เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 475: ขี้หึงใช่เล่น

บทที่ 475: ขี้หึงใช่เล่น

บทที่ 475: ขี้หึงใช่เล่น


ขณะที่ฉินเซียวกล่าวขอโทษ เขาก็ลุกขึ้นคำนับให้กับหลัวเซียวเซียว

แม้ว่าหญิงสาวจะติดตามมู่ไป๋ไป่มานานหลายปี แต่นางก็เป็นเพียงสตรีสามัญธรรมดาคนหนึ่ง ดังนั้นนางจึงไม่กล้ารับการคำนับจากอีกฝ่าย

ในขณะที่นางไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร มู่จวินเซิ่งก็ก้าวออกมาเพื่อขวางการกระทำของฉินเซียวเอาไว้

“เจ้าเลิกแกล้งนางได้แล้ว เซียวเซียวรับไม่ไหวหรอก” แม่ทัพหนุ่มส่งสายตาปรามสหายของตน จากนั้นเขาก็หันกลับไปคว้าเจ้าส้มออกจากมือหลัวเซียวเซียว

“ท่านแม่ทัพ” หญิงสาวเม้มปากแน่นก่อนจะถามออกไปอย่างลังเลว่า “ในวังหลวงมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเจ้าคะ? องค์หญิงหกปลอดภัยดีหรือไม่?”

นับตั้งแต่ที่มู่ไป๋ไป่ส่งนางออกจากวัง ไม่มีวันไหนเลยที่นางจะไม่เป็นกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในวัง

“คุณหนูหลัว ท่านไม่รู้หรือ?” ฉินเซียวเลิกคิ้วขึ้น “เช้านี้ฝ่าบาทและองค์รัชทายาทถูกมือสังหารลอบปลงพระชนม์ในตำหนักตี้เฉิน โชคดีที่องค์หญิงหกกับท่านอ๋องเซียวเสด็จมาช่วยพวกพระองค์ได้ทันเวลา”

“องค์หญิงหกส่งเจ้าส้มให้นำจดหมายมาให้องค์ชายรองในครั้งนี้อาจเป็นเพราะเหตุการณ์นั้นก็ได้”

“มือสังหาร?” หลัวเซียวเซียวอ้าปากค้างในขณะที่แววตาเต็มไปด้วยความกังวล “ใครช่างบังอาจยิ่งนัก พวกเขากล้าลงมือในตำหนักตี้เฉินเชียวหรือ?”

“แล้วองค์หญิงหกได้รับบาดเจ็บหรือไม่เจ้าคะ?”

ฉินเซียวกำลังจะตอบ แต่มู่จวินเซิ่งพูดขัดจังหวะขึ้นมาก่อน “ตามรายงานที่ข้าได้รับ ไป๋ไป่ปลอดภัยดี”

“โล่งอกไปที…” หลัวเซียวเซียวถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ถ้าหากมู่ไป๋ไป่ได้รับบาดเจ็บ นางคงไม่สามารถทนอยู่เฉยได้อีก

“เซียวเซียว เจ้าช่วยไปชงชาให้พวกเราหน่อยได้หรือไม่” มู่จวินเซิ่งกล่าวพลางเหลือบมองถ้วยชาที่กำลังปล่อยไอสีขาวในมือของฉินเซียว “ชามันเย็นไปหน่อยน่ะ”

ปัจจุบันความคิดของหลัวเซียวเซียวจดจ่ออยู่ที่วังหลวง นางจึงไม่ได้สังเกตเห็นว่าชายหนุ่มกำลังพยายามกันนางออกไป นางจึงพยักหน้าและเดินออกไปโดยไม่ได้คิดอะไรมาก

“...” ฉินเซียวจิบชาอุ่น ๆ แล้วยิ้มหยอกล้อคนที่เหลืออยู่ในห้อง “พี่จวินเซิ่ง ข้าไม่ยักรู้เลยว่าท่านก็มีด้านนี้เช่นกัน ดูเหมือนว่าท่านจะพร้อมสร้างครอบครัวก่อนข้านะพี่ชาย”

“พอท่านแต่งงานกับคุณหนูเซียวเซียวแล้วก็อย่าลืมส่งเทียบเชิญมาให้ข้าด้วย”

มู่จวินเซิ่งปรายตามองคนพูด “เจ้าสนิทกับนางหรืออย่างไร? เรียกนางว่าคุณหนูหลัวเสีย”

“ฮ่า ๆ” ฉินเซียวรู้สึกขบขัน “ข้าไม่ยักรู้ว่าท่านเป็นคนขี้หึงเช่นกัน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้ก็ยังหึงอย่างนั้นหรือ?”

แต่เมื่อผู้บัญชาการหนุ่มได้รับสายตาคมดุขององค์ชายรอง เขาก็ยกมือขึ้นทำท่ายอมแพ้ “ก็ได้ ๆ คุณหนูหลัว ท่านพอใจหรือยัง?”

มู่จวินเซิ่งพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ จากนั้นจึงถอดจดหมายในหลอดไม้ไผ่ที่ห้อยอยู่ที่คอของเจ้าส้มออกมา

“องค์หญิงหกบอกว่าอะไรหรือ?” เมื่อฉินเซียวเห็นสีหน้าของแม่ทัพหนุ่มเปลี่ยนเป็นจริงจัง เขาในฐานะผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบในเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างเช่นการลอบสังหารในตำหนักตี้เฉิน

ดังนั้นทันทีที่เขาออกเวร เขาก็รีบมาหามู่จวินเซิ่งเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ “พระนางทราบแล้วหรือไม่ว่าใครเป็นคนส่งมือสังหารมา?”

“ไม่ใช่เรื่องการลอบสังหาร” แม่ทัพหนุ่มมองดูชื่อที่ถูกเขียนเอาไว้ในจดหมายซึ่งก็คือเจ้าของหอไป่เฉ่าที่มีนามว่า ‘เสิ่นจวินเฉา’

มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่?

ชื่อของเถ้าแก่คนนี้คล้ายกับน้องสามของเขามาก

ทันทีที่ฉินเซียวได้ยินว่าสิ่งที่เขียนในจดหมายไม่เกี่ยวกับเรื่องการลอบสังหาร เขาก็แสดงสีหน้าผิดหวัง “ข้ารู้สึกปวดหัวกับเรื่องนี้มากจริง ๆ ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่ฝากความหวังไว้กับองค์หญิงหกหรอก”

“แม้ว่าองค์หญิงหกจะสามารถเข้าใจภาษาสัตว์ได้ แต่พระนางก็ยังคงเป็นองค์หญิงที่ออกไปโลดแล่นในยุทธภพ”

“เจ้ารู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?”

มู่จวินเซิ่งเหลือบมองสหายด้วยความไม่พอใจ “ไป๋ไป่ไม่ใช่องค์หญิงที่วัน ๆ เก็บตัวอยู่ในห้องหอ นางแตกต่างจากผู้หญิงทั่วไป”

เขาเองก็คอยอยู่ดูแลปกป้องชายแดนตลอด เขาเคยพบเจอผู้หญิงมามากหน้าหลายตา แต่ไม่มีผู้หญิงคนใดที่มีเอกลักษณ์เท่ากับน้องสาวของเขาเลย

“ใช่ ๆ น้องสาวของท่านไม่เหมือนคนอื่น” ฉินเซียวคิดว่ามู่จวินเซิ่งแค่อยากปกป้องมู่ไป๋ไป่ ดังนั้นเขาจึงยิ้มพร้อมกับรีบปฏิเสธว่า “แต่ถึงอย่างไรข้าก็ยังคงยึดมั่นในความคิดเดิมของตัวเอง การลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาทกับองค์รัชทายาทในครั้งนี้ไม่ได้ตื้นเขิน ข้าได้สืบสวนมือสังหารพวกนั้นแล้ว พวกเขาล้วนแต่เป็นลูกหลานของตระกูลขุนนางในเมืองหลวง ครอบครัวของพวกเขาล้วนมีเบื้องหลังที่ใสสะอาด”

“มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จู่ ๆ พวกเขาจะลุกขึ้นมาก่อกบฏ และยอมเสี่ยงเอาคนทั้งตระกูลมาร่วมรับโทษการลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาทกับองค์รัชทายาท”

“ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้มีบางอย่างผิดปกติ มันอาจจะเกี่ยวข้องกับวิชาประหลาดในยุทธภพก็เป็นได้”

มู่จวินเซิ่งพับเก็บจดหมายที่มู่ไป๋ไป่เขียน แล้วลูบหัวเจ้าแมวส้มตัวใหญ่ก่อนจะส่งสัญญาณให้มันกลับไปบอกไป๋ไป่ว่าเขาได้รับจดหมายแล้ว และจะทำตามที่นางบอก

อย่างไรก็ตาม แมวตัวอวบอ้วนยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ขณะใช้ดวงตากลมโตสีทองจ้องชายหนุ่มตรงหน้าตาไม่กะพริบ

“...ไป๋ไป่มีคำพูดอื่นฝากถึงข้าอีกหรือ?” มู่จวินเซิ่งเอ่ยถาม

“ใช่แล้ว นางขอให้เจ้าช่วยบอกให้พ่อครัวคนใหม่ทำอาหารอร่อย ๆ ให้ข้ากินก่อนกลับ” เจ้าส้มพยักหน้าตอบ

“ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้ากำลังพูดอะไร เจ้าเขียนได้หรือไม่ ทำไมไม่เขียนให้ข้าดูล่ะ?”

“...เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ เห็นข้าเป็นมนุษย์หรืออย่างไร?” แมวตัวโตจ้องมู่จวินเซิ่งด้วยสายตาไม่พอใจ “แมวที่ไหนเขียนหนังสือเป็นบ้าง!”

“นี่ท่านกำลังทำอะไรอยู่น่ะ?” ฉินเซียวเห็นองค์ชายรองกำลังพูดคุยกับเจ้าส้มด้วยท่าทางจริงจัง เขาจึงเดินเข้ามาดูด้วยความอยากรู้

“ท่านกำลังคุยกับแมวตัวนี้อยู่หรือ อย่าบอกนะว่าท่านก็ได้เรียนรู้ภาษาสัตว์มาจากองค์หญิงหกด้วยเช่นกัน?”

“เปล่า” มู่จวินเซิ่งส่ายหัวพลางกล่าวว่า “แมวตัวนี้ติดตามไป๋ไป่มานานมากกว่า 10 ปีแล้ว มันคงเป็นแมวที่มีจิตวิญญาณ มันส่งจดหมายเสร็จแล้วแต่ก็ไม่ยอมกลับ มันคงจะมีเหตุผลอื่นอีก”

“อ๋อ แมวทรงเลี้ยงใช่หรือไม่?” ฉินเซียวอุทานก่อนจะขยับเข้าไปใกล้แมวส้มตัวใหญ่ด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ในตอนที่ข้าเข้าเวร ข้าไม่เคยเห็นเจ้าแมวตัวนี้มาก่อน แต่ข้าได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับมันมากมายในวัง มันเป็นตำนานมากจริง ๆ แต่ข้าไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ”

“จริงหรือ?” เจ้าส้มส่ายหางเบา ๆ บ่งบอกว่ามันกำลังอารมณ์ดี “ในวังหลวงมีข่าวลือเกี่ยวกับข้ามากมายเลยหรือ พวกเขาพูดเกี่ยวกับข้าว่าอย่างไรล่ะ แสดงว่าแมวตัวนี้เก่งใช่หรือไม่?”

มู่จวินเซิ่งถามสหายด้วยคำถามเดียวกันว่า “มีข่าวลืออะไรเกี่ยวกับมันหรือ? พวกเขาพูดถึงมันว่าอย่างไร?”

“จะเป็นอะไรไปได้อีกล่ะ ก็เรื่องกินของมันน่ะสิ” ฉินเซียวตอบพลางยื่นมือออกไปลูบหัวแมวตัวโต “จุ๊ ๆ องค์หญิงหกดูแลมันดีมาก ขนทั้งเงาและเรียบเนียนน่าสัมผัส ข้าได้ยินมาว่ามันมักจะไปขโมยอาหารในห้องครัวทุกคืน พ่อครัวในห้องครัวหลวงทำอย่างไรก็ไม่สามารถป้องกันมันได้ เขาก็เลยโวยวายเสียยกใหญ่”

“...” เจ้าส้มทำหน้าเอือมระอาทันที

“ข้าอยากจะรู้จริง ๆ ว่าทำไมแมวตัวนี้ถึงได้ตะกละตะกลามขนาดนั้น” ผู้บัญชาการหนุ่มรู้สึกว่าขนบนตัวของเจ้าแมวอ้วนนุ่มลื่นดีมาก แถมมันยังนั่งอยู่นิ่ง ๆ ให้เขาลูบมันด้วย

“มันค่อนข้างเชื่องทีเดียว ข้าอยากจะเลี้ยงแมวแบบนี้สักตัว— โอ๊ย!”

ฉินเซียวกุมมือที่มีรอยข่วนสีแดง 3 รอยเอาไว้พร้อมกับจ้องเจ้าส้มด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป “เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ ๆ มันถึงข่วนข้า!”

“ข้าบอกเจ้าไปตั้งนานแล้ว” มู่จวินเซิ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ “แมวตัวนี้อยู่กับไป๋ไป่มากกว่า 10 ปี มันฉลาดมาก มันเข้าใจทุกอย่างที่เจ้าพูด มันคงจะโมโหที่เจ้าไปหาว่ามันตะกละ”

“...” ฝ่ายที่ได้ยินนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง

“เฮอะ แมวตัวนี้ไม่ได้ตะกละสักหน่อย” เจ้าส้มเลียอุ้งเท้าพร้อมทำหน้าเหนือกว่า “แต่ละวันอาหารในวังหลวงมีเหลือทิ้งมากแค่ไหนเจ้ารู้หรือไม่ แมวตัวนี้แค่กำลังช่วยกำจัดขยะเพียงเท่านั้น เจ้ามนุษย์นี่ไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย”

“อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว” มู่จวินเซิ่งนึกอะไรบางอย่างได้ทันที “มันช่วยมาทำธุระให้ไป๋ไป่ มันก็ควรจะได้รับอาหารเป็นของตอบแทน”

ถัดมา แม่ทัพหนุ่มหันกลับมาสั่งให้คนรับใช้ไปแจ้งห้องครัวให้นำอาหารมาให้เจ้าส้ม

“ข้อแลกเปลี่ยนในการมาทำธุระให้คืออาหารใช่หรือไม่? เจ้าถึงไม่ยอมไปไหนจนกว่าจะได้กินอาหาร” ฉินเซียวตกใจ เขาสัมผัสได้ทันทีว่าเจ้าแมวอ้วนที่ดูเผิน ๆ น่ารักน่าเอ็นดูตัวนี้เป็นเพียงแมวอันธพาลตัวหนึ่ง

จบบทที่ บทที่ 475: ขี้หึงใช่เล่น

คัดลอกลิงก์แล้ว