- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 484: ยินดีต้อนรับพี่สามกลับบ้าน
บทที่ 484: ยินดีต้อนรับพี่สามกลับบ้าน
บทที่ 484: ยินดีต้อนรับพี่สามกลับบ้าน
มู่ไป๋ไป่กลั้นยิ้มเอาไว้พร้อมกับพยักหน้าตอบรับ “ไม่มีปัญหา”
เนื่องจากไทเฮาทรงจัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นในระหว่างทางจึงไม่มีนางกำนัลหรือขันทีอยู่มากนัก
เสิ่นจวินเฉาหลบเลี่ยงนางกำนัลและเดินไปที่ห้องโถงด้านหลัง เขายืนนิ่งอยู่หลายอึดใจก่อนจะเคาะประตูห้องบรรทมของไทเฮา
“ถ้าเจ้ามาที่นี่เพื่อส่งรายการของขวัญก็อย่าใส่ใจเลย” เสียงที่ค่อนข้างมีอายุของสตรีสูงวัยดังมาจากข้างใน “ในส่วนของพิธีรำลึก พอพิธีเริ่มขึ้นค่อยมาเรียกเรา”
มู่ไป๋ไป่ฟังเสียงของผู้เป็นย่าแล้วรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ
เหตุใดเธอจึงไม่ได้สังเกตมาก่อนเลยว่าไทเฮาทรงมีพระชนมายุมากแล้ว?
มันไม่น่าแปลกใจเลยที่พระนางขอให้เธอพาเสิ่นจวินเฉามาที่นี่ คนเราไม่อาจทราบได้ว่าวันพรุ่งนี้ชีวิตเราจะเป็นเช่นไร ดังนั้นสิ่งใดที่ยังทำได้ก็ควรทำเสียตั้งแต่ตอนนี้
พอหญิงสาวคิดถึงเรื่องดังกล่าว เธอก็รู้สึกขมขื่นในใจ
“กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ” เสิ่นจวินเฉาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนที่จะเอ่ยปากพูดกับคนที่อยู่ด้านใน
คำพูดเพียงไม่กี่คำทำให้ภายในห้องเงียบลง ตามมาด้วยเสียงเคลื่อนไหวเบา ๆ
ไม่นานประตูก็ถูกเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่วิตกกังวลของไทเฮา
เสิ่นจวินเฉาจ้องมองเสด็จย่าอยู่ชั่วขณะ พร้อมกับที่เขาพยายามระงับอารมณ์ที่เอ่อล้นออกมาในใจและเตรียมจะคุกเข่าแสดงความเคารพ
แต่เขาก็ยังช้าไปหนึ่งก้าว ไทเฮาได้เข้ามาคว้าแขนห้ามเขาไว้เสียก่อน
“เจ้าไม่จำเป็นต้องคุกเข่า เข้ามากับย่าเถอะ ไป๋ไป่ก็ด้วย” หญิงสูงวัยกลั้นน้ำตาแล้วดึงหลานชายกับหลานสาวเข้าไปในห้องบรรทม “เราได้ยินว่ามีเรื่องเกิดขึ้นกับทูตหนานซวนจึงคิดว่าเจ้าคงมาไม่ได้แล้ว”
“ไหนมาให้ย่าดูใกล้ ๆ หน่อยสิ”
ไทเฮาดึงเสิ่นจวินเฉามามองสำรวจอย่างระมัดระวัง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง พระนางก็พยักหน้าขณะที่นัยน์ตาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ “เจ้า… เจ้าดูเหมือนแม่ของเจ้ามาก…”
มู่ไป๋ไป่มองผู้เป็นย่าในขณะนี้และสัมผัสได้ว่าพระนางไม่ต่างจากผู้อาวุโสจากครอบครัวธรรมดาเลยสักนิด
เธอจำได้ว่าในชีวิตเมื่อชาติก่อน ทุกครั้งที่เธอไปบ้านคุณยาย อีกฝ่ายก็จะมองเธอด้วยสายตาแบบเดิมทุกครั้ง
“เสด็จย่า…”
“เจ้าไม่ต้องเรียกเราว่าเสด็จย่าหรอก เรียกเราว่าท่านย่าเหมือนไป๋ไป่เถอะ” ไทเฮาตรัสพลางปาดน้ำตาที่รื้นอยู่ที่ขอบตาของตัวเอง “การเดินทางมาที่นี่ราบรื่นดีหรือไม่ มีใครทำให้เจ้าลำบากใจหรือเปล่า?”
เสิ่นจวินเฉาเม้มปากและตอบแบบเกร็ง ๆ ว่า “ทูลท่านย่า ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากที่ชายหนุ่มพูดจบ เขาก็เหมือนคิดอะไรบางอย่างออกแล้วมันหันไปมองมู่ไป๋ไป่ที่กำลังยืนยิ้มอยู่ข้างหลังด้วยความรู้สึกประหลาดใจ “ไป๋ไป่ เจ้า…”
“ฮ่า ๆๆ” หญิงสาวยิ้มเจ้าเล่ห์และหยิบจี้หยกที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมา “พี่จวินเฉา ข้าคือคนที่ท่านกำลังรออยู่”
เสิ่นจวินเฉาเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง “เป็นเจ้านี่เอง… ช้าก่อน เจ้ายังเรียกท่านย่าว่า ‘ท่านย่า’ ด้วย เช่นนั้นพวกเรา…”
“ถูกต้อง” มู่ไป๋ไป่พูดต่อไปว่า “ถ้าตามศักดิ์แล้ว พี่จวินเฉา ท่านน่าจะเป็นพี่สามของข้า”
ขณะที่เธอกล่าวเช่นนั้น เธอก็ถอนสายบัวเพื่อทำความเคารพผู้เป็นพี่ชาย “น้องทักทายท่านพี่ ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะพี่สาม”
“พวกเราเป็นพี่น้องกันจริง ๆ”
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” ไทเฮาที่ได้ฟังบทสนทนาระหว่างคนทั้ง 2 ก็รู้สึกงุนงง “จวินเฉา เจ้ากับไป๋ไป่เคยรู้จักกันมาก่อนหรือ?”
“มากกว่าแค่รู้จักกันพ่ะย่ะค่ะ” เสิ่นจวินเฉานึกถึงการพบกันครั้งแรกของพวกเขาแล้วไม่ได้ที่จะส่ายหัวยิ้ม ๆ “ถ้าไป๋ไป่ไม่ช่วยชีวิตกระหม่อมเอาไว้ตอนนั้น จี้หยกที่ท่านแม่ทิ้งไว้คงหายไปนานแล้วพ่ะย่ะค่ะ และเกรงว่าวันนี้กระหม่อมคงไม่มีโอกาสได้พบท่านย่าอีก”
“เอ๋? มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?” ไทเฮาถามหลานสาวด้วยความสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น
มู่ไป๋ไป่จึงได้เล่าเรื่องที่เธอไปช่วยเสิ่นจวินเฉาจับหัวขโมยโดยบังเอิญ
หลังจากสตรีสูงวัยได้ยินดังนั้น พระนางก็ปรบมือด้วยความยินดี “ดีมาก! นี่คงเป็นลิขิตสวรรค์ที่ให้พี่น้องทั้ง 2 ได้มาพบกันตั้งแต่เมื่อ 12 ปีก่อน ดีมากจริง ๆ …”
ขณะที่ไทเฮาทรงตรัสเช่นนั้น ดวงตาของพระนางก็แดงขึ้นอีกครั้ง
มู่ไป๋ไป่รู้ว่าผู้เป็นย่าคงจะนึกถึงซูเฟย ดังนั้นเธอจึงทำได้แค่ขยิบตาให้พี่ชายคนที่ 3 เพื่อส่งสัญญาณว่าเขาควรปลอบใจพระนาง
เสิ่นจวินเฉาเองก็เพิ่งเคยพบหน้าไทเฮาจึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี เขาเลยทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งอยู่กับที่
สุดท้ายแล้วมู่ไป๋ไป่ก็ทนไม่ไหว เธอเดินเข้าไปเทชา 1 ถ้วยก่อนจะส่งให้พี่สาม
ในที่สุดเสิ่นจวินเฉาก็เข้าใจ และได้ถวายชาให้แก่ผู้เป็นย่า
“เด็กดี” ไทเฮาทรงรับน้ำชามาด้วยท่าทางที่สงบลง “เราเป็นตัวแทนของแม่เจ้าและเห็นว่าเจ้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ย่าจะต้องเดินทางไปยังโลกหน้า อย่างน้อยเราก็จะสามารถพบหน้าแม่เจ้าได้แล้ว”
“ท่านย่า ท่านกำลังพูดถึงเรื่องอะไรน่ะ!” มู่ไป๋ไป่รีบพูดขึ้นมาด้วยสีหน้ากังวล “พระองค์จะมีพระชนมายุยืนยาวและอยู่กับหม่อมฉันที่นี่! ตอนนี้หม่อมฉันเป็นหมอเทวดาแล้ว ต่อให้เป็นราชาแห่งโลกเบื้องล่าง หม่อมฉันก็ไม่มีทางยอมให้ขโมยคนของหม่อมฉันไป!”
ผู้เป็นย่ารู้สึกมีความสุขกับคำพูดของหลานสาวทันที
จากนั้นมู่ไป๋ไป่ก็อยู่ด้วยจนกระทั่งอารมณ์ของไทเฮาดีขึ้น ก่อนที่เธอจะเสนอว่าอยากไปสืบสวนเรื่องของทูตหนานซวน
ไทเฮาทรงทราบดีว่าหลานสาวของพระนางนั้นเป็นคนเช่นไร ดังนั้นพระนางจึงไม่ได้พยายามห้ามปราม แต่ทรงกำชับให้อีกฝ่ายระวังตัวให้ดีเพียงเท่านั้น
แต่ในทางกลับกัน เสิ่นจวินเฉากลับเป็นห่วงน้องสาวมากกว่า
“พี่สาม ท่านอย่ากังวลไปเลย” มู่ไป๋ไป่ทำความเคารพและค่อย ๆ ก้าวถอยหลังออกไป “ท่านอยู่ที่นี่กับท่านย่าก่อนเถอะ วังหลวงแห่งนี้ก็เป็นเหมือนอาณาเขตของข้า ไม่มีใครกล้าทำอะไรข้าหรอก”
หลังจากที่ชายหนุ่มรู้ว่าน้องสาวของตนคือองค์หญิงหกผู้เป็นที่รักของฝ่าบาทดั่งแก้วตาดวงใจตามที่ทุกคนเล่าลือกัน เขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองกังวลมากเกินไป
ดังนั้นเขาจึงรออยู่ที่ห้องบรรทมของไทเฮาอย่างสบายใจ
ทันทีที่มู่ไป๋ไป่ออกจากห้องบรรทมของผู้เป็นย่า เธอก็ตรงไปยังที่พักของทูตหนานซวนโดยไม่รอช้า
ครั้งนี้เป่ยหลงดูแลรับรองคนของหนานซวนเป็นอย่างดี แถมยังอนุญาตให้เขาอาศัยอยู่ในรั้ววังอีกด้วย
ก่อนหน้านี้มู่ไป๋ไป่คิดว่าเป็นเรื่องแปลกที่มู่เทียนฉงยอมให้ทูตหนานซวนอาศัยอยู่ในวัง แต่ต่อมาเธอก็ได้รู้ว่าเขาถูกอาคม เธอจึงไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้แปลกประหลาดอะไร
หญิงสาวเดาว่านั่นคือการตัดสินใจที่ท่านพ่อคิดหลังจากที่ถูกใครบางคนควบคุม
ระหว่างที่มู่ไป๋ไป่กำลังคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากข้างหลัง
ดวงตาของเธอเริ่มสั่นไหว แล้วเธอก็นึกถึง ‘ภาพลวงตา’ ที่เธอเพิ่งเห็นบริเวณที่เธอกับพี่สามซ่อนตัว
เธอแน่ใจทันทีว่ามีคนติดตามตนมา…
มู่ไป๋ไป่เก็บซ่อนแววตาเย็นชาแล้วเดินต่อไปราวกับว่าเธอไม่ทันสังเกตเห็นคนผู้นั้น อย่างไรก็ตาม มือที่เธอซ่อนอยู่ในแขนเสื้อได้สัมผัสแส้ว่านกู่ที่เอวอย่างเงียบ ๆ เรียบร้อยแล้ว
บนถนนข้างหน้า จู่ ๆ เธอก็เปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหันไปหลบซ่อนตัวอยู่ในความมืดโดยรอให้อีกฝ่ายปรากฏตัวออกมา
ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าขยับเข้ามาใกล้ และประกายสีครามก็ดึงดูดสายตาของเธอทันที
แส้ว่านกู่ถูกฟาดออกไปพร้อมกับเสียงแหวกอากาศโดยที่มุ่งไปยังชายเสื้อนั้น
อีกฝ่ายดูเหมือนจะคาดเดาการเคลื่อนไหวของมู่ไป๋ไป่ได้ แทนที่เขาจะหลบมัน เขากลับพุ่งไปข้างหน้าเพื่อรับมันแทน
จังหวะที่แส้ว่านกู่กำลังจะกระทบตัว เขาก็ใช้มือหยุดเอาไว้
“ท่านตามข้ามาทำไม?” มู่ไป๋ไป่เหลือบมองหน้ากากสีเงินของคนตรงหน้าพร้อมกับเบะปาก “เจ้าเล่ห์นักนะ!”
เซียวถังอี้ปล่อยแส้ในมือ ก่อนจะสะบัดฝ่ามือที่ถูกแส้กระทบจนรู้สึกชา แล้วเขาก็แสดงสีหน้าหมดหนทางเพราะดูเหมือนว่าเจ้าตัวเล็กคนนี้จะโกรธเขามาก
แล้วเขาเองก็โมโหมากเช่นกัน
“ข้าได้รับรายงานว่ามีเรื่องเกิดขึ้นกับทูตหนานซวน ดังนั้นข้าจึงคิดจะไปดูสักหน่อย” ชายหนุ่มตอบออกมาอย่างใจเย็น “และข้าก็บังเอิญเห็นเจ้าในระหว่างทาง”
“เช่นนั้นท่านก็หมายความว่าแค่บังเอิญไปทางเดียวกับข้า…” มู่ไป๋ไป่กอดอกยิ้มเยาะ “ไม่ได้จงใจตามข้ามาใช่หรือไม่?”
เซียวถังอี้พยักหน้ารับนิ่ง ๆ “ถูกต้อง”
“เฮอะ เหลวไหล” หญิงสาวเปิดเผยคำโกหกของเขาด้วยความไม่พอใจ “เซียวถังอี้ ท่านคิดว่ามันสนุกมากหรือที่ได้แกล้งข้า?”
--------------------------------------------------
พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: พี่สามของเรามาแล้วจ้า ส่วน 2 คนนี้ก็ตึงใส่กันสุด ๆ เลย