เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 205: ทั้ง 2 มีใจให้กัน

บทที่ 205: ทั้ง 2 มีใจให้กัน

บทที่ 205: ทั้ง 2 มีใจให้กัน


“ยุติธรรม?” เซียวถังอี้ยังคงยิ้มไม่หุบ “ข้าไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลย”

มันเป็นเรื่องดีมากแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เอาเปรียบคนอื่น แต่เจ้าตัวเล็กนี่กลับมาพูดเรื่องความยุติธรรมกับเขา

“ข้าเข้าใจแล้ว” มู่ไป๋ไป่ปัดมืออีกคนออกไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคยถูกท่านหลอกมาก่อนสักหน่อย”

เด็กหนุ่มเลิกคิ้วพร้อมกับคิดว่าตนเคยไปหลอกเจ้าเด็กนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

ไม่สิ เด็กน้อยคนนี้ดูเหมือนจะใจกล้ามากยิ่งขึ้นยามที่อยู่ต่อหน้าเขา

การที่นางไม่เรียกเขาว่าเสด็จอานั้นเขาไม่ถือสา แต่การที่นางมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไรนั้นไม่น่าให้อภัยยิ่งนัก

เซียวถังอี้กำลังคิดว่าจะสั่งสอนมู่ไป๋ไป่สักหน่อย แต่จู่ ๆ มู่จวินเซิ่งก็เดินเข้ามา

“เสด็จอา หลังจากที่หารือกับกุนซือมู่หรงแล้ว เราตัดสินใจจะลงมือในคืนนี้” ขณะนี้ใบหน้าหล่อเหลาของมู่จวินเซิ่งดูจริงจังมาก

มู่ไป๋ไป่รู้สึกว่าพี่ชายคนรองของเธอแตกต่างไปจากปกติอย่างสิ้นเชิงในทุกครั้งที่เขาพูดถึงธุระทางทหาร

“เจ้าจะลงมือด้วยตัวเองหรือ?” เซียวถังอี้ครุ่นคิดเล็กน้อย “มันอันตรายเกินไป”

“แต่ฝีมือของกระหม่อมดีที่สุดในกองทัพ” มู่จวินเซิ่งอธิบายต่อไปว่า “ไม่มีใครในกองทัพสามารถเทียบกระหม่อมได้ในเรื่องวิชาตัวเบา”

ครั้งนี้เขาจะไปที่แคว้นหนานซวนเพื่อช่วยคน มันเป็นการลักลอบเข้าไปภายในค่ายทหาร ดังนั้นเขาจึงเลือกเฉพาะคนที่มีวิชาตัวเบาที่เก่งที่สุดเท่านั้น

“พี่รอง บางทีวิชาตัวเบาของท่านอาจจะดีที่สุดในกองทัพ แต่ข้าคิดว่าตอนนี้มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป” มู่ไป๋ไป่ขัดพี่ชายขึ้นมาทันที “ท่านลืมอวี้เซิ่งไปแล้วหรือ?”

เธอเคยสัมผัสวิชาตัวเบาของชายคนนั้นตอนที่อยู่ในวังหลวง

นั่นคือคนที่หลบซ่อนตัวได้ไร้ร่องรอยอย่างแท้จริง

“อวี้เซิ่ง?” มู่จวินเซิ่งตกตะลึง ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้เขาจะลืมอีกฝ่ายไปแล้วจริง ๆ

“ใช่” มู่ไป๋ไป่ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ถึงอย่างไรครั้งหนึ่งเขาก็เป็นถึงนักฆ่าอันดับ 1”

ในเวลาเดียวกัน อวี้เซิ่งที่กำลังนั่งอยู่ข้างกองไฟก็จามออกมา

เจียงเหยาซึ่งกำลังนอนเอามือก่ายหน้าผากค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาถามว่า “ท่านเป็นหวัดหรือ?”

“ไม่ใช่!” ชายหนุ่มยิ้มอย่างไม่แยแส จากนั้นก็นำมันย่างออกจากกองไฟมาปอกเปลือกแล้วส่งให้อีกคน “นี่ รีบกินตอนร้อน ๆ สิ”

หมอสาวเหลือบมองอีกฝ่ายก่อนจะยกยิ้มมุมปาก “ทำไมท่านถึงดีกับข้าขนาดนี้?”

พวกเขาทั้ง 2 ใช้เวลาร่วมกันในเมืองชิงหยางมานานกว่า 10 วัน จากคนแปลกหน้าในตอนแรกก็ค่อย ๆ คุ้นเคยกันมากขึ้น

เจียงเหยาไม่ใช่คนโง่ นางสัมผัสได้ถึงความเอาใจใส่ที่โง่เขลาของชายคนนี้ที่มีต่อนาง

“ขะ-ข้า… ข้าดีกับเจ้าหรือ?” อวี้เซิ่งพูดตะกุกตะกักอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกมาว่า “ข้าดีกับเจ้าขนาดนั้นเลยหรือ?”

“...” เจียงเหยาถอนหายใจ นางช่างโง่เง่าจริง ๆ ที่คิดไปเช่นนั้น “ลืมมันไปเสียเถอะ ถือว่าข้าไม่ได้พูดเรื่องนี้ก็แล้วกัน ส่งมันมาให้ข้าสิ”

“อืม” นักฆ่าหนุ่มยื่นมันเผาที่เย็นลงแล้วให้อีกฝ่าย จากนั้นก็หันไปย่างข้าวโพดต่อ

เมื่อหญิงสาวมองดูแผ่นหลังที่ตั้งตรงของชายหนุ่ม นางก็ไม่ได้ที่จะถามออกมาว่า “ท่านไม่กินหรือ?”

“หา? อ๋อ… ข้าไม่หิว” อวี้เซิ่งส่ายหัวตอบ “เจ้ากินให้อิ่มก่อนเถอะ”

การกินอาหารของเจียงเหยานั้นเป็นเรื่องใหญ่ เขาไม่อยากทำให้ใครอดอาหารตายโดยไม่ตั้งใจเหมือนกับที่เขาทำในเมืองชิงหยางเมื่อไม่กี่วันก่อน

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นตอนที่พวกเขาเดินทางไปถึงเมืองชิงหยาง

หลังจากที่ได้รู้ว่าซุนเต๋อเซิ่งกักคนที่ถูกพิษเอาไว้ในที่เดียวกัน เขากับเจียงเหยาก็แยกกันไปคนละทาง โดยที่คนหนึ่งไปจัดการกับพวกเจ้าหน้าที่ที่อ่อนแอของตาเฒ่าซุน ส่วนอีกคนตรงไปยังเรือนที่กักขังคนที่ถูกพิษเอาไว้

แม้ว่าวิธีการรักษาอาการนั้นจะไม่ยากสักเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่ได้สบายมากนัก

หมอสาวต้องดูแลผู้ป่วยหลายคนเพียงลำพังโดยที่หมอคนอื่น ๆ ไม่สามารถช่วยนางได้ นางจึงทำได้เพียงลงมือด้วยตัวเองเท่านั้น

ทางด้านอวี้เซิ่งในตอนแรกเขาก็ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของเจียงเหยา จนกระทั่งวันหนึ่งนางเป็นลมหมดสติไปในขณะที่กำลังรักษาผู้ป่วย

จากนั้นชายหนุ่มก็รู้ว่าอีกฝ่ายแทบไม่ได้กินอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลยตั้งแต่ที่มาถึงเมืองชิงหยาง

แล้วอวี้เซิ่งก็รู้สึกโกรธมาก เขาโกรธที่เจียงเหยาไม่ใส่ใจสุขภาพร่างกายของตน อีกทั้งเขายังโกรธตัวเองที่ไม่ดูแลนางให้ดี

ก่อนหน้านี้เขาเป็นคนอาสาที่จะเดินทางมากับเจียงเหยาเพราะเขาเคยได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับนางในยุทธภพ เขาอยากจะรู้ว่าสตรีแบบไหนที่ถูกกล่าวขานเช่นนั้น

หลังจากที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันสักพัก เขาก็ค่อย ๆ ค้นพบว่าเจียงเหยานั้นไม่ได้ต่างจากผู้หญิงทั่วไป

หากจะมีอะไรพิเศษเกี่ยวกับนาง ก็คงจะเป็นความเมตตาที่หมอคนหนึ่งควรมี

ตราบใดที่นางสามารถรักษาโรคและช่วยเหลือผู้คนได้ นางก็ไม่ได้สนใจชีวิตของตัวเองด้วยซ้ำ

พออวี้เซิ่งคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว

“ท่านเองก็ควรจะกินอะไรบ้างเหมือนกัน” เจียงเหยาแบ่งมันเผาครึ่งหนึ่งแล้วโยนไปให้ชายที่นั่งอยู่ข้างกองไฟ

นักฆ่าหนุ่มที่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็รู้สึกเห่อร้อนไปทั่วหน้า

ขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ย

“ฮ่า ๆๆ หากคนที่ถูกท่านฆ่าไปก่อนหน้านี้เห็นว่าท่านซื่อบื้อมากเพียงใด พวกเขาคงจะโกรธจนคลานออกมาจากหลุมศพ” อวี้ฉีถือไหสุราอยู่ไม่ไกล แล้วเขาก็พูดขึ้นว่า “พี่สะใภ้ ถ้าไม่รังเกียจ ข้าขอร่วมวงด้วยได้หรือไม่?”

เจียงเหยาชะงักไปทันที “เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?”

“อวี้ฉี เลิกล้อเล่นได้แล้ว!” อวี้เซิ่งเหลือบมองหญิงสาวอย่างเป็นกังวล “พี่สะใภ้อะไรกัน! ถ้าเจ้ายังพูดเรื่องไร้สาระอีก ระวังจะไม่มีปากใช้!”

“นี่ข้ากำลังพูดเรื่องไร้สาระเช่นนั้นหรือ?” อวี้ฉีกระดกไหสุราดื่ม ก่อนจะหันมามองสลับไปมาระหว่างชายหญิงทั้ง 2 ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้าคิดว่าพวกท่านทั้ง 2 ต่างมีใจให้กัน แล้วข้าพูดผิดตรงไหน?”

ขณะนี้แก้มเนียนขาวของเจียงเหยาเปลี่ยนเป็นสีแดงจาง ๆ ภายใต้แสงไฟ

“ก็เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าเจ้าเข้าใจผิด!” อวี้เซิ่งก้าวออกไปขวางอยู่ตรงหน้าหมอสาวพร้อมกับวาดขาออกไปจะเตะน้องชายจอมปากมากสักที แต่คู่ต่อสู้ก็หลบไปได้

อวี้เซิ่งไม่ยอมแพ้รีบไล่ตามอีกฝ่ายไปทันที

จากนั้นพี่น้องฝาแฝดก็เริ่มต่อสู้กันอยู่ข้างกองไฟ

ทางด้านเจียงเหยาเฝ้าดูอยู่เงียบ ๆ จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วกลับเข้าไปในกระโจม

ตอนนี้นางไม่อยากเห็นคนโง่ทะเลาะกัน

“นางก็ไปแล้ว ทำไมท่านถึงยังสู้อยู่อีก?” อวี้ฉีเหลือบมองร่างที่หายลับตาไปของหมอสาวก่อนจะถอยออกไป

“อวี้เซิ่ง ท่านนี่มันไม่ได้เรื่องจริง ๆ ท่านเองก็ได้ใช้เวลาอยู่กับนางมาพักหนึ่งแล้ว แต่เหตุใดท่านถึงไม่ทำให้มันชัดเจนล่ะ?”

ในขณะที่อวี้ฉีถอนตัวออกไป อวี้เซิ่งก็ลดแขนตัวเองลงเช่นกัน

แล้ว 2 พี่น้องก็เดินไปนั่งลงที่ข้างกองไฟอย่างพร้อมเพรียง

“อวี้ฉี อย่าพูดเรื่องไร้สาระ” นักฆ่าหนุ่มมองดูเปลวเพลิงที่เต้นระบำอยู่ในกองไฟแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “แม่นางเจียงนางมีเป้าหมายที่สำคัญรออยู่ นางไม่สามารถมาคิดถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้ได้”

อวี้ฉีที่ได้ยินเช่นนั้นก็แค่นเสียงเยาะเย้ย “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเช่นนั้น เลิกเสแสร้งได้แล้ว”

อวี้เซิ่งหยุดพูดไปทันที แน่นอนว่าเขารู้

“เฮอะ คนแถวนี้มันหลอกตัวเองเก่งจริง ๆ” อวี้ฉีรู้สึกโกรธมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่าพี่ชายฝาแฝดเป็นแบบนี้ แต่เขาก็ขี้เกียจเกินกว่าจะมาพูดพร่ำทำเพลงกับอีกฝ่าย เขาจึงเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น “ท่านอ๋องเรียกหาท่าน”

“เกิดอะไรขึ้น?” นักฆ่าหนุ่มขมวดคิ้ว “ข้าเพิ่งกลับมาเขาก็มีเรื่องจะรับสั่งข้าอีกแล้วหรือ เขาใช้เจ้าบ้างไม่ได้หรืออย่างไร ถึงอย่างไรพวกเราก็หน้าตาเหมือนกัน”

“ใครหน้าตาเหมือนท่านกัน?” อวี้ฉีกลอกตามองคนพูดด้วยสายตารังเกียจ “อีกอย่าง ข้าไม่เคยตกปากรับคำว่าจะยุ่งเรื่องในราชสำนักด้วย”

หลังจากพูดจบเขาก็หันหลังกลับไปพักผ่อนที่กระโจมของตัวเองเงียบ ๆ

“ชิ” อวี้เซิ่งส่งเสียงขัดใจในลำคอ แต่สุดท้ายเขาก็ต้องเดินไปที่กระโจมของเซียวถังอี้อย่างไม่เต็มใจ

เมื่อไม่มีใครอยู่รอบกองไฟ ร่างเล็ก ๆ 2 คนก็เดินออกมาจากมุมมืด

“ทำไมอวี้เซิ่งถึงซื่อบื้อขนาดนี้! ถ้าข้าเป็นว่าที่อาจารย์ ข้าคงโกรธไปนานแล้ว!” มู่ไป๋ไป่พูดพร้อมกับทำสีหน้าดูถูก

ระหว่างทางที่เธอเดินกลับกระโจม เธอบังเอิญผ่านมาที่นี่และได้เห็นเซียวถังอี้กับเจียงเหยานั่งอยู่ด้วยกัน เธอรู้สึกว่าตนได้กลิ่นตุ ๆ จึงได้พาหลัวเซียวเซียวไปซ่อนตัวเพื่อรอชมความสนุก

จบบทที่ บทที่ 205: ทั้ง 2 มีใจให้กัน

คัดลอกลิงก์แล้ว