เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 474: ที่ปรึกษาขององค์ชายรอง

บทที่ 474: ที่ปรึกษาขององค์ชายรอง

บทที่ 474: ที่ปรึกษาขององค์ชายรอง


บัดนี้ 1 คน 1 แมวทะเลาะกันอยู่สักพักหนึ่งก่อนที่ทั้งคู่จะได้ยินเสียงจากด้านนอก ไม่นานนกพิราบก็บินมาเกาะที่ขอบหน้าต่าง

“ท่านจ้าวอสูร ข้านำจดหมายมาส่งให้ท่าน!”

เสียงนกพิราบตัวนั้นฟังดูสดใสมาก ประกอบกับมันทำท่าทางตื่นเต้น ยิ่งทำให้มันดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

“จดหมายหรือ?” มู่ไป๋ไป่จำโซ่ที่คอของนกพิราบได้ บนนั้นมีเครื่องหมายที่คุ้นตา มันคือตราประทับส่วนตัวของเสิ่นจวินเฉา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมากิจการของชายหนุ่มเติบโตขยายขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอก็ยังคงดีเหมือนเมื่อก่อน

อีกฝ่ายทำเหมือนว่าเธอเป็นน้องสาวของเขาจริง ๆ และได้ส่งสิ่งของที่ดีมากมายมาให้ที่หุบเขาหมอเทวดาทุกปี

ครั้งนี้พอเธอกลับมายังเมืองหลวง ความตั้งใจแรกคือเธอคิดไว้ว่าจะไปหาเสิ่นจวินเฉา แต่เธอไม่คาดคิดว่าในวังจะเกิดเรื่องราวมากมายเช่นนี้ จึงทำให้เธอยังไม่ได้ไปพบเขาเลย

“ขอรับ” นกพิราบเอียงหัวตอบ “คุณชายกำลังจะออกเดินทาง เขาเป็นห่วงว่าท่านจะไปหาที่หอไป่เฉ่าแล้วไม่พบเขา คุณชายจึงได้เขียนจดหมายมาแจ้งข่าวให้ท่านทราบ”

ต่อมา นกตัวน้อยหันไปมองแมวตัวอ้วนโดยไม่มีท่าทางหวาดกลัวแต่อย่างใดและกระโดดเข้าไปในห้อง ก่อนจะไปยืนอยู่ตรงหน้ามู่ไป๋ไป่พร้อมกับส่งสัญญาณให้นางถอดหลอดไม้ไผ่เล็ก ๆ จากข้อเท้าของตน

มันไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่มนุษย์เขียนได้ มันจึงรายงานเพียงจุดประสงค์พื้นฐานทั่ว ๆ ไปให้แก่หญิงสาวได้เท่านั้น

มู่ไป๋ไป่หยิบหลอดไม้ไผ่ออกมาแล้วดูข้อความที่เขียนอยู่ในจดหมาย ซึ่งเนื้อหานั้นคล้ายกับสิ่งที่นกพิราบพูด

เสิ่นจวินเฉาบอกว่าเขาต้องออกเดินทางไปทำธุระสักพัก ดังนั้นช่วงนี้เขาจะไม่ได้อยู่ที่หอไป่เฉ่า หากเธอมีปัญหาอะไรก็ให้ติดต่อเขาผ่านเถ้าแก่ร้านแทน

นอกจากนี้เขายังได้นัดพบกับเธอที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองหลวงอีก 7 วันข้างหน้าเพื่อรำลึกอดีตกัน

“อีก 7 วัน?” มู่ไป๋ไป่เลิกคิ้วขึ้น “พี่จวินเฉาไปไหน ทำไมเขาถึงออกเดินทางเพียงแค่ไม่กี่วัน?”

การเดินทางไปกลับ 7 วันนั้นอย่างมากสุดก็ไปได้แค่เมืองที่อยู่ใกล้เมืองหลวงที่สุดเท่านั้น

แล้วเสิ่นจวินเฉาจะไปทำอะไรที่นั่น?

“ข้าเองก็ไม่ทราบขอรับ” นกพิราบเอียงคอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “แต่คุณชายไม่ได้พาคนรับใช้ติดตามไปด้วย แถมยังไม่มีใครเตรียมรถม้าให้ขอรับ”

ตามปกติเสิ่นจวินเฉาเป็นคนที่มักจะใช้ชีวิตหรูหรามีคนคอยอำนวยความสะดวกทุกอย่าง แม้แต่เวลาที่ออกไปท่องเที่ยว เขาก็จะสั่งให้คนเตรียมรถม้าที่สะดวกสบายที่สุดเอาไว้ให้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนที่ออกไปทำการค้าขายเลย

ครั้งหนึ่งมู่ไป๋ไป่กลับมาที่เมืองหลวงเพื่อไปหาชายหนุ่มและบังเอิญเห็นตระกูลเสิ่นกำลังเก็บข้าวของของเขาเพื่อเตรียมออกเดินทาง

ขณะนั้นในตอนที่เธอมองรถม้าที่บรรทุกของเอาไว้จนเต็มหลายคัน เธอก็รู้สึกว่าการใช้ชีวิตของเสิ่นจวินเฉานั้นดูหรูหรายิ่งกว่าบรรดาองค์หญิงหรือพระสนมในวังเสียอีก

แต่คราวนี้ชายหนุ่มกลับไม่ได้สั่งให้คนเตรียมอะไรทั้งสิ้น

ซึ่งมันน่าแปลกมาก…

มู่ไป๋ไป่ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่สักครู่ก่อนจะกวักมือเรียกแมวของตน “เจ้าส้ม ช่วยเอาของไปส่งที่จวนแม่ทัพหน่อย”

ปัจจุบันท้องฟ้ายังไม่มืดสนิท เธอจึงไม่สะดวกออกจากวัง

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเธอไปที่จวนแม่ทัพเอง มันอาจจะไม่ทันกาล

“อะไรนะ?” เจ้าส้มบิดขี้เกียจขณะจ้องคนที่คิดจะใช้งานมันด้วยสายตาไม่พอใจ “ใครที่เพิ่งพูดว่าจะไม่เลี้ยงข้าแล้ว ตอนนี้คิดจะมาใช้ข้าทำงานอีก ข้าไม่ทำแน่!”

“เอาน่าเจ้าส้ม ข้าแค่พูดเล่นเอง” มู่ไป๋ไป่รีบลูบหลังปลอบมัน แล้วหลอกล่อมันว่า “ถ้าข้าไม่ต้องการเจ้า ข้าจะไปเลี้ยงใครได้อีก”

“เต่าเฒ่าตัวนั้นพูดมากจะตาย มันไม่ได้เชื่อฟังเหมือนเจ้า”

“...” ยามนี้เต่าชรากำลังนอนหลับเอาหัวซบบนโต๊ะโดยที่ไม่รู้ว่าตนเองกำลังถูกนินทา

“เจ้าช่วยข้าส่งจดหมายให้พี่รองหน่อยเถอะนะ” มู่ไป๋ไป่เกาคางเจ้าส้มพร้อมกับยิ้มประจบ ในเวลาเดียวกันนั้นแมวตัวโตก็ส่งเสียงครางครืด ๆ ในลำคอด้วยความสบายอกสบายใจ

“ข้าเป็นห่วงว่าพี่จวินเฉาจะเกิดเรื่อง ข้าจึงอยากให้พี่รองไปช่วยตรวจสอบให้”

“แล้วข้าก็ได้ยินข่าวว่ามีพ่อครัวคนใหม่มาทำงานที่จวนแม่ทัพเมื่อเร็ว ๆ นี้ ถ้าเจ้าไปถึงแล้วก็บอกให้พี่รองเอาของอร่อย ๆ ให้เจ้ากินก่อนกลับ”

เมื่อเจ้าแมวจอมตะกละได้ยินว่ามีอาหารอร่อย ๆ รออยู่ ดวงตาของมันก็เป็นประกายขึ้นมาทันที ก่อนที่มันจะวางท่าทีเย่อหยิ่งแล้วแค่นเสียงในลำคอ “เฮอะ ในเมื่อเจ้าขอร้องข้ามากขนาดนี้ ข้าก็จะฝืนใจทำให้เจ้าก็แล้วกัน”

“แต่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีครั้งหน้าอีกแล้ว!”

มู่ไป๋ไป่พยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้และพูดอ้อนวอนเจ้าส้มอีกสักพัก จากนั้นเธอก็หยิบพู่กันมาเขียนจดหมายและให้อีกฝ่ายเอาไปส่ง

ในเวลาเดียวกันเธอได้ตอบจดหมายเสิ่นจวินเฉาโดยบอกว่ามีบางอย่างจะให้เขา ซึ่งเธอจะขอให้พี่รองไปส่งแทนให้ จึงอยากให้เขารอสักพักค่อยออกเดินทาง

หลังจากที่หญิงสาวผูกจดหมายไว้รอบคอเจ้าส้ม มันก็วิ่งได้เร็วมาก แถมมันยังวิ่งได้เร็วกว่าแมวตัวอื่น ๆ เสียอีก

เวลาผ่านไปไม่นาน จดหมายของมู่ไป๋ไป่ก็ถูกส่งไปที่จวนแม่ทัพ

“เจ้าส้ม!” หลัวเซียวเซียวที่กำลังรดน้ำต้นไม้ในสวน ทันใดนั้นนางก็สังเกตเห็นแมวอ้วนตัวสีส้มตรงหน้า

“ไม่เจอกันนานเลย” แมวตัวใหญ่ยกอุ้งเท้าไปทางหญิงสาวเป็นเชิงกล่าวทักทาย จากนั้นมันก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ

จู่ ๆ มันก็รู้สึกราวกับว่าตนนั้นลืมบางอย่างที่สำคัญไป

ใบหน้ากลมของเจ้าส้มเริ่มยับย่นในขณะที่มันพยายามนึกถึงสิ่งที่มันหลงลืมไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่มันจะทันได้นึกออก หลัวเซียวเซียวก็ได้คว้าตัวมันไปอุ้มไว้ในอ้อมแขนแล้ว

“เจ้าส้ม เจ้ากลับมาแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าองค์หญิงเป็นห่วงเจ้ามากขนาดไหน?”

“เจ้ากลับไปที่ตำหนักเพื่อพบองค์หญิงหรือยัง? หากไม่เป็นเช่นนั้น ข้าจะรายงานให้องค์ชายรองทราบและขอให้เขาพาเจ้าเข้าวัง”

“เหมียว แมวตัวนี้เพิ่งออกจากวังมา” เจ้าส้มพยักหน้าไปทางกระบอกไม้ไผ่เล็ก ๆ ที่มู่ไป๋ไป่ผูกไว้รอบคอเป็นการส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายดูมัน

หลัวเซียวเซียวอยู่เคียงข้างองค์หญิงหกมานาน ดังนั้นนางจึงจำของใช้ของอีกฝ่ายได้

นางเข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นและรีบพาเจ้าส้มไปหามู่จวินเซิ่ง

หญิงสาวไม่รู้ว่าปัจจุบันในวังหลวงเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่นางรู้สึกว่ามีคนเข้าออกจวนแม่ทัพมากกว่าปกติ และสีหน้าของคนพวกนั้นก็จริงจังมาก

นางจึงเดาได้คร่าว ๆ ว่ามีเรื่องเกิดขึ้นในวัง

และจู่ ๆ เจ้าส้มก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นนี้ มันจึงเป็นการยืนยันการคาดเดาของนางได้อีกทาง

“ท่านแม่ทัพ…” หลัวเซียวเซียวเดินไปยังห้องทำงานของมู่จวินเซิ่ง ทันทีที่นางเข้าไปนางก็ได้พบกับสายตาสงสัยหลายคู่

นั่นทำให้หญิงสาวตกใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็รีบก้าวออกไปพร้อมกับโค้งคำนับทำความเคารพทุกคน “ท่านแม่ทัพ องค์หญิงสั่งให้เจ้าส้มมาส่งจดหมายเจ้าค่ะ”

แม้ว่ามู่จวินเซิ่งจะบอกนางว่าไม่จำเป็นต้องมากพิธียามที่อยู่ในจวนแม่ทัพ แต่นางก็ยังไม่สามารถมองข้ามความต่างของสถานะของพวกตนได้อยู่ดี

โดยเฉพาะในตอนที่มีคนนอกอยู่ด้วย

แม่ทัพหนุ่มขมวดคิ้วจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “เซียวเซียว ที่นี่ไม่มีคนนอก เจ้าไม่จำเป็นต้องเกรงใจขนาดนั้น”

ถัดมา เขาได้แนะนำหลัวเซียวเซียวให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในห้องทำงานรู้จัก

“นี่คือคุณหนูหลัว สหายคนสนิทของไป๋ไป่”

“เซียวเซียว นี่คือผู้บัญชาการฉิน พวกเราเคยเป็นสหายร่วมเรียนกัน ตอนนี้เขาเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ในเมืองหลวง”

ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์?

เหตุใดผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์จึงมาอยู่ที่นี่?

หรือว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในวังหลวงจริง ๆ?

หลัวเซียวเซียวคิดได้ดังนั้นก็หน้าถอดสี

“คุณหนูหลัว?” ผู้บัญชาการฉินมองมู่จวินเซิ่ง จากนั้นก็หันไปมองหญิงสาวอย่างครุ่นคิด “คุณหนูหลัวคนนี้เป็นสหายขององค์หญิงหก แล้วไยนางจึงมาอาศัยอยู่ในจวนขององค์ชายรองเสียล่ะ?”

“หรือว่า… แท้จริงแล้วคุณหนูหลัวเป็นที่ปรึกษาขององค์ชายรอง?”

‘ฉินเซียว’ กับมู่จวินเซิ่งรู้จักกันมานานแล้ว และเขาก็เป็นหนุ่มเสเพล เขาคุ้นชินกับการหยอกล้อสหาย ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจว่าคำพูดของเขานั้นจะล้ำเส้นมากแค่ไหน

“เจ้าอย่าพูดเหลวไหล” มู่จวินเซิ่งทำตาดุใส่อีกฝ่าย “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของคุณหนู เจ้าจะมาล้อเล่นเช่นนี้ไม่ได้”

ฉินเซียวเลิกคิ้วขึ้นทันที “ข้าพูดออกไปโดยไม่คิด ต้องขออภัยคุณหนูหลัวด้วย”

จบบทที่ บทที่ 474: ที่ปรึกษาขององค์ชายรอง

คัดลอกลิงก์แล้ว