เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 194: อดทนไว้ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

บทที่ 194: อดทนไว้ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

บทที่ 194: อดทนไว้ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป


ต่อมา มู่จวินเซิ่งพยุงมู่หรงถิงขึ้นจากพื้น แล้วพาอีกฝ่ายไปนั่งที่โต๊ะก่อนจะรินน้ำชาให้คนตรงหน้า จากนั้นเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “กุนซือมู่หรง ก่อนอื่นข้ามีเรื่องจะบอกท่านเช่นกัน”

เด็กหนุ่มค่อย ๆ เล่าข่าวเกี่ยวกับจวนตระกูลจินแห่งเมืองชิงหยาง รวมถึงการมาเยือนขององค์รัชทายาท

ถึงกระนั้น เขาก็ยังเก็บความลับที่ว่าตนเป็นองค์ชายรองไว้เช่นเดิม

ตอนนี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดไม่อยู่ที่ค่ายทหาร ถ้าเขาเปิดเผยตัวตนในเวลานี้ เขาอาจจะสร้างความขัดแย้งให้แก่รองแม่ทัพคนอื่น ๆ ได้

“หากเป็นไปตามที่ท่านบอก แม่ทัพจ้าวอาจจะถูกคนของแคว้นหนานซวนวางยาใช่หรือไม่?” มู่หรงถิงถอนหายใจยาว “ดีแล้ว… ดีแล้ว…”

ขอเพียงแค่แม่ทัพจ้าวไม่ได้ร่วมมือกับฝ่ายศัตรู เพียงเท่านี้เขาก็วางใจ

ไม่อย่างนั้นเขาจะกล้าไปสู้หน้าทหารหลายหมื่นนายในค่ายนี้ได้อย่างไร?

“รองแม่ทัพฉิน! ในเมื่อท่านบอกว่ามันเป็นการวางยาพิษ เช่นนั้นท่านมีวิธีถอนพิษหรือไม่?” กุนซือมู่หรงคิดถึงประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งขึ้นมาได้ “แล้วมันจะทำให้คนผู้นั้นตายหรือไม่?”

“เรายังมีทางแก้ไขมันอยู่ แต่ข้ายังหาคนที่ถอนพิษไม่ได้” มู่จวินเซิ่งถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ส่วนที่ว่าคนที่ถูกพิษจะตายหรือไม่นั้น ข้าเกรงว่ามันคงจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลแล้ว”

เมื่อมู่หรงถิงได้ยินดังนี้ ใบหน้าของเขาก็กลับมาซีดขาวอีกครั้ง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม่ทัพจ้าวคอยเฝ้ารักษาเมืองเย่เฉิง ทำให้คนของแคว้นหนานซวนไม่อาจทำตามใจนึก

หากจะบอกว่าคนที่ชาวหนานซวนเกลียดมากที่สุดเป็นแม่ทัพจ้าวก็คงไม่เกินจริง

ซึ่งคนพวกนั้นคงไม่มีวันปล่อยให้แม่ทัพจ้าวมีชีวิตรอดไปได้

“กุนซือมู่หรง ข้าอยากจะขอให้ท่านไปเรียกรองแม่ทัพคนอื่น ๆ ให้เข้ามาที่นี่ ข้าอยากจะคุยกับพวกเขาเรื่องการต้อนรับองค์รัชทายาท”

“ครั้งนี้องค์รัชทายาทมาที่เมืองเย่เฉิงเพื่อสอบสวนเรื่องของหนานซวน”

“เขาจะพักอยู่ในค่ายทหารของเรา และมันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะให้องค์รัชทายาทพักอยู่ในค่ายทหารด้วยเช่นกัน”

ในตอนนี้เขาพิจารณาแล้วว่าแม่ทัพจ้าวไม่สามารถออกมาต้อนรับได้ และพฤติกรรมแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดจากแมลงกู่ ดังนั้นเขาจึงไม่มีเหตุผลที่จะขวางมู่จวินฝานเอาไว้อีกต่อไป

“เอ่อ…” มู่หรงถิงเกิดความรู้สึกลังเล “รองแม่ทัพฉิน ท่านไม่รู้อะไร ตอนที่แม่ทัพจ้าวยังอยู่ เขามีอคติกับพวกขุนนางบุ๋นมาก”

“ถ้าเขาไม่อยู่ที่นี่ คงไม่เหมาะเท่าไหร่ที่เราจะอนุญาตให้องค์รัชทายาทเข้ามาในค่ายทหาร”

“ถ้าหลังจากนั้นมีเรื่องเกิดขึ้น—”

“ข้าจะจัดการเอง” มู่จวินเซิ่งเอ่ยขัดจังหวะอีกฝ่าย “กุนซือมู่หรง ท่านไม่สามารถปิดบังเรื่องของแม่ทัพจ้าวไปได้ตลอดหรอกนะ”

“ถ้าหนานซวนกับเป่ยหลงทำสงครามกัน และหนานซวนใช้แมลงกู่เพื่อส่งแม่ทัพจ้าวเข้ามาในสนามรบ ท่านจะอธิบายเรื่องนี้ต่อหน้าทหารว่าอย่างไร?”

“เช่นนี้มันจะไม่ทำให้ชื่อเสียงที่สั่งสมมาตลอดชีวิตของแม่ทัพจ้าวป่นปี้ไปเฉย ๆ หรือ?”

“ท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไป?”

มู่หรงถิงตัวสั่นยามที่คิดถึงเรื่องนี้ เขาผุดลุกขึ้นยืน ก่อนจะยกมือคำนับให้กับมู่จวินเซิ่ง “เป็นข้าที่เลอะเลือนไปเอง รองแม่ทัพฉินพูดถูก ในเวลานี้เราคงไม่อาจปิดบังเรื่องของแม่ทัพจ้าวได้อีกต่อไป”

“นอกจากนี้ ตามที่รองแม่ทัพฉินกล่าว องค์รัชทายาทมาที่นี่เพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องของหนานซวนโดยเฉพาะ หากเขารู้ว่าแม่ทัพจ้าวถูกแมลงกู่ควบคุม เขาคงจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อค้นหาคนที่สามารถกำจัดพิษนั้นได้ และนั่นก็จะเป็นหนทางช่วยเหลือแม่ทัพจ้าวได้เช่นกัน”

หลังจากกุนซือมู่หรงกล่าวเช่นนั้น เขาก็ไม่รอให้มู่จวินเซิ่งเอ่ยปากอะไร เขารีบวิ่งออกจากกระโจมแล้วไปพูดคุยกับรองแม่ทัพคนอื่น ๆ

เด็กหนุ่มอาศัยช่วงจังหวะที่มู่หรงถิงเดินออกไปคุยคนอื่น โดยออกจากค่ายทหารเพื่อสั่งให้องครักษ์เงาที่ติดตามเขามานำข่าวกลับไปแจ้งองค์รัชทายาท

เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่กล้าใช้นกพิราบสื่อสารส่งข้อความเพราะกลัวว่าจะถูกดักฟังข่าวระหว่างทางและทำให้ข่าวนี้รั่วไหล

องครักษ์เงาเองก็รู้ว่าเรื่องนี้ร้ายแรงมาก เขาจึงใช้วรยุทธมุ่งหน้ากลับไปยังเมืองเย่เฉิง

ในช่วงเวลาเย็น ข่าวที่มู่จวินเซิ่งส่งออกมาก็มาถึงหูมู่จวินฝาน เซียวถังอี้และคนอื่น ๆ

“แม่ทัพจ้าวถูกคนของหนานซวนวางยาพิษด้วยหรือ?” จินซือหยางที่นั่งอยู่ไม่ไกลหูผึ่งทันที แม้แต่อวี้ฉีที่นั่งอยู่ด้วยกันก็ยังตกใจ “ท่านอาจารย์ ที่คนของแคว้นหนานซวนทำอะไรมากมายเช่นนี้ จุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกมันก็คือการควบคุมแม่ทัพจ้าวเช่นนั้นหรือ?”

“ถูกต้อง” ชายหนุ่มวางชามกับตะเกียบลงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

พอจินซือหยางเห็นอาจารย์ของตนทำเช่นนั้น เขาก็ไม่กล้ากินต่อเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงรีบวางชามกับตะเกียบของตัวเองลง ก่อนจะยืดตัวนั่งตรง แล้วเหลือบมององค์รัชทายาทกับท่านอ๋องซึ่งนั่งอยู่โต๊ะถัดไปด้วยสายตาสำรวจ

“เสด็จอา เรื่องนี้ต้องรีบรายงานให้ฝ่าบาททราบ” มู่จวินฝานขมวดคิ้ว ในขณะที่ใบหน้าหล่อเหลาเป็นกังวลมากขึ้นกว่าเดิม “กระหม่อมกังวลว่าแคว้นหนานซวนจะฉวยโอกาสนี้ก่อสงคราม เมื่อถึงเวลานั้นแคว้นเป่ยหลงจะไม่มีผู้นำกองทัพ กระหม่อมเกรงว่า… มันจะเกิดความวุ่นวาย”

“กระหม่อมต้องทูลขอให้เสด็จพ่อส่งแม่ทัพมาควบคุมกองทัพให้ทันท่วงที”

ด้วยเหตุนี้ องค์รัชทายาทจึงสั่งให้คนนำกระดาษ พู่กันและหมึกมาเขียนจดหมาย

“เจ้าคิดว่าตอนนี้ใครเหมาะสมที่สุดที่จะมาควบคุมกองทัพ?” เซียวถังอี้ถามขึ้นมาอย่างเย็นชา “ตอนนี้แม่ทัพทั้ง 4 ในราชสำนักต่างก็เฝ้าชายแดนอยู่คนละฝั่ง”

“หากแม่ทัพชายแดนถูกย้ายออกมาจากพื้นที่ ที่นั่นก็จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน”

“ถึงแม้ว่าเสด็จพ่อของเจ้าจะเต็มใจ แต่ชายแดนอีก 3 แห่งอาจจะไม่เต็มใจ”

มู่จวินฝานชะงักไปทันที เขาเม้มปากแน่นก่อนจะกล่าวว่า “ขอบคุณที่เสด็จอาเอ่ยเตือนสติ จวินฝานหุนหันพลันแล่นเกินไป”

เซียวถังอี้พูดถูก ตอนนี้แม่ทัพใหญ่แต่ละคนต่างกำลังเฝ้าชายแดนทั้ง 4 ทิศ การส่งจดหมายนี้ออกไปไม่ได้มีประโยชน์อื่นใดนอกจากจะเพิ่มปัญหาให้กับมู่เทียนฉง

และเสด็จพ่อของเขาได้ส่งตนมาที่ชายแดนในครั้งนี้ก็เพื่อแก้ปัญหา

การที่เขามาเพิ่มปัญหาให้เสด็จพ่อเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? มันหมายความว่าเขาไร้ความสามารถ!

มู่จวินฝานวางพู่กันในมือลง ก่อนที่ความวิตกกังวลที่อธิบายไม่ถูกจะถาโถมเข้ามาในใจ ทำให้เขารู้สึกอัดอั้นตันใจมาก

ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีมือเล็ก ๆ นุ่มนิ่มขยับเข้ามาใกล้ขมับของเขา แล้วกดนวดเบา ๆ

“ท่านพี่รัชทายาทไม่ต้องกังวลไป เราจะผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างแน่นอน” มู่ไป๋ไป่กำลังยืนอยู่บนเก้าอี้และนวดขมับให้พี่ชายคนโตในท่าทางทุลักทุเล “ในกองทัพไม่มีแม่ทัพ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะพ่ายแพ้ใช่หรือไม่เพคะ?”

“ไป๋ไป่เคยได้ยินพี่รองพูดมาโดยตลอดว่าแม่ทัพจ้าวนั้นเป็นคนที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ใช่เทพเซียนที่ไหน เขาไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต”

“ในเมื่อแม่ทัพจ้าวเก่งกาจเช่นนั้น เขาจะต้องวางแผนเอาไว้แล้วว่าหากวันใดวันหนึ่งที่เขาจากไป ใครจะเข้ามาดูแลทหารของเขา”

เซียวถังอี้ที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ

เด็กคนนี้คิดได้เร็วมาก

เดิมทีคำถามนี้มีไว้เพื่อทดสอบมู่จวินฝาน แต่เขาไม่คาดคิดว่าคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของเขาจะทำให้เจ้าตัวเล็กรู้คำตอบ

โชคดีที่นางยังเป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเสด็จพี่ของเขาอาจจะตั้งเด็กคนนี้ให้เป็นองค์รัชทายาทแทน

“ไป๋ไป่!” มู่จวินฝานก็ตกตะลึงเช่นกัน “เจ้าฉลาดมาก”

“หา?” มู่ไป๋ไป่ทำหน้าสับสน เธอทนไม่ไหวที่เห็นสีหน้าวิตกกังวลของพี่ใหญ่ ดังนั้นเธอจึงพูดปลอบใจเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทำไมพี่ชายของเธอถึงบอกว่าเธอฉลาดล่ะ?

“ไป๋ไป่พูดถูก แม่ทัพจ้าวไม่มีทายาท ดังนั้นเขาจึงต้องฝึกใครบางคนให้เข้ามารับช่วงต่อกองทัพ”

“ขอเพียงแค่บุคคลนี้รับผิดชอบสั่งการกองทัพในเมืองเย่เฉิง ที่นี่ก็จะไม่เกิดความวุ่นวายอีก”

มู่ไป๋ไป่เกาหัวเบา ๆ สิ่งที่เธอเพิ่งพูดไปหมายความเช่นนี้เองหรือ? ทำไมเธอถึงไม่รู้ตัวเลย

“เสด็จอา เรารีบมุ่งหน้าไปยังค่ายทหารกันตั้งแต่เช้าเถอะพ่ะย่ะค่ะ” มู่จวินฝานยกยิ้มมุมปาก “กระหม่อมต้องการล่วงหน้าไปก่อนเพื่อพบกับคนที่แม่ทัพจ้าวฝึกมากับมือ”

เซียวถังอี้พยักหน้าเพื่อเป็นการตอบรับ

ในทางกลับกัน มู่ไป๋ไป่กลับรู้สึกสับสนและอดไม่ได้ที่จะถามออกมาว่า “ท่านพี่รัชทายาท ท่านรู้หรือว่าคนผู้นั้นเป็นใคร?”

มู่จวินฝานยิ้มโดยที่ไม่ได้ตอบอะไรออกไป ก่อนจะคีบน่องไก่ที่น้องสาวชอบให้นางชิ้นหนึ่ง “นี่ของไป๋ไป่ เจ้ากินให้เยอะ ๆ ล่ะ พรุ่งนี้ถ้าเราเดินทางไปถึงค่ายทหาร เจ้าก็จะรู้เองว่าคนคนนั้นเป็นใคร”

จบบทที่ บทที่ 194: อดทนไว้ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

คัดลอกลิงก์แล้ว