เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 464: อย่าประเมินตัวเองต่ำเกินไป

บทที่ 464: อย่าประเมินตัวเองต่ำเกินไป

บทที่ 464: อย่าประเมินตัวเองต่ำเกินไป


“อะไรนะ?” เซียวถังถังตกใจจนอ้าปากค้าง “เราเพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวงได้แค่ไม่กี่วันเอง ทำไมถึงได้เกิดเรื่องมากมายขนาดนี้?”

เซียวถังอี้ได้แต่จ้องไปที่น้องสาวอย่างเย็นชา ทำให้นางยอมเงียบปากนั่งลงนิ่ง ๆ ทันที

“เจ้าแน่ใจหรือว่าเสด็จพ่อไม่ได้ถูกวางยาพิษ?” มู่จวินฝานถามขึ้นเสียงทุ้มหลังจากพิจารณาสิ่งที่น้องสาวเล่าให้ฟัง

มู่ไป๋ไป่เม้มปากแน่นก่อนจะพูดว่า “ข้าเองก็ไม่รู้ สหายของข้าไม่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติอื่นใด”

ตามความคิดของเธอ อาการของมู่เทียนฉงน่าจะเหมือนกับการถูกวางยาพิษมากกว่า

แต่เสี่ยวหยินได้ตรวจสอบแล้วก็ไม่พบอะไร ดังนั้นเธอจึงไม่รู้ว่าจะใช้วิธีไหนตรวจสอบเรื่องนี้อีกแล้ว

“ข้าเข้าใจแล้ว” มู่จวินฝานพยักหน้าก่อนจะยืนขึ้น “ถ้าเช่นนั้นเราก็มาเริ่มกันเลยเถอะ”

ชายหนุ่มไม่อยากชักช้าเสียเวลาอีกต่อไป เขาจึงได้แบ่งตำราแพทย์ในห้องเก็บตำราให้คนของเขารับผิดชอบอ่านในพื้นที่ของตน

นอกจากเซียวถังถัง ทุกคนก็ตั้งใจเปิดตำราแพทย์อ่านกันอย่างละเอียด

ยามนี้หญิงสาวได้แต่มองดูกองตำราแพทย์ตรงหน้าด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย พร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ “หวานหว่าน เจ้าช่วยแบ่งตำราไปอ่านสัก 2-3 เล่มได้หรือไม่?”

“หืม?” อวี้หวานหว่านถอนสายตาจากคนตรงข้ามไปมองเซียวถังถัง ในขณะที่แก้มของนางยังคงแต่งแต้มด้วยสีชมพูอ่อน “ศิษย์พี่รอง ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ?”

“ข้าบอกว่า…” เซียวถังถังกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะเอนตัวไปด้านหน้าและมองไปยังทิศทางที่อีกฝ่ายเพิ่งมองไป “เฮอะ หวานหว่าน เมื่อกี้เจ้าคงไม่ได้แอบมององค์รัชทายาทอยู่ใช่หรือไม่?”

คำถามนั้นทำให้ดวงตาของอวี้หวานหว่านเบิกกว้าง แล้วนางก็รีบส่ายหัวโบกมือปฏิเสธ “ไม่ ไม่ใช่ ศิษย์พี่รอง ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าแค่… แค่…”

“อ๋อ ถ้าเจ้าไม่ได้มองก็อย่ากังวลไปเลย” เซียวถังถังปัดมือแบบไม่ใส่ใจนัก “ศิษย์พี่แค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้น”

“หวานหว่าน เจ้าก็รู้ว่าถ้าศิษย์พี่อ่านหนังสือจะรู้สึกปวดหัวมาก ฉะนั้นเจ้าช่วยข้าอ่านตำราสักหน่อยได้หรือไม่ เอาไว้หลังจากเรากลับไป ข้าจะซื้อขนมให้เจ้าเป็นการตอบแทน”

เด็กหญิงเตรียมจะพยักหน้าตอบตกลง แต่แล้วนางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงกระซิบถามว่า “เราต้องออกจากวังหลวงทันทีที่อ่านตำราแพทย์พวกนี้เสร็จหรือเจ้าคะ?”

“ใช่” คนเป็นศิษย์พี่รองมองศิษย์น้องของตนด้วยสายตาประหลาด “วังหลวงแห่งนี้เป็นสถานที่ที่โหดร้ายมาก พวกเราไม่ควรรั้งอยู่นาน”

“แถมคนของหนานซวนก็จะเดินทางมาถึงวันพรุ่งนี้แล้ว เจ้ายังเด็ก เจ้าคงไม่รู้ว่าคนของหนานซวนนั้นชั่วร้ายเพียงใด หากเราตกเป็นเป้าโจมตีของอีกฝ่าย ไป๋ไป่คงจะลำบากน่าดู”

อวี้หวานหว่านเม้มปาก ก่อนจะตัดสินใจพูดเสียงเบา ๆ ว่า “ข้า… ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ ท่านย่าบอกว่าอีก 3-4 ปีข้าก็ต้องแต่งงานแล้ว”

“หืม?” เซียวถังถังดีดหน้าผากศิษย์น้องด้วยความรู้สึกขบขัน “เจ้าคิดจะแต่งงานเร็วอย่างนั้นหรือ พ่อแม่เจ้าคงไม่เห็นด้วยหรอก”

“ศิษย์พี่รอง… ท่านอย่าทำเหมือนว่าข้าเป็นเด็ก ๆ สิ” อวี้หวานหว่านหลุบสายตาลงต่ำพลางพูดกระเง้ากระงอด “ข้าไม่ช่วยท่านอ่านตำราแล้ว ท่านอ่านเองเลย”

หลังจากพูดจบเด็กหญิงก็เขยิบตัวไปหาศิษย์พี่ใหญ่ที่กำลังถือตำราแพทย์อยู่

ขณะนี้มู่ไป๋ไป่กำลังคุยเรื่องโรคที่บันทึกเอาไว้ในตำราแพทย์กับมู่จวินฝาน พอเธอสังเกตเห็นว่ามีคนขยับมาใกล้ ๆ เธอจึงหันไปมองอีกฝ่ายแล้วเอ่ยถามว่า “หวานหว่าน มีอะไรหรือ เจ้าเหนื่อยหรือเปล่า?”

“ถ้าเจ้าเหนื่อย ข้าจะสั่งให้คนพาเจ้าไปพักผ่อนที่ห้อง เดี๋ยวศิษย์พี่รองของเจ้าจะจัดการส่วนที่เหลือเอง”

เซียวถังถังที่นั่งอยู่ไม่ไกลได้ยินดังนั้นจึงคร่ำครวญออกมา “อ๋า~ ไป๋ไป่ ท่านจะทำแบบนี้กับข้าไม่ได้นะ นี่ข้ายังเป็นศิษย์น้องของท่านหรือไม่?”

มู่ไป๋ไป่เหลือบมองคนพูดด้วยหางตา “ศิษย์น้องที่ข้าเอ่ยถึงคือหวานหว่าน ไม่ใช่เจ้า”

จากนั้นทั้งคู่ก็โต้เถียงกันประหนึ่งกับว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้น ขณะที่อวี้หวานหว่านกำลังแอบมองสำรวจมู่จวินฝานเงียบ ๆ

ทางด้านองค์รัชทายาทที่สังเกตเห็นสายตาของนาง เขาจึงพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มจาง ๆ ให้อีกฝ่าย “มีอะไรหรือไม่?”

มู่จวินฝานรู้ว่ามู่ไป๋ไป่ให้ความสำคัญกับคนในหุบเขาหมอเทวดา ดังนั้นเขาจึงทำดีกับคนที่นางรักและเต็มใจที่จะวางท่าทางขององค์รัชทายาทลงและทำตัวเหมือนคนธรรมดากับทุกคน

“เปล่าเพคะ…” อวี้หวานหว่านส่ายหัวเบา ๆ แล้วนางก็รวบรวมความกล้าที่จะก้าวเข้าไปหาชายหนุ่ม “ที่จริงแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่หม่อมฉันไม่ค่อยเข้าใจนัก”

มู่จวินฝานคุ้นชินกับพฤติกรรมแบบเดียวกันกับมู่ไป๋ไป่ตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก แต่เมื่อเห็นเด็กหญิงหน้าแดงขึ้นหลังจากพูดได้เพียงไม่กี่ประโยค เขาก็รู้สึกว่ามันดูน่าตลกเล็กน้อย “ข้าได้ยินจากไป๋ไป่ว่าเจ้าเติบโตมากับการอ่านตำราแพทย์ คงเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะไม่เข้าใจเรื่องในตำราใช่หรือไม่?”

คำพูดดังกล่าวทำให้ใบหน้าของอวี้หวานหว่านที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงมากขึ้นไปอีก นางรีบหลบสายตาก่อนจะพูดตะกุกตะกักว่า “ศิษย์-ศิษย์พี่กล่าวเกินไปแล้ว หม่อมฉันไม่ได้เก่งกาจเหมือนที่ศิษย์พี่พูด….”

นี่คือความจริง แม้แต่เจียงเหยา แม่ของนางก็ยังบอกว่าพรสวรรค์ของมู่ไป๋ไป่นั้นหาได้ยาก ซึ่งในรอบพันปีจะมีเพียงคนหนึ่ง

นางไม่เคยรู้สึกอิจฉาศิษย์พี่ใหญ่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

ยิ่งไปกว่านั้น มู่ไป๋ไป่ก็คอยดูแลนางเป็นอย่างดี อีกทั้งนางไม่ได้มีความคิดที่จะสืบทอดตำแหน่งเจ้าหุบเขาหมอเทวดามากนักด้วย

แทนที่จะเอาแต่อ่านตำราแพทย์ และหมกมุ่นอยู่กับสมุนไพรทุกวัน นางชอบเที่ยวเล่นรอบ ๆ หุบเขาพร้อมกับเซียวถังถังมากกว่า

“เจ้าอย่าได้ประเมินตัวเองต่ำเกินไป” มู่จวินฝานมองเด็กหญิงตรงหน้าด้วยสายตาแน่วแน่ และนึกถึงวัยเด็กของมู่ไป๋ไป่

ในเวลาเดียวกันนั้น จู่ ๆ เขาก็นึกสงสารนางขึ้นมาชั่วขณะ เขาจึงเอื้อมมือไปแตะศีรษะของอีกฝ่ายเหมือนอย่างที่เขาทำกับน้องสาวของตน

ทางด้านอวี้หวานหว่านเอาแต่จ้ององค์รัชทายาทนิ่งแล้วรู้สึกว่าเสียงที่อยู่รอบกายของตนนั้นได้หายไปจนสิ้น

ในสายตาของนางมองเห็นเพียงชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านางเท่านั้น

“คุณหนู! คุณหนู! เกิดเรื่องแล้ว!” จู่ ๆ จื่อเฟิงก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอกอย่างรวดเร็วจนเกือบจะชนเข้าใส่อวี้หวานหว่านที่ยืนอยู่ไม่ไกล

โชคดีที่มู่จวินฝานตอบสนองเร็วพอจึงได้ดึงเด็กหญิงมาหลบด้านข้างให้พ้นจากแรงปะทะจากชายร่างใหญ่

“จื่อเฟิง ระวังหน่อยสิ” มู่ไป๋ไป่ตกใจจนหัวใจแทบวายตาย “หวานหว่านตัวเล็กนิดเดียว ถ้าท่านชนนางจะทำอย่างไร?”

“ขออภัย คุณหนู ข้ารีบร้อนมากเกินไป” จื่อเฟิงเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ใบหน้าซื่อ ๆ ของเขาฉายแววตื่นตระหนก “ทูตจากแคว้นหนานซวนเพิ่งเข้าเฝ้าฝ่าบาท”

“อะไรนะ?!” มู่ไป๋ไป่กับเซียวถังอี้หันมาสบตากันทันที “พวกเขาจะมาถึงพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ?”

ข่าวจากองครักษ์เงาของเซียวถังอี้ไม่น่าจะผิดพลาด

เช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้เพียงทางเดียวเท่านั้น…

คนของหนานซวนได้เตรียมตัวที่จะปกปิดที่อยู่ที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ตั้งแต่แรก

แต่พวกเขาทำไปเพื่ออะไรล่ะ?

“ข้าเองก็ไม่ทราบขอรับ” จื่อเฟิงส่ายหัวอย่างเป็นกังวล “แล้ว… แล้วข้าก็ได้ยินมาว่าทูตของหนานซวนทูลขอฝ่าบาทให้ประทานสมรส”

จังหวะนั้นมู่ไป๋ไป่ เซียวถังอี้และมู่จวินฝานต่างก็หน้าถอดสี

มีเพียงเซียวถังถังเท่านั้นที่ยังไม่เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมด “แล้วเขาจะแต่งกับใคร ข้าจำได้ว่าในวังหลวงไม่มีองค์หญิงที่อายุเหมาะสมที่จะแต่งงานเลยนอกจากไป๋ไป่…”

“หรือว่าจะเป็นมู่เชียน?”

“แบบนี้เองสินะ นางถึงได้บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่านางจะได้มาเข้าเฝ้าในวัง ที่แท้นางกำลังจะสมรสเชื่อมสัมพันธ์กับหนานซวนนี่เอง”

ทางด้านจื่อเฟิงเม้มริมฝีปากโดยที่ไม่พูดอะไร

มู่ไป๋ไป่สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะถามว่า “พวกเขาทูลขอประทานสมรสกับข้าหรือ?”

ลางบอกเหตุที่คอยร้องเตือนอยู่ในใจของเธอตั้งแต่วันวานดูเหมือนว่าจะได้รับการยืนยันแล้ว ยิ่งรู้แบบนี้มันก็ยิ่งทำให้เธอคลายกังวลไม่ได้จริง ๆ

จื่อเฟิงพยักหน้าตอบหนักแน่น “ขอรับ”

“อะไรนะ?!” เซียวถังถังอ้าปากค้าง ในขณะที่นางตื่นเต้นจนเลิกสนใจตำราแพทย์ที่อยู่ใต้เท้าของตัวเองจนเกือบจะสะดุดล้ม “หนานซวนทูลขอประทานสมรสกับไป๋ไป่หรือ?”

“ไม่นะ! อย่าแม้แต่จะคิด!”

ไป๋ไป่คือพี่สะใภ้ที่ตนหมายตาเอาไว้ นางจะไปแต่งงานกับคนอื่นได้อย่างไรกัน!

“ข้าเข้าใจแล้ว” มู่ไป๋ไป่พยักหน้ารับนิ่ง ๆ “เช่นนั้นเราก็มาอ่านตำราแพทย์กันต่อเถอะ…”

“ไป๋ไป่ ทำไมท่านถึงยังใจเย็นได้ขนาดนี้!” เซียวถังถังขยี้หัวตัวเองด้วยความกระวนกระวาย

จบบทที่ บทที่ 464: อย่าประเมินตัวเองต่ำเกินไป

คัดลอกลิงก์แล้ว