เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 468: เจ้าไปจัดการเรื่องนี้ให้ข้า

บทที่ 468: เจ้าไปจัดการเรื่องนี้ให้ข้า

บทที่ 468: เจ้าไปจัดการเรื่องนี้ให้ข้า


ที่ใต้โต๊ะซึ่งมู่ไป๋ไป่เคยยกเท้าวาง ทุกคนจะเห็นชายร่างอ้วนคนหนึ่งกำลังขดตัวสั่นอยู่ข้างใต้

ปรากฏว่าชายคนนี้เป็นทูตหนานซวนที่ทุกคนกำลังมองหา

หญิงสาวยกมือขึ้นกอดอกจ้องอีกฝ่ายอย่างเย็นชาแล้วพูดแดกดัน “ทูตหนานซวนช่างมีความกล้าหาญยิ่งนัก”

ทูตหนานซวนรู้สึกอับอายไม่น้อยที่ทุกสายตากำลังมองมาที่ตน เขาจึงหัวเราะแห้ง ๆ และคลานออกมาจากใต้โต๊ะ “ฮ่า ๆๆ นี่คงเป็นองค์หญิงหกสินะ กระหม่อมขออภัยที่ทำเรื่องน่าอับอายต่อหน้าพระองค์”

มู่ไป๋ไป่เหลือบมองคนพูดด้วยหางตา จากนั้นก็เดินตรงไปด้านข้างมู่เทียนฉงพร้อมกับคุกเข่าคำนับอีกฝ่าย “ท่านพ่อ หม่อมฉันมีเรื่องจะขอร้องเพคะ”

ผู้เป็นฮ่องเต้คาดเดาไว้แล้วว่าลูกสาวจะพูดอะไร เขาจึงขมวดคิ้วพร้อมกับกล่าวว่า “ไป๋ไป่ เจ้าลุกขึ้นเถิด”

“ท่านพ่อ” หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับมู่เทียนฉง “หม่อมฉันจะไม่มีวันแต่งงานกับฮ่องเต้หนานซวน”

ในเมื่อเธอกับเซียวถังอี้มาที่นี่แล้ว พวกเธอจึงไม่อาจปิดบังเรื่องที่มาแอบฟังพวกเขาพูดคุยกันในห้องโถงได้อีก

ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องเสแสร้งอีกต่อไปและหันมาเผชิญหน้ากับเขาตรง ๆ

แทนที่จะรอให้มู่จวินฝานคอยปกป้องเธอ มันคงจะดีกว่าถ้าเธอสามารถแก้ไขมันได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ท่านพี่รัชทายาทจะได้ไม่ต้องมีเรื่องบาดหมางกับท่านพ่อจนสูญเสียตำแหน่งองค์รัชทายาทไป

คำพูดและสายตาแน่วแน่ของลูกสาวส่งผลให้ใบหน้าของมู่เทียนฉงเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ในไม่ช้าบรรยากาศในห้องโถงก็หนักอึ้งจนน่าหวาดหวั่น ประกอบกับที่ทุกคนพร้อมใจกันเงียบเสียงลง

ถึงกระนั้นมู่ไป๋ไป่ก็ทำท่าเหมือนไม่รับรู้อะไร เธอยังคงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยดวงตาที่ฉายแววมุ่งมั่น

ทันใดนั้นภาพของหญิงสาวก็ซ้อนทับกับภาพของมู่จวินฝานที่คุกเข่าอยู่หน้าตำหนักเมื่อไม่นานมานี้

ผู้เป็นฮ่องเต้ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนที่จิตใจของเขาจะสั่นคลอน “เรายังไม่ได้ตอบตกลงกับทางหนานซวนเกี่ยวกับเรื่องนี้ การที่เจ้ามาคุกเข่าอยู่ตรงนี้มันเสียเวลาเปล่า”

หลังจากมู่เทียนฉงกล่าวเช่นนี้ ในเวลาเดียวกัน เสียงร้องตะโกนด้วยความโมโหก็ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของตำหนักตี้เฉิน

“จะเป็นไปได้อย่างไร!” ลี่เฟยมองไปยังกล่องที่กำลังลุกไหม้ตรงหน้าพร้อมกับทำหน้าเหมือนยักษ์มาร

ที่ผ่านมานางใช้ความพยายามมากมายในการร่ายอาคมเข้าใส่มู่เทียนฉง

ก่อนหน้านี้ทุกอย่างเป็นไปได้อย่างราบรื่น ฝ่าบาททรงทำตามที่นางต้องการทุกอย่าง แต่เหตุใดจู่ ๆ ตอนนี้ฝ่าบาทถึงได้สูญเสียการควบคุมไปอย่างกะทันหัน

“พระ-พระสนม…” นางกำนัลวิ่งเข้ามาหาผู้เป็นนายพร้อมกับพูดตะกุกตะกัก “แย่แล้วเพคะ คนที่เราส่งไปที่ห้องโถงด้านหน้าถูกจับไปหมดแล้ว!”

หากมู่ไป๋ไป่อยู่ที่นี่ เธอคงจะจำได้แน่นอนว่านางกำนัลคนนี้คือคนที่เธอกับเซียวถังอี้เห็นเมื่อตอนเช้ามืด

ก่อนหน้านี้นางได้ฉวยโอกาสจังหวะที่ทุกคนชุลมุนกันอยู่วิ่งออกจากห้องโถงด้านหน้ามาหาเจ้านายของตน

“เป็นไปได้อย่างไร!” ลี่เฟยขมวดคิ้วแน่น “คนพวกนั้นถูกอาคมของข้า เขาบอกว่านอกจากข้าจะเป็นคนถอนอาคมเองหรือมีคนค้นพบสิ่งนั้น ไม่มีทางที่อาคมจะเสื่อมคลายได้เลย”

“ทำไมพวกเขาถึงถูกจับไปล่ะ?”

วันนี้นางได้รับสัญญาณจากคนผู้นั้น เขาสั่งให้นางแอบใช้อาคมกับราชองครักษ์ในวังหลวงและให้ทหารเหล่านั้นลอบปลงพระชนม์มู่เทียนฉง

เพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว นางจึงได้จัดเตรียมพินัยกรรมเอาไว้เพื่อแต่งตั้งบุตรของตนเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ จากนั้นก็รอให้ระหว่างที่ฝ่าบาทตกอยู่ในความเป็นความตาย นางก็จะฉวยโอกาสนี้ให้เขาประทับตราลัญจกร เพียงเท่านี้ เป่ยหลงก็จะเป็นของนาง

ทว่าปัจจุบันทุกอย่างกลับพังไม่เป็นท่า

“หม่อมฉันก็ไม่ทราบเพคะ” พอนางกำนัลเห็นสีหน้าถมึงทึงของลี่เฟย นางก็รีบถอยหนีพร้อมกับกระซิบพูดเสียงเบา “ตามคำสั่งของพระสนม หม่อมฉันได้พาคนพวกนั้นไปจนถึงห้องโถงด้านหน้า ตอนแรกทุกอย่างก็เป็นไปได้อย่างราบรื่น แต่จู่ ๆ อ๋องเซียวกับองค์หญิงหกก็โผล่ออกมา…”

“เซียวถังอี้กับมู่ไป๋ไป่?” ลี่เฟยกัดฟันกรอดเมื่อได้ยินว่า 2 คนนี้มาขัดขวางแผนการของนาง “พวกมันอีกแล้วหรือ!”

“พระสนม แบบนี้เราควรทำอย่างไรดีเพคะ?” นางกำนัลตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว หากมีคนรู้ว่านางเป็นคนพาคนพวกนั้นไปลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาท นางจะเอาชีวิตรอดไปได้อย่างไร

ขณะนี้คนเดียวที่นางสามารถวางใจได้ก็คือลี่เฟย

“เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร? เราก็แค่แกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็พอ” ลี่เฟยสูดหายใจเข้าลึก ๆ บังคับให้ตัวเองสงบลง จากนั้นนางก็หลุบตาลงมองใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่สะท้อนอยู่ในเงาน้ำ

“ข้ารู้ว่าเจ้ากังวล ไม่ต้องห่วง จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก ต่อให้พวกเขาจับคนพวกนั้นไปได้ พวกมันก็จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้เจ้าไปจัดการเรื่องนี้ให้ข้าหน่อย”

ถัดมา ลี่เฟยชี้ไปที่กล่องบนโต๊ะที่ถูกเผาจนดำสนิท อีกทั้งยังส่งกลิ่นคาวรุนแรงออกมา “ดูซ้ายดูขวาให้ดี อย่าให้ใครเห็นเข้าล่ะ ไม่เช่นนั้นเจ้ากับข้าได้ตายกันหมดแน่”

นางกำนัลที่ได้ยินดังนั้นก็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะพยักหน้าแล้วรับกล่องมากอดไว้ในอ้อมแขนและเดินออกจากตำหนักไปอย่างรีบร้อน

“มู่ไป๋ไป่! ...เจ้าคิดว่าทุกอย่างจะเป็นเหมือน 12 ปีก่อนอย่างนั้นรึ?” ลี่เฟยส่งเสียงเยาะเย้ยแล้วพึมพำกับตัวเอง “ข้ายอมอดทนอดกลั้นจนถึงทุกวันนี้ก็เพียงเพื่อแก้แค้นที่ข้าได้รับความอัปยศอดสูเมื่อ 12 ปีก่อน”

อีกด้านหนึ่ง เวลาผ่านไปนานมากแล้วนับตั้งแต่ที่มู่ไป๋ไป่เดินออกจากตำหนักตี้เฉิน แต่เธอก็ยังดูเหม่อลอยเหมือนเดิม

“ท่านพี่รัชทายาท ท่านตีข้าหน่อย ข้าฝันไปหรือไม่?” หญิงสาวชี้ไปที่แก้มขาวผ่องของตัวเองเพื่อให้พี่ชายคนโตปลุกให้เธอตื่นจากฝัน

“เมื่อกี้ท่านพ่อยอมตกลงว่าจะไม่ตอบรับคำขอของหนานซวนง่ายเกินไป”

หลังจากที่เธอเห็นมู่จวินฝานกับมู่เทียนฉงทะเลาะกัน เธอก็คิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคงจะได้ข้อสรุปที่แน่นอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“นี่ไม่ใช่ความฝัน” ชายหนุ่มมองท่าทางเหม่อลอยของน้องสาว แล้วเขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ จากนั้นเขาก็หัวเบา ๆ และยื่นมือออกไปลูบหัวอีกคนด้วยความเอ็นดู “เสด็จพ่อรักเจ้ามาก เขาไม่มีทางยอมให้เจ้าแต่งงานไปอยู่ต่างถิ่นหรอก”

“ไม่…” มู่ไป๋ไป่สอดสายตามองไปรอบ ๆ พอเห็นว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนี้ เธอจึงดึงพี่ชายคนโตเข้ามาใกล้ ๆ เพื่อกระซิบพูดเสียงเบา “หลังจากที่ท่านออกไป หวานหว่านก็พบอะไรบางอย่างในตำราเล่มหนึ่ง ตอนนี้เราสงสัยว่าท่านพ่อถูกอาคมจึงทำให้ท่านพ่อมีพฤติกรรมแปลกประหลาดไปจากเดิม”

“อาคม?” มู่จวินฝานตกตะลึงไปชั่วขณะ “มันคืออะไร?”

เขาอาศัยอยู่ในรั้ววังหลวงมานาน เขาไม่เคยได้ออกไปท่องยุทธภพเหมือนกับคนอื่น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะไม่รู้เรื่องพวกนี้มากเท่าเสด็จอา

มู่ไป๋ไป่จึงใช้โอกาสนี้เล่าสิ่งที่เธอได้ยินมาจากเซียวถังอี้เมื่อไม่นานมานี้ให้พี่ใหญ่ฟัง แล้วนำมันมาประกอบเข้ากับคำอธิบายในตำรา

มู่จวินฝานที่ได้ฟังดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นพร้อมกับพูดว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง มันก็มีความเป็นไปได้สูงมาก แล้วในตำราได้อธิบายวิธีการทำลายอาคมหรือไม่?”

“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นคนร่ายอาคมใส่เสด็จพ่อ?”

มู่ไป๋ไป่ถอนหายใจและส่ายหัวเบา ๆ “มีข่าวลือบอกว่าสิ่งที่เราต้องทำก็คือต้องฆ่าผู้ใช้อาคม แต่เราไม่มีทางตรวจสอบได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ”

“ส่วนวิธีการที่จะตามหาคนคนนั้น ในตำราบอกเอาไว้เพียงว่าคนที่ร่ายอาคมจะต้องรักษาบางอย่างที่ถูกเรียกว่า ‘สื่อกลาง’ เอาไว้”

มู่จวินฝานคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะส่งคนไปตรวจค้นในวังหลวงโดยที่ไม่ให้ใครรู้”

ในเมื่อท่านพี่รัชทายาทยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออีกแรง มู่ไป๋ไป่ก็รู้สึกโล่งใจมากยิ่งขึ้น

หลังจากที่ยืนยันกับมู่จวินฝานแล้วว่าหากมีข่าวอะไรเขาจะรีบแจ้งให้เธอทราบทันที หญิงสาวจึงได้กลับไปหาเซียวถังอี้

เธออยากจะดูว่าเหล่าทหารที่ถูกอาคมควบคุมเอาไว้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง

ภายในคุกหลวง

ขณะนี้มู่ไป๋ไป่กำลังเดินถือตะเกียงไปตามทางเดินอันมืดมิด ก่อนที่เธอจะได้ยินเสียงของเซียวถังอี้ดังมาจากระยะไกล

หญิงสาวรีบสาวเท้าเดินตามเสียงนั้นไปอย่างรวดเร็ว แต่เธอก็ไม่เห็นฉากการทรมานให้นักโทษสารภาพดังที่เธอเคยจินตนาการเอาไว้

กลายเป็นว่าตอนนี้ทหารทุกคนถูกล่ามโซ่ยืนเรียงแถวอยู่ตรงหน้าเซียวถังอี้เพื่อรอให้เขาทำการสอบสวน

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: ฝีมือของลี่เฟยจริง ๆ ด้วย ร้ายมากผู้หญิงคนนี้!

จบบทที่ บทที่ 468: เจ้าไปจัดการเรื่องนี้ให้ข้า

คัดลอกลิงก์แล้ว