจากต้นไม้เดินไปหาคนตัวสูงกว่า ก่อนจะดีดนิ้วต่อหน้าเขา

“...โทษที ข้ากำลังคิดอะไรบางอย่าง เลยไม่ได้ยินที่เจ้าเรียก” ชายหนุ่มที่เพิ่งรู้สึกตัวก็กล่าวเสียงเรียบ

“เรื่องมือสังหารพวกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?” ในตอนแรกหญิงสาวรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย แต่เมื่อเธอได้ยินเขาพูดแบบนั้น สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที “ท่านกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่หรือ?”

“ข้าจะบอกท่านว่าตั้งแต่เมื่อคืนจนกระทั่งตอนนี้ ข้าได้ขอความช่วยเหลือจากสัตว์ทุกตัวในเมืองหลวง แต่ก็ไม่มีข่าวถังเป่ยเฉินกับฉู่เสวียนเลย เหมือนกับว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง มันผิดปกติมาก”

“ไม่มีข่าวอะไรเลยหรือ?” เซียวถังอี้ยกมือขึ้นลูบหน้ากากสีเงินแสดงออกถึงท่าทีสงสัย

ซึ่งความจริงเขาได้รู้เรื่องนี้จากชางหลานแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้คิดที่จะบอกมู่ไป๋ไป่ว่าเขาได้ยินเสียงพูดคุยของสัตว์เหมือนกับนาง

เขาจึงจำเป็นต้องแสดงต่อไป

“ใช่” หญิงสาวพยักหน้าอย่างจริงจังโดยไม่ได้สงสัยอีกฝ่าย “มันไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน พวกสัตว์มีหลายวิธีที่จะค้นหามนุษย์ พวกมันบอกได้ด้วยซ้ำว่าบุคคลนั้นอาศัยอยู่ที่ใดโดยการดมกลิ่น ซึ่งเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์อย่างเราไม่สามารถทำได้ แต่… คำตอบที่ข้าได้รับจากทุกตัวก็คือ ไม่มีใครหาตัวถังเป่ยเฉินกับฉู่เสวียนพบเลย”

“ดังนั้นข้าจึงสงสัยว่าถังเป่ยเฉินอาจจะใช้วิธีการบางอย่างที่ทำให้สัตว์ไม่สามารถค้นพบได้”

เมื่อวานนี้เกิดเหตุการณ์พยายามลอบสังหารในวังหลวง ดังนั้นประตูเมืองจึงถูกปิดตายโดยไม่ให้ใครเข้าออกได้แม้แต่คนเดียว

เธอไม่คิดว่าถังเป่ยเฉินกับฉู่เสวียนจะมีความสามารถที่จะออกไปจากเมืองได้โดยที่ไม่มีใครรู้

เพราะฉะนั้นความเป็นไปได้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือ เจ้าสำนักตระกูลถังใช้วิธีการบางอย่างเพื่อหลบเลี่ยงการค้นหาของสัตว์

ดวงตาของเซียวถังอี้หม่นแสงลงทันที “มีวิธีการเช่นนั้นด้วยหรือ?”

“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” มู่ไป๋ไป่ส่ายหัว “ข้ารู้เพียงว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่มากจนมีสิ่งแปลกประหลาดมากมายเกิดขึ้นได้ทั่วทุกมุมโลก เช่นเดียวกับอาคม เราไม่แน่ใจว่ามันมีอยู่บนโลกมาก่อนเลยด้วยซ้ำ แต่เรื่องของท่านพ่อ…”

หญิงสาวไม่จำเป็นจะต้องพูดอะไรต่อเพราะทุกคนรู้ความหมายของมันเป็นอย่างดี

สายตาของเซียวถังอี้ยังคงจับจ้องไปที่หญิงสาว นั่นทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย ไม่นานเขาก็พยักหน้าตอบว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะส่งคนไปสืบสวนเรื่องนี้ ดังนั้นเจ้าไม่ต้องกังวล”

“ข้าเองก็จะค้นหาต่อไป” มู่ไป๋ไป่ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ท่านเองก็ควรคิดหาวิธีการอื่นเอาไว้ด้วย ถ้าหากถังเป่ยเฉินกับฉู่เสวียนยังอยู่ในวังหลวง ข้าจะต้องหาพวกเขาพบอย่างแน่นอน”

ผู้ชาย 2 คนนั้นเข้ามาตบหน้าเธอถึงในวัง หากเธอไม่ทำอะไรสักอย่าง มันจะกลายเป็นว่าเธอคือคนที่ถูกรังแกได้ง่ายมาก จากนั้นฝ่ายศัตรูก็จะบุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของเธออีกโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด

ที่สำคัญไปกว่านั้น ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น ทั้งการลอบสังหารและการวางแผนการลับหลัง เธอจะต้องตามหาพวกเขาให้พบ แล้วยุติปัญหาทั้งหมดให้จงได้

เซียวถังอี้รู้จักนิสัยมู่ไป๋ไป่เป็นอย่างดี ดังนั้นเขาจึงไม่พยายามพูดโน้มน้าวนาง ในตอนที่เขาออกเดินทางไปพร้อมกับเซียวถังถังและอวี้หวานหว่าน เขาก็ได้พบกับหลัวเซียวเซียวซึ่งกำลังไปนำของว่างมาให้องค์หญิงหก

หลังจากชายหนุ่มคิดสักครู่ เขาก็ได้กำชับอีกฝ่ายว่าให้คอยดูแลมู่ไป๋ไป่ให้ดี อย่าให้นางทำอะไรเกินกำลังมากไป

หลัวเซียวเซียวที่จงรักภักดีต่อองค์หญิงหกมาก พอนางได้ยินข่าวว่าท่านอ๋องปฏิเสธองค์หญิง นางก็กลับมาทำตัวสุภาพกับเขามากกว่าเดิมและทำเป็นเมินเขาถึง 2 ครั้ง ซึ่งมันทำให้เซียวถังอี้อยากจะหัวเราะเยาะออกมาสักที

ทันทีที่เซียวถังถังกับอวี้หวานหว่านกลับไป ตำหนักอวี๋ชิงก็เงียบสงบลงมาก

ในตอนที่หลัวเซียวเซียวถือของว่างเข้ามา มู่ไป๋ไป่กำลังพิงต้นไม้คิดอะไรบางอย่างโดยที่ไม่ทันได้สังเกตเห็นสหายที่เดินเข้ามาจนกระทั่งนางมาอยู่ข้างกาย

“องค์หญิง พระองค์กำลังคิดอะไรอยู่หรือเพคะ?” หญิงสาวถอนหายใจพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยน “พระองค์ยุ่งมาทั้งวันแล้ว ควรพักผ่อนสักหน่อย”

“ข้าไม่เหนื่อย” มู่ไป๋ไป่เกาแก้มตัวเองแก้เก้อ จะบอกว่าเมื่อครู่เธอไม่ได้คิดอะไรเลยก็ไม่ใช่ แต่ในหัวสมองของเธอมันว่างเปล่า มีเพียงใบหน้าของเซียวถังอี้เท่านั้นที่ยังคงวนเวียนอยู่ภายในใจ

ถึงอย่างไรเธอก็เพิ่งพูดต่อหน้าหลัวเซียวเซียวกับเซียวถังถังไปเมื่อวานนี้ว่าเธอไม่สนใจผู้ชายคนนั้นแล้ว

ถ้าวันนี้เธอยังบอกออกไปว่าเธอนึกถึงเซียวถังอี้ นั่นมันไม่ต่างจากการกลืนน้ำลายตัวเองหรอกหรือ?

“เอาล่ะ อีกสักครู่พี่รองจะมาที่นี่” มู่ไป๋ไป่หยิบขนมมาแล้วเปลี่ยนเรื่องพูด “ข้าบอกเขาไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องที่ให้เพิ่มการคุ้มกันของจวนแม่ทัพ กลับไปที่นั่นแล้วเจ้าก็ควรอยู่แต่ในจวน เข้าใจหรือไม่?”

หลัวเซียวเซียวที่กำลังรินน้ำชาชะงักไปทันที แล้วนางก็รีบพูดว่า “องค์หญิง พระองค์ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องของหม่อมฉันมากมายขนาดนี้”

นางรู้ว่าองค์หญิงหกกำลังเป็นห่วงเรื่องอะไร

“เจ้าจะไม่ให้ข้ากังวลได้อย่างไร” มู่ไป๋ไป่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เจ้าเองก็รู้ว่าสำนักตระกูลถังเจ้าคิดเจ้าแค้นมากแค่ไหน ถ้าพวกเขาลอบโจมตีเจ้าล่ะ? ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในวังหลวงเวลานี้… ข้าเกรงว่าข้าเองก็จะปกป้องเจ้าเอาไว้ไม่ได้เช่นกัน”

จบบทที่ บทที่ 510: ยินดีเฝ้ามองตลอดชีวิต

คัดลอกลิงก์แล้ว