เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 465: ข้าจะไปกับท่าน

บทที่ 465: ข้าจะไปกับท่าน

บทที่ 465: ข้าจะไปกับท่าน


“ข้าจะไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ” มู่จวินฝานก้าวออกมาด้วยสีหน้าเย็นชา มู่ไป๋ไป่แตกต่างไปจากเขา แม้ว่าในอนาคตนางจะต้องแต่งงานออกไป แต่นางก็ควรจะได้แต่งงานกับคนที่นางรักแทนที่จะเป็นเครื่องมือของเหล่าขุนนางในแคว้นเป่ยหลง

“ท่านพี่รัชทายาท ท่านอย่าไปเลย” หญิงสาวพูดห้ามพร้อมกับดึงพี่ชายคนโตเอาไว้ “ข้าเชื่อว่าท่านพ่อคงจะไม่เห็นด้วยกับพวกเขา”

“ไป๋ไป่ เจ้าก็รู้สถานการณ์ปัจจุบันของเสด็จพ่อเป็นอย่างดี” มู่จวินฝานขมวดคิ้วไม่เห็นด้วย “จะเป็นอย่างไรถ้า… ข้าหมายถึงว่าจะเป็นอย่างไรถ้าเสด็จพ่อตอบตกลง”

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากเกิดอะไรขึ้น มันก็จะสายเกินแก้”

มู่ไป๋ไป่เม้มปากทำหน้าเครียด เธอเข้าใจสถานการณ์ ณ ตอนนี้เป็นอย่างดี แต่ด้วยเหตุนี้เอง เธอจึงยืนกรานที่จะหาวิธีการรักษามู่เทียนฉงให้ได้ก่อน

เธอรู้ดีว่าความผิดปกติของท่านพ่อที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นมีความเกี่ยวข้องกับหนานซวน

“ปล่อยเขาไป” เซียวถังอี้ที่ก่อนหน้านี้ยืนอยู่เงียบ ๆ พูดขึ้นอย่างกะทันหัน “เราจะแยกกันลงมือ”

“ใช่ ไป๋ไป่ ปล่อยองค์รัชทายาทไปเถอะ” เซียวถังถังที่มักจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามพี่ชายของตัวเองมาตลอดบัดนี้รู้สึกเห็นด้วยกับเขาเป็นครั้งแรก “การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่!”

เมื่อมู่ไป๋ไป่เห็นว่าทุกคนต่างก็เป็นกังวลกันมาก เธอจึงจำต้องปล่อยมือ แต่เธอยังคงบอกกับพี่ชายคนโตว่า “ท่านพี่รัชทายาท ถ้า… ถ้าหากท่านกับท่านพ่อคิดเห็นไม่ตรงกัน ท่านก็อย่าได้ฝืนอีกเลย”

เหตุผลหลัก ๆ ที่เธอไม่ต้องการให้อีกฝ่ายออกหน้าแทนเธอเพราะเธอไม่อยากให้เขาขัดแย้งกับมู่เทียนฉง

สถานการณ์ปัจจุบันของท่านพ่อนั้นแปลกประหลาดมากพอแล้ว มู่จวินฝานเป็นถึงรัชทายาทแห่งเป่ยหลง เป็นผู้สนับสนุนหลักของเป่ยหลง

หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก ทั้งเป่ยหลงก็จะตกอยู่ในความโกลาหลยากที่จะแก้ไข

“ไม่ต้องกังวล” ชายหนุ่มรู้ดีว่าน้องสาวกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงยิ้มอ่อนโยนให้นาง “พี่รู้ขีดจำกัดของตนเองดี”

หลังจากองค์รัชทายาทพูดจบ เขาก็หายตัวออกไปจากตำหนักอวี๋ชิงอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่มู่ไป๋ไป่มองส่งพี่ใหญ่ออกไปจากตำหนัก เธอก็ลอบถอนหายใจเงียบ ๆ จากนั้นก็คิดอะไรบางอย่างแล้วหันไปหาเซียวถังอี้ “ชิงหานยังไม่กลับมาอีกหรือ?”

ในตอนเช้ามืดชายหนุ่มได้ส่งชิงหานไปติดตามสาวใช้ข้างกายลี่เฟย

ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว จริง ๆ เขาควรจะกลับมารายงานเจ้านายของตนได้แล้วไม่ใช่หรือ?

เซียวถังอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ชิงหานเป็นองครักษ์เงาที่ติดตามเขามานาน ดังนั้นเขาจึงรู้ถึงฝีมือของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี

ในวังหลวงแห่งนี้มีเพียงไม่กี่คนที่แข็งแกร่งกว่าชิงหาน

ในเมื่อเขายังไม่กลับมา นั่นหมายความว่าจะต้องมีอะไรบางอย่างขัดขวางเขาอยู่แน่

“ซั่วเยว่” เซียวถังอี้เอ่ยเรียกคนของตน

“ขอรับ!” ซั่วเยว่กระโดดลงมาจากหลังคา จากนั้นเขาก็พูดว่า “ข้าน้อยจะรีบไปดูที่ตำหนักตี้เฉินขอรับ”

ผู้เป็นนายพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยเตือนอีกฝ่ายว่า “ระวังตัวด้วย”

ทันทีที่มู่จวินฝานกับซั่วเยว่ออกไป ภายในเรือนก็ดูเหมือนจะร้างผู้คนไปไม่น้อย

ปัจจุบันเซียวถังถังที่ปกติมักจะซุกซนกลับมีท่าทีจริงจังผิดปกติ นางไม่กล้าทำเป็นเล่นอีกต่อไป ขณะนี้นางกำลังขมวดคิ้วเปิดตำราแพทย์ดูทีละหน้า

หากมองจากระยะไกล ท่าทางนั้นเหมือนนางรู้สึกรังเกียจความรู้ทางการแพทย์เหล่านี้มากกว่า

“ศิษย์พี่ ดูนี่สิเจ้าคะ…” ขณะที่ดวงตาของมู่ไป๋ไป่กำลังเมื่อยล้าเนื่องจากการเพ่งอ่านตำรามานาน อวี้หวานหว่านก็ยื่นตำราเล่มเล็กในมือให้เธอดู

“อาการที่เขียนเอาไว้ในนี้ดูเหมือนจะคล้ายกับอาการของฝ่าบาท…”

“แต่นี่ไม่ใช่ตำราแพทย์…”

นี่เป็นบันทึกการเดินทางที่มู่ไป๋ไป่เก็บรวมเอาไว้กับตำราแพทย์ซึ่งมันบันทึกเกี่ยวกับสิ่งที่คนเขียนได้พบเจอระหว่างการเดินทางของเขา

หญิงสาวกวาดตามองสิ่งที่เขียนเอาไว้ในตำราตามที่อวี้หวานหว่านชี้อย่างรวดเร็ว แล้วลมหายใจของเธอก็สะดุดอย่างกะทันหัน “อาคม?”

ในเวลาเดียวกัน 2 พี่น้องตระกูลเซียวต่างก็มุ่งความสนใจไปที่ทั้ง 2 คน

“อาคม? นั่นไม่ใช่มีเพียงในตำนานหรอกหรือ?” เซียวถังถังขยี้ตาที่เหมือนจะเห็นตัวหนังสือซ้อนกันอยู่หลายครั้งเบา ๆ

เซียวถังอี้เองก็ขมวดคิ้วเข้าหากันพร้อมกับพูดว่า “ข้าเคยเห็นคนที่ถูกอาคมมาก่อน อาการของพวกเขาคล้ายคนที่เป็นโรคทางจิตใจบางอย่าง มันไม่เหมือนกับอาการของเสด็จพ่อเจ้าหรอก”

“ท่านพี่ ท่านเคยเห็นคนที่ถูกอาคมมาก่อนหรือ เมื่อไหร่? มันเป็นแบบที่เขาเล่าลือกันจริงหรือ?” เซียวถังถังรู้สึกสงสัยใคร่รู้และอดไม่ได้ที่จะถามออกมาเมื่อได้ยินพี่ชายของตนพูดเช่นนี้

“ตามที่เขียนในตำราเล่มนี้ การใช้อาคมก็เหมือนกับคำสาปอย่างหนึ่ง” มู่ไป๋ไป่อ่านข้อความสั้น ๆ ในบันทึกการเดินทางแล้วพูดขึ้นมาว่า “แสดงว่าอาการของแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป…”

พอพูดถึงจุดนี้หญิงสาวก็หยุดชะงัก

ซึ่งสาเหตุที่เธอชะงักไปเป็นเพราะเธอนึกถึงฉากในละครแนวเล่ห์รักวังหลวงที่เธอเคยดูในชาติที่แล้ว

ตอนนั้นเธอคิดว่ามันไร้สาระมาก แต่ปัจจุบันเธอกำบันทึกการเดินทางเล่มนี้แน่นและคิดถึงอาการของมู่เทียนฉง นั่นทำให้มีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นมาบนหน้าผากขาวเนียน

ใช่… แม้แต่เธอเองก็ยังสามารถเข้าใจภาษาสัตว์ได้ แล้วนับประสาอะไรกับการที่ในโลกนี้จะมีอาคมด้วยล่ะ?

อย่างไรก็ตาม หญิงสาวไม่คาดคิดว่าจะมีใครกล้าใช้อาคมเข้าใส่ฮ่องเต้ แสดงว่าผู้ใช้อาคมจะต้องแข็งแกร่งและมั่นใจในตัวเองมาก

“ในนี้มันมีวิธีแก้อาคมหรือไม่?” เซียวถังถังเดินมาอยู่ข้างหน้าศิษย์พี่ใหญ่ “ตอนนี้เราไม่มีวิธีอื่นแล้ว เรามาลองดูกันดีกว่า ถ้าเราสามารถแก้ไขปัญหาได้ก็คงจะดี แต่ถ้าไม่ได้เราก็จะต้องหาวิธีอื่น”

“มันไม่ได้เขียนบอกไว้…” มู่ไป๋ไป่ส่ายหัว ก่อนจะมองเซียวถังอี้ที่ยืนอยู่ด้านข้างแล้วเอ่ยปากว่า “ท่านบอกว่าท่านเคยเห็นคนที่ถูกอาคมมาด้วยตาของตัวเอง แล้วสุดท้ายคนผู้นั้นจัดการแก้อาคมได้หรือไม่?”

ชายหนุ่มมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายแล้วพยักหน้า “แก้ได้”

“พวกเขาใช้วิธีการใด?” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้น จากที่เธอรู้จักเซียวถังอี้มา การที่เขามีท่าทีเช่นนี้ นั่นแปลว่าวิธีการแก้อาคมคงไม่ง่ายนัก ไม่อย่างนั้นเขาคงพูดออกมานานแล้ว

ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะอธิบายว่า “คนในครอบครัวของผู้ที่ถูกร่ายอาคมใส่จะต้องฆ่าผู้ต้องสงสัยที่เป็นคนใช้อาคม”

“หา?” เซียวถังถังอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ “หากเราฆ่าผู้ใช้อาคมสำเร็จ คนผู้นั้นก็จะปลอดภัยหรือ?”

“ใช่” เซียวถังอี้พูดพลางถอนหายใจเบา ๆ “ในตอนนั้นข้าไม่คิดจริง ๆ ว่าคนผู้นั้นจะถูกอาคม”

“ท่านคิดว่านั่นเป็นเพียงการแสดงของผู้ใช้อาคม และต้องการจะฆ่าคนเท่านั้นหรือ?” มู่ไป๋ไป่คิดตามคำกล่าวของชายหนุ่มและพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

แล้วแสงจาง ๆ ก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของเซียวถังอี้ “ถูกต้อง”

“ไม่น่าแปลกใจเลยที่ท่านคิดแบบนั้น” หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ “ถ้าเป็นข้า การใช้อาคมที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้มันดูแปลกประหลาดมากเกินไป ข้าก็ไม่คิดว่านั่นจะเป็นเรื่องจริงเหมือนกัน”

“แล้วมันจริงหรือไม่จริงล่ะ?” เซียวถังถังยังคงรู้สึกสับสนว่าทั้ง 2 คนกำลังเอ่ยถึงเรื่องอะไร “แบบนี้เราจะหาผู้ใช้อาคมได้อย่างไร?”

ดวงตาของมู่ไป๋ไป่หม่นแสงลง ในขณะที่เธอพูดว่า “นี่มันยังไม่ชัดเจนอีกหรือ? ความผิดปกติทั้งหมดของท่านพ่อเริ่มต้นขึ้นตอนที่พบกับลี่เฟย สิ่งที่ข้าอยากรู้ตอนนี้ก็คือ ใครสอนให้ลี่เฟยใช้วิธีการโหดร้ายเช่นนี้”

ลี่เฟยน่าจะไม่รู้เกี่ยวกับอาคมมาก่อน อย่างน้อยก็ก่อนที่นางจะถูกส่งไปที่ตำหนักเย็น ไม่เช่นนั้นนางคงไม่ถูกราชครูปลอมหลอกเอาง่าย ๆ

มีความเป็นไปได้ว่าคงมีคนสอนเรื่องนี้ให้นางหลังจากที่นางเข้าไปอยู่ในตำหนักเย็นแล้ว

ทันใดนั้นมู่ไป๋ไป่ก็เสียวสันหลังวาบ

“ไม่นะ! ชิงหานกับซั่วเยว่กำลังตกอยู่ในอันตราย!” หญิงสาวหันไปคว้าแขนเสื้อของเซียวถังอี้แน่น “ในเมื่อลี่เฟยสามารถร่ายอาคมใส่ท่านพ่อได้ นางก็คงจะสามารถร่ายอาคมใส่คนอื่นได้อย่างแน่นอน”

ชั่วอึดใจนั้นสีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นเย็นชา ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากสั่งว่า “พวกเจ้าอยู่ในตำหนักอวี๋ชิงอย่าไปไหน ข้าจะไปดูเอง”

“ข้าจะไปกับท่าน!” มู่ไป๋ไป่รู้สึกเป็นกังวลจึงเอ่ยแย้งอีกฝ่าย “ท่านอย่าลืมสิ ข้าเป็นจ้าวอสูร อาคมพวกนั้นคงใช้ไม่ได้ผลกับข้าเหมือนกับแมลงพิษ อย่างน้อยการที่ข้าติดตามท่านไปข้าก็สามารถช่วยท่านได้!”

จบบทที่ บทที่ 465: ข้าจะไปกับท่าน

คัดลอกลิงก์แล้ว