เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 484: ยินดีต้อนรับพี่สามกลับบ้าน

บทที่ 484: ยินดีต้อนรับพี่สามกลับบ้าน

บทที่ 484: ยินดีต้อนรับพี่สามกลับบ้าน


มู่ไป๋ไป่กลั้นยิ้มเอาไว้พร้อมกับพยักหน้าตอบรับ “ไม่มีปัญหา”

เนื่องจากไทเฮาทรงจัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นในระหว่างทางจึงไม่มีนางกำนัลหรือขันทีอยู่มากนัก

เสิ่นจวินเฉาหลบเลี่ยงนางกำนัลและเดินไปที่ห้องโถงด้านหลัง เขายืนนิ่งอยู่หลายอึดใจก่อนจะเคาะประตูห้องบรรทมของไทเฮา

“ถ้าเจ้ามาที่นี่เพื่อส่งรายการของขวัญก็อย่าใส่ใจเลย” เสียงที่ค่อนข้างมีอายุของสตรีสูงวัยดังมาจากข้างใน “ในส่วนของพิธีรำลึก พอพิธีเริ่มขึ้นค่อยมาเรียกเรา”

มู่ไป๋ไป่ฟังเสียงของผู้เป็นย่าแล้วรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ

เหตุใดเธอจึงไม่ได้สังเกตมาก่อนเลยว่าไทเฮาทรงมีพระชนมายุมากแล้ว?

มันไม่น่าแปลกใจเลยที่พระนางขอให้เธอพาเสิ่นจวินเฉามาที่นี่ คนเราไม่อาจทราบได้ว่าวันพรุ่งนี้ชีวิตเราจะเป็นเช่นไร ดังนั้นสิ่งใดที่ยังทำได้ก็ควรทำเสียตั้งแต่ตอนนี้

พอหญิงสาวคิดถึงเรื่องดังกล่าว เธอก็รู้สึกขมขื่นในใจ

“กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ” เสิ่นจวินเฉาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนที่จะเอ่ยปากพูดกับคนที่อยู่ด้านใน

คำพูดเพียงไม่กี่คำทำให้ภายในห้องเงียบลง ตามมาด้วยเสียงเคลื่อนไหวเบา ๆ

ไม่นานประตูก็ถูกเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่วิตกกังวลของไทเฮา

เสิ่นจวินเฉาจ้องมองเสด็จย่าอยู่ชั่วขณะ พร้อมกับที่เขาพยายามระงับอารมณ์ที่เอ่อล้นออกมาในใจและเตรียมจะคุกเข่าแสดงความเคารพ

แต่เขาก็ยังช้าไปหนึ่งก้าว ไทเฮาได้เข้ามาคว้าแขนห้ามเขาไว้เสียก่อน

“เจ้าไม่จำเป็นต้องคุกเข่า เข้ามากับย่าเถอะ ไป๋ไป่ก็ด้วย” หญิงสูงวัยกลั้นน้ำตาแล้วดึงหลานชายกับหลานสาวเข้าไปในห้องบรรทม “เราได้ยินว่ามีเรื่องเกิดขึ้นกับทูตหนานซวนจึงคิดว่าเจ้าคงมาไม่ได้แล้ว”

“ไหนมาให้ย่าดูใกล้ ๆ หน่อยสิ”

ไทเฮาดึงเสิ่นจวินเฉามามองสำรวจอย่างระมัดระวัง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง พระนางก็พยักหน้าขณะที่นัยน์ตาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ “เจ้า… เจ้าดูเหมือนแม่ของเจ้ามาก…”

มู่ไป๋ไป่มองผู้เป็นย่าในขณะนี้และสัมผัสได้ว่าพระนางไม่ต่างจากผู้อาวุโสจากครอบครัวธรรมดาเลยสักนิด

เธอจำได้ว่าในชีวิตเมื่อชาติก่อน ทุกครั้งที่เธอไปบ้านคุณยาย อีกฝ่ายก็จะมองเธอด้วยสายตาแบบเดิมทุกครั้ง

“เสด็จย่า…”

“เจ้าไม่ต้องเรียกเราว่าเสด็จย่าหรอก เรียกเราว่าท่านย่าเหมือนไป๋ไป่เถอะ” ไทเฮาตรัสพลางปาดน้ำตาที่รื้นอยู่ที่ขอบตาของตัวเอง “การเดินทางมาที่นี่ราบรื่นดีหรือไม่ มีใครทำให้เจ้าลำบากใจหรือเปล่า?”

เสิ่นจวินเฉาเม้มปากและตอบแบบเกร็ง ๆ ว่า “ทูลท่านย่า ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”

หลังจากที่ชายหนุ่มพูดจบ เขาก็เหมือนคิดอะไรบางอย่างออกแล้วมันหันไปมองมู่ไป๋ไป่ที่กำลังยืนยิ้มอยู่ข้างหลังด้วยความรู้สึกประหลาดใจ “ไป๋ไป่ เจ้า…”

“ฮ่า ๆๆ” หญิงสาวยิ้มเจ้าเล่ห์และหยิบจี้หยกที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมา “พี่จวินเฉา ข้าคือคนที่ท่านกำลังรออยู่”

เสิ่นจวินเฉาเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง “เป็นเจ้านี่เอง… ช้าก่อน เจ้ายังเรียกท่านย่าว่า ‘ท่านย่า’ ด้วย เช่นนั้นพวกเรา…”

“ถูกต้อง” มู่ไป๋ไป่พูดต่อไปว่า “ถ้าตามศักดิ์แล้ว พี่จวินเฉา ท่านน่าจะเป็นพี่สามของข้า”

ขณะที่เธอกล่าวเช่นนั้น เธอก็ถอนสายบัวเพื่อทำความเคารพผู้เป็นพี่ชาย “น้องทักทายท่านพี่ ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะพี่สาม”

“พวกเราเป็นพี่น้องกันจริง ๆ”

“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” ไทเฮาที่ได้ฟังบทสนทนาระหว่างคนทั้ง 2 ก็รู้สึกงุนงง “จวินเฉา เจ้ากับไป๋ไป่เคยรู้จักกันมาก่อนหรือ?”

“มากกว่าแค่รู้จักกันพ่ะย่ะค่ะ” เสิ่นจวินเฉานึกถึงการพบกันครั้งแรกของพวกเขาแล้วไม่ได้ที่จะส่ายหัวยิ้ม ๆ “ถ้าไป๋ไป่ไม่ช่วยชีวิตกระหม่อมเอาไว้ตอนนั้น จี้หยกที่ท่านแม่ทิ้งไว้คงหายไปนานแล้วพ่ะย่ะค่ะ และเกรงว่าวันนี้กระหม่อมคงไม่มีโอกาสได้พบท่านย่าอีก”

“เอ๋? มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?” ไทเฮาถามหลานสาวด้วยความสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น

มู่ไป๋ไป่จึงได้เล่าเรื่องที่เธอไปช่วยเสิ่นจวินเฉาจับหัวขโมยโดยบังเอิญ

หลังจากสตรีสูงวัยได้ยินดังนั้น พระนางก็ปรบมือด้วยความยินดี “ดีมาก! นี่คงเป็นลิขิตสวรรค์ที่ให้พี่น้องทั้ง 2 ได้มาพบกันตั้งแต่เมื่อ 12 ปีก่อน ดีมากจริง ๆ …”

ขณะที่ไทเฮาทรงตรัสเช่นนั้น ดวงตาของพระนางก็แดงขึ้นอีกครั้ง

มู่ไป๋ไป่รู้ว่าผู้เป็นย่าคงจะนึกถึงซูเฟย ดังนั้นเธอจึงทำได้แค่ขยิบตาให้พี่ชายคนที่ 3 เพื่อส่งสัญญาณว่าเขาควรปลอบใจพระนาง

เสิ่นจวินเฉาเองก็เพิ่งเคยพบหน้าไทเฮาจึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี เขาเลยทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งอยู่กับที่

สุดท้ายแล้วมู่ไป๋ไป่ก็ทนไม่ไหว เธอเดินเข้าไปเทชา 1 ถ้วยก่อนจะส่งให้พี่สาม

ในที่สุดเสิ่นจวินเฉาก็เข้าใจ และได้ถวายชาให้แก่ผู้เป็นย่า

“เด็กดี” ไทเฮาทรงรับน้ำชามาด้วยท่าทางที่สงบลง “เราเป็นตัวแทนของแม่เจ้าและเห็นว่าเจ้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ย่าจะต้องเดินทางไปยังโลกหน้า อย่างน้อยเราก็จะสามารถพบหน้าแม่เจ้าได้แล้ว”

“ท่านย่า ท่านกำลังพูดถึงเรื่องอะไรน่ะ!” มู่ไป๋ไป่รีบพูดขึ้นมาด้วยสีหน้ากังวล “พระองค์จะมีพระชนมายุยืนยาวและอยู่กับหม่อมฉันที่นี่! ตอนนี้หม่อมฉันเป็นหมอเทวดาแล้ว ต่อให้เป็นราชาแห่งโลกเบื้องล่าง หม่อมฉันก็ไม่มีทางยอมให้ขโมยคนของหม่อมฉันไป!”

ผู้เป็นย่ารู้สึกมีความสุขกับคำพูดของหลานสาวทันที

จากนั้นมู่ไป๋ไป่ก็อยู่ด้วยจนกระทั่งอารมณ์ของไทเฮาดีขึ้น ก่อนที่เธอจะเสนอว่าอยากไปสืบสวนเรื่องของทูตหนานซวน

ไทเฮาทรงทราบดีว่าหลานสาวของพระนางนั้นเป็นคนเช่นไร ดังนั้นพระนางจึงไม่ได้พยายามห้ามปราม แต่ทรงกำชับให้อีกฝ่ายระวังตัวให้ดีเพียงเท่านั้น

แต่ในทางกลับกัน เสิ่นจวินเฉากลับเป็นห่วงน้องสาวมากกว่า

“พี่สาม ท่านอย่ากังวลไปเลย” มู่ไป๋ไป่ทำความเคารพและค่อย ๆ ก้าวถอยหลังออกไป “ท่านอยู่ที่นี่กับท่านย่าก่อนเถอะ วังหลวงแห่งนี้ก็เป็นเหมือนอาณาเขตของข้า ไม่มีใครกล้าทำอะไรข้าหรอก”

หลังจากที่ชายหนุ่มรู้ว่าน้องสาวของตนคือองค์หญิงหกผู้เป็นที่รักของฝ่าบาทดั่งแก้วตาดวงใจตามที่ทุกคนเล่าลือกัน เขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองกังวลมากเกินไป

ดังนั้นเขาจึงรออยู่ที่ห้องบรรทมของไทเฮาอย่างสบายใจ

ทันทีที่มู่ไป๋ไป่ออกจากห้องบรรทมของผู้เป็นย่า เธอก็ตรงไปยังที่พักของทูตหนานซวนโดยไม่รอช้า

ครั้งนี้เป่ยหลงดูแลรับรองคนของหนานซวนเป็นอย่างดี แถมยังอนุญาตให้เขาอาศัยอยู่ในรั้ววังอีกด้วย

ก่อนหน้านี้มู่ไป๋ไป่คิดว่าเป็นเรื่องแปลกที่มู่เทียนฉงยอมให้ทูตหนานซวนอาศัยอยู่ในวัง แต่ต่อมาเธอก็ได้รู้ว่าเขาถูกอาคม เธอจึงไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้แปลกประหลาดอะไร

หญิงสาวเดาว่านั่นคือการตัดสินใจที่ท่านพ่อคิดหลังจากที่ถูกใครบางคนควบคุม

ระหว่างที่มู่ไป๋ไป่กำลังคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากข้างหลัง

ดวงตาของเธอเริ่มสั่นไหว แล้วเธอก็นึกถึง ‘ภาพลวงตา’ ที่เธอเพิ่งเห็นบริเวณที่เธอกับพี่สามซ่อนตัว

เธอแน่ใจทันทีว่ามีคนติดตามตนมา…

มู่ไป๋ไป่เก็บซ่อนแววตาเย็นชาแล้วเดินต่อไปราวกับว่าเธอไม่ทันสังเกตเห็นคนผู้นั้น อย่างไรก็ตาม มือที่เธอซ่อนอยู่ในแขนเสื้อได้สัมผัสแส้ว่านกู่ที่เอวอย่างเงียบ ๆ เรียบร้อยแล้ว

บนถนนข้างหน้า จู่ ๆ เธอก็เปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหันไปหลบซ่อนตัวอยู่ในความมืดโดยรอให้อีกฝ่ายปรากฏตัวออกมา

ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าขยับเข้ามาใกล้ และประกายสีครามก็ดึงดูดสายตาของเธอทันที

แส้ว่านกู่ถูกฟาดออกไปพร้อมกับเสียงแหวกอากาศโดยที่มุ่งไปยังชายเสื้อนั้น

อีกฝ่ายดูเหมือนจะคาดเดาการเคลื่อนไหวของมู่ไป๋ไป่ได้ แทนที่เขาจะหลบมัน เขากลับพุ่งไปข้างหน้าเพื่อรับมันแทน

จังหวะที่แส้ว่านกู่กำลังจะกระทบตัว เขาก็ใช้มือหยุดเอาไว้

“ท่านตามข้ามาทำไม?” มู่ไป๋ไป่เหลือบมองหน้ากากสีเงินของคนตรงหน้าพร้อมกับเบะปาก “เจ้าเล่ห์นักนะ!”

เซียวถังอี้ปล่อยแส้ในมือ ก่อนจะสะบัดฝ่ามือที่ถูกแส้กระทบจนรู้สึกชา แล้วเขาก็แสดงสีหน้าหมดหนทางเพราะดูเหมือนว่าเจ้าตัวเล็กคนนี้จะโกรธเขามาก

แล้วเขาเองก็โมโหมากเช่นกัน

“ข้าได้รับรายงานว่ามีเรื่องเกิดขึ้นกับทูตหนานซวน ดังนั้นข้าจึงคิดจะไปดูสักหน่อย” ชายหนุ่มตอบออกมาอย่างใจเย็น “และข้าก็บังเอิญเห็นเจ้าในระหว่างทาง”

“เช่นนั้นท่านก็หมายความว่าแค่บังเอิญไปทางเดียวกับข้า…” มู่ไป๋ไป่กอดอกยิ้มเยาะ “ไม่ได้จงใจตามข้ามาใช่หรือไม่?”

เซียวถังอี้พยักหน้ารับนิ่ง ๆ “ถูกต้อง”

“เฮอะ เหลวไหล” หญิงสาวเปิดเผยคำโกหกของเขาด้วยความไม่พอใจ “เซียวถังอี้ ท่านคิดว่ามันสนุกมากหรือที่ได้แกล้งข้า?”

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: พี่สามของเรามาแล้วจ้า ส่วน 2 คนนี้ก็ตึงใส่กันสุด ๆ เลย

จบบทที่ บทที่ 484: ยินดีต้อนรับพี่สามกลับบ้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว