เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 203: เจ้าหนูน้อยกลับมาแล้ว

บทที่ 203: เจ้าหนูน้อยกลับมาแล้ว

บทที่ 203: เจ้าหนูน้อยกลับมาแล้ว


ไม่นานโจ๊กหมูไข่เยี่ยวม้าก็ถูกทำขึ้นมา 1 หม้อตามคำสั่งของมู่ไป๋ไป่ เนื้อโจ๊กสีขาวเนียนผสานด้วยไข่เยี่ยวม้าสีเหลืองทอง และตบท้ายด้วยการโรยต้นหอม

“หอมมากเลยเพคะ!” หลัวเซียวเซียวหันไปมององค์หญิงหกด้วยสีหน้าสงสัย “องค์หญิงคิดอย่างไรถึงนำไข่ที่หมักไว้มาทำโจ๊กหรือเพคะ?”

การนำไข่เยี่ยวม้ามาใส่ในโจ๊กนั้นนางเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก

“ใช่พ่ะย่ะค่ะ” คนที่เป็นพ่อครัวก็รู้สึกประหลาดใจมากเช่นกัน “กระหม่อมไม่คิดว่าไข่ที่หมักไว้จะมีกลิ่นหอมถึงเพียงนี้เมื่อเอามันมาใส่ในโจ๊ก”

“มันไม่ได้มีเพียงแค่กลิ่นหอมเท่านั้น” มู่ไป๋ไป่ตักโจ๊กใส่ชามและนำไปวางในถาด “มันช่วยเพิ่มรสชาติโจ๊กให้ดียิ่งขึ้น”

ในขณะนั้นเอง มู่จวินเซิ่งที่บังเอิญเดินผ่านมาได้กลิ่นหอมของอาหารก็เดินเข้ามาในห้องครัว ตอนที่เขากำลังจะเอ่ยปากถามว่ากลิ่นอะไร เขาก็เห็นร่างเล็ก ๆ เดินมาพร้อมกับถาดใส่โจ๊ก

“ไป๋ไป่?” เด็กหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยสายตาประหลาดใจ “เจ้าทำมันขึ้นมาเองหรือ?”

กลิ่นอาหารที่เขาได้กลิ่นตั้งแต่อยู่ด้านนอกนั้นมาจากชามในมือของน้องสาว

“ฮึ ทีนี้ท่านรู้แล้วหรือยังว่าข้าก็มีฝีมือ” มู่ไป๋ไป่เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “ข้าจะเอาโจ๊กหมูไข่เยี่ยวม้าไปให้ท่านพี่รัชทายาทกินตอนร้อน ๆ พี่รองช่วยหลีกทางด้วย”

หลังจากพูดจบเธอก็เดินหนีไปโดยไม่สนใจมู่จวินเซิ่งที่กำลังยืนน้ำลายสอ

“...”

ตามหลักเหตุผลแล้ว เด็กน้อยคนนั้นควรให้เขาได้ลองชิมสักหน่อยไม่ใช่หรือ?

ในกระโจมขององค์รัชทายาท ปัจจุบันเจียงเหยาได้เอาเข็มเงินบนศีรษะของมู่จวินฝานออกแล้ว

นอกจากใบหน้าของเขาที่ยังดูซีดกว่าปกติเล็กน้อย เจ้าตัวก็กลับมาเป็นปกติดี

“ท่านพี่รัชทายาท ท่านรีบกินโจ๊กตอนร้อน ๆ เร็วเข้า!” มู่ไป๋ไป่พูดพร้อมกับยื่นชามโจ๊กไปให้อีกฝ่าย “ท่านพี่หมดสติไปหลายวันแล้ว ดังนั้นในเวลานี้จึงเหมาะที่จะกินโจ๊กที่สุด”

เมื่อเด็กหนุ่มเห็นว่าน้องสาวพยายามนำเสนอโจ๊กหมูไข่เยี่ยวม้าให้ตนเต็มที่ เขาก็ยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก “ไป๋ไป่ทำให้พี่โดยเฉพาะหรือไม่?”

“ใช่แล้วเพคะ!” มู่ไป๋ไป่นั่งตาแป๋วอยู่ที่ขอบเตียง โดยที่ขาสั้น ๆ ของเธอห้อยอยู่เหนือพื้น

“ในเมื่อไป๋ไป่ทำโจ๊กชามนี้มาให้พี่โดยเฉพาะ เช่นนั้นพี่ก็คงต้องกินให้มากหน่อย” มู่จวินฝานยิ้มกว้างขึ้น “พี่ไม่ได้ลิ้มรสอาหารของไป๋ไป่มานานแล้ว พี่คิดถึงมันมากจริง ๆ”

โจ๊กเนื้อเนียนที่ประสานกับไข่เยี่ยวม้า พอกินเข้าไปมันก็เหมือนละลายในปากของเขาทันที

เนื่องจากองค์รัชทายาทหมดสติไปหลายวัน ร่างกายที่อ่อนล้าของเขาจึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากที่ได้กลืนโจ๊กอุ่น ๆ ลงไปคำโต

“องค์หญิงหกทำอาหารเป็นด้วยหรือ?” เจียงเหยาถามขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “เจ้าน่ารักมากเลย”

“ว่าที่อาจารย์!” มู่ไป๋ไป่นึกขึ้นได้ว่ายังมีหมอสาวอยู่ด้านข้าง “ท่านอยากจะลองชิมโจ๊กฝีมือข้าด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”

เจียงเหยาอยากจะพยักหน้าตกลง แต่เมื่อนางเห็นสีหน้าเย็นชาขององค์รัชทายาท นางก็ต้องยอมถอยไปแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร เจ้าทำโจ๊กนี้ให้รัชทายาทโดยเฉพาะ”

“เอาไว้โอกาสหน้า ข้าจะลองชิมฝีมือเจ้าสักครั้ง”

“เช่นนั้นข้าขอตัวไปตรวจทหารคนอื่นที่ถูกพิษก่อน”

หญิงสาวกล่าวจบแล้วก็เดินออกไปพร้อมกับกล่องยา

ทางด้านมู่ไป๋ไป่ก็ไม่ได้รั้งอยู่ในกระโจมของมู่จวินฝานเป็นเวลานาน เธอรู้ว่าเขาต้องจัดการกับอะไรหลายเรื่องหลังจากที่เขาตื่นขึ้นมา ดังนั้นเธอจึงไม่อยู่รบกวนอีกฝ่าย

ทันทีที่เธอกลับมาถึงหน้ากระโจมของตัวเอง เธอก็เห็นจื่อเฟิงรีบวิ่งออกมา

“องค์หญิง! องค์หญิง!” เด็กหนุ่มตะโกนเรียกเธอด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “เจ้าหนู แฮ่ก… เจ้าหนูตัวนั้นกลับมาแล้ว!”

นอกจากตัวมันจะกลับมาแล้ว มันยังพาหนูอีกมากมายกลับมาเป็นโขยงด้วย!

จื่อเฟิงตื่นตระหนกจนเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นไม่ออก พอนึกถึงภาพที่ตนเดินเข้าไปในกระโจมเมื่อกี้นี้ เขาก็ตัวสั่นสะท้านอย่างห้ามเอาไว้ไม่อยู่

“เจ้าหนูน้อยกลับมาแล้ว!” ดวงตาของมู่ไป๋ไป่เป็นประกาย และเธอก็คิดกับตัวเองว่าวันนี้เป็นวันที่ดีจริง ๆ นอกจากท่านพี่รัชทายาทของเธอจะตื่นขึ้นมาแล้ว เจ้าหนูน้อยก็ยังกลับมาส่งข่าวอีกด้วย

“ใช่แล้ว” จื่อเฟิงมองคนตัวเล็กด้วยสายตาชื่นชม แม้ว่านางจะอายุน้อยกว่าเขามาก แต่นางก็ไม่กลัวหนูเลย

“ท่านเข้าไปดูกับข้าสิ” มู่ไป๋ไป่เปิดม่านอย่างมีความสุข แต่เมื่อเธอเห็นท่าทางตื่นกลัวของอีกฝ่าย เธอก็พูดขึ้นว่า “ช่างเถอะ ๆ ท่านมุ่งหน้าไปที่ห้องครัวแล้วเอาเนื้อมาให้ข้าแทนก็แล้วกัน”

ก่อนหน้านี้เธอได้ทำข้อตกลงกับเจ้าหนูน้อยเอาไว้แล้ว ขอเพียงมันช่วยเธอสืบหาข่าวเกี่ยวกับแม่ทัพจ้าว เธอก็จะเลี้ยงดูปูเสื่อมันอย่างดีไม่ให้มันต้องใช้ชีวิตอย่างเป็นกังวลเรื่องอาหารอีก

จื่อเฟิงที่ได้ยินคำสั่งขององค์หญิงหกรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที

ถ้าเขาต้องไปอยู่ในกระโจมของฝูงหนูพวกนั้น เขาอยากจะไปทำธุระแทนนางมากกว่า

“เจ้ากลับมาทำไม?” พอเจ้าส้มได้ยินเสียงดัง มันก็หันกลับมาพลางเหยียดตัวถามอย่างเกียจคร้าน “เจ้าได้เอาของอร่อยมาให้แมวตัวนี้หรือไม่?”

ในช่วงเวลานี้เจ้าแมวอ้วนดูจะเรียบร้อยมากกว่าปกติ มันไม่ได้ออกไปเดินเที่ยวเล่นเหมือนเมื่อก่อน ถ้ามู่ไป๋ไป่ไม่ได้สั่งให้มันไปทำอะไร มันก็จะอยู่ในกระโจมทุกวันเพื่อรอให้เธอกลับมา

ดูท่ามันจะเชื่องมากเสียจนคนตัวเล็กสงสัยว่าอีกฝ่ายมีแผนการอะไรหรือไม่

“เจ้านี่มันรู้จักแต่กิน” มู่ไป๋ไป่เหน็บแนมแมวจอมตะกละ ก่อนจะโยนถุงขนมที่เธอขอให้พ่อครัวทำขึ้นในระหว่างที่เธอกำลังทำโจ๊กให้มู่จวินฝานในครัว

“เฮอะ คนอย่างเจ้าคงไม่เข้าใจ ตัวข้านั้นเกิดมาก็ไม่เคยขาดของกิน” เจ้าส้มคว้าขนมขึ้นมากินอย่างมีความสุข

ทางด้านหนูตัวสีเทาที่อยู่ด้านข้างได้แต่ยืนมองแมวตัวใหญ่ด้วยสายตาอิจฉา

“เจ้าหนูน้อย ข้าได้ยินมาว่าเจ้าพาสหายมาด้วย” มู่ไป๋ไป่ที่เอาขนมให้เจ้าส้มเสร็จแล้วก็หันไปมองหนูตัวจ้อยที่ยังคงรออยู่ด้านข้าง “ข้าได้สั่งให้คนไปเอาอาหารอร่อย ๆ มาให้เจ้าแล้ว เจ้าทนรอสักครู่”

“ท่านจ้าวอสูรใจกว้างยิ่งนัก” หนูน้อยรู้สึกมีความสุขมาก จากนั้นมันก็หันไปยืดอกมองสหายร่วมทางที่เป็นกังวลอยู่ด้านหลัง ก่อนจะทำความเคารพให้กับเด็กหญิง

“มันเป็นเรื่องสมควรแล้ว อย่าได้เก็บมาใส่ใจ” มู่ไป๋ไป่โบกมือด้วยรอยยิ้ม ถัดมาเธอไปยกเก้าอี้มานั่งตรงหน้าพวกมันแล้วเอ่ยถามว่า “ในเมื่อพวกเจ้ามาหาข้าเช่นนี้ พวกเจ้าได้ข่าวแล้วใช่หรือไม่?”

“ใช่!” หนูตัวสีเทาเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจัง “หลังจากได้รับคำสั่งจากท่านจ้าวอสูรในวันนั้น ข้าก็ได้เรียกรวมหนูทั้งหมดในเมืองชายแดนของเรามา…”

เมื่อ 3 วันก่อน เจ้าหนูน้อยและสหายของมันแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแล้วแอบเข้าไปในค่ายทหารของแคว้นหนานซวน

คืนนั้น ค่ายทหารหนานซวนถูกสำรวจทุกตารางนิ้ว

แต่เนื่องจากพวกมันเป็นสัตว์ ทักษะการแยกแยะมนุษย์ของพวกมันจึงไม่ได้สูงนัก

ยิ่งไปกว่านั้น คนของแคว้นหนานซวนไม่ได้จับแม่ทัพจ้าวขังเดี่ยวเอาไว้ ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิมเพื่อยืนยันตัวตนของแม่ทัพจ้าว

“ชายที่ท่านจ้าวอสูรตามหายังมีชีวิตอยู่ เขาถูกขังอยู่ในกระโจมทางใต้ของค่ายทหาร” หนูตัวสีเทาพูดขึ้นอย่างจริงจัง “แต่ผู้ชายคนนั้นดูแปลกไปสักหน่อย”

มู่ไป๋ไป่รู้ว่าแม่ทัพจ้าวถูกพิษ ดังนั้นเธอจึงคาดเดาได้ว่าเจ้าหนูน้อยจะพูดอะไร แต่เธอก็ไม่ได้ขัดจังหวะคำพูดของมัน

“ในคืนที่เราพบชายคนนั้น” หนูตัวสีเทานึกถึงสถานการณ์ในวันนั้นแล้วเล่าออกมาอย่างละเอียด “เขายืนตัวตรงอยู่ในกระโจม เขาลืมตาอยู่ตลอดเวลาโดยไม่กะพริบตา”

“ตอนแรกเราคิดว่าเขาเพียงถูกสะกดจิตไป แต่ต่อมาเราพบว่าเขาไม่หายใจ…”

ในเวลานั้น เจ้าหนูน้อยคิดว่าแม่ทัพจ้าวตายแล้ว จึงคิดจะกลับไปแจ้งข่าวให้ท่านจ้าวอสูรทราบ แต่แล้วจู่ ๆ หลังจากมีเสียงที่ฟังดูแปลกประหลาดดังขึ้น แม่ทัพจ้าวก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง

“เราเห็นชายคนนั้นเดินออกจากกระโจมด้วยตาของเราเอง” หนูตัวสีเทาเหยียดอุ้งเท้าชี้ไปที่สหายของมันที่อยู่ด้านหลัง “พวกเราไม่ได้โกหกท่านอย่างแน่นอน”

เนื่องจากเหตุผลนี้ เจ้าหนูน้อยกลัวว่าสิ่งที่มันเล่านั้นจะฟังดูน่าเหลือเชื่อจนเกินไป มันจึงได้เรียกสหายมาเป็นพยานเพิ่มเติม

จบบทที่ บทที่ 203: เจ้าหนูน้อยกลับมาแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว