เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 113: ลางสังหรณ์

บทที่ 113: ลางสังหรณ์

บทที่ 113: ลางสังหรณ์


มู่ไป๋ไป่รู้สึกประหลาดใจที่ได้ยินบทสนทนาระหว่างชายทั้ง 2 เพราะเธอไม่แน่ใจว่าทำไมเธอถึงรู้สึกว่า อวี้เซิ่งพูดเหมือนกับว่าเจ้าสัตว์ประหลาดน่าจะรู้ตัวตนของเธอ

“อืม” เซียวถังอี้พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อพูด “เป็นอย่างไรบ้าง มีข่าวอะไรหรือไม่?”

“ไม่มี” นักฆ่าหนุ่มตอบพลางถอนหายใจ “ไม่นานมานี้คนด้านล่างได้รับการจ้างวานเยอะพอดู แต่ข้อมูลที่ได้รับไม่มีประโยชน์มากนัก”

เมื่อคนตัวเล็กได้ยินคำว่า ‘การจ้างวาน’ และ ‘ข่าว’ เธอก็หูผึ่งจนอดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้ทั้งคู่เงียบ ๆ

เซียวถังอี้กับอวี้เซิ่งแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเด็กหญิง จากนั้นพวกเขาก็ ‘พูดคุย’ กันต่อไป

การแอบฟังครั้งนี้ทำให้มู่ไป๋ไป่เข้าใจคร่าว ๆ ว่าโรงพนันใต้ดินนี้ประกอบกิจการแบบไหนจากการ ‘พูดคุยเล็ก ๆ น้อย ๆ’ ของพวกเขา

ปรากฏว่าสถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่โรงพนันใต้ดิน จริง ๆ แล้วคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นนักฆ่านอกเครื่องแบบ

โดยรวมแล้วพวกเขาทั้งหมดมีฝีมือค่อนข้างสูง

ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่นักฆ่าทั้งหลายมาแลกเปลี่ยนข่าวสารและรับงาน

พอมู่ไป๋ไป่คิดว่าคนที่เธอพบเมื่อตอนนั้นเป็นกลุ่มนักฆ่า ขนทั่วตัวเธอก็ถึงขั้นตั้งชัน

“พวกท่าน…” เด็กหญิงจ้องมองเซียวถังอี้และอวี้เซิ่ง “นี่… พวกท่านคิดจะทำการใหญ่ในเมืองหลวงหรือ?”

“หรือว่าพวกท่านคิดจะกบฏ!?”

“...” ชายทั้ง 2 นิ่งเงียบไม่พูดอะไร

“กบฏ?” หลัวเซียวเซียวที่ยืนอยู่ด้านข้างตัวสั่นสะท้านหลังจากได้ยินเช่นนั้น นางรีบก้าวไปดึงองค์หญิงมาหลบข้างหลังตนเอง แล้วจ้องไปที่อวี้เซิ่งกับเซียวถังอี้ด้วยสายตาหวาดระแวง

“ฮ่า ๆๆ...” จู่ ๆ เซียวถังอี้ก็หัวเราะออกมาก่อนจะวางจอกสุราในมือลง “ถ้าข้าเป็นกบฏ องค์หญิงหกที่ได้รับการโปรดปรานจากฝ่าบาทจะเป็นคนแรกที่ข้าฆ่า”

“...” มู่ไป๋ไป่ที่ได้ยินดังนี้ก็หมดคำจะพูด

“เลิกล้อองค์หญิงหกเล่นได้แล้ว” อวี้เซิ่งทนไม่ไหวอีกต่อไป เขากลัวว่าเด็กหญิงจะคิดจริงจังกับเรื่องนี้ เขาจึงกระแอมในลำคอแล้วพูดว่า “องค์หญิงหก พระองค์ยังอยากตามหาคนอยู่อีกหรือไม่?”

“หาสิ!” คนตัวเล็กตื่นจากภวังค์ทันที จากนั้นเธอก็คิดอะไรบางอย่างได้อีกครั้ง ก่อนจะกอดอกถามว่า “นี่ท่านไม่ได้คิดอยากจะหลอกใช้พี่จวินเฉาใช่หรือไม่?”

“ข้าบอกพระองค์ไปแล้วว่าข้าไม่ทำอะไรแย่ ๆ เช่นนั้นหรอก” นักฆ่าหนุ่มส่ายหัวตอบ

“จวินเฉา?” ดวงตาของเซียวถังอี้หรี่ลงเล็กน้อย “เจ้ารู้จักจวินเฉาด้วยหรือ?”

“องค์หญิงหกกำลังพูดถึงเสิ่นจวินเฉา คุณชายของตระกูลเสิ่น” อวี้เซิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิดเช่นเดียวกับตน เขาจึงอธิบายด้วยเสียงแผ่วเบา

“ท่านรู้จักพี่จวินเฉาด้วยหรือ?” มู่ไป๋ไป่มีท่าทีสงสัย

เซียวถังอี้เลิกคิ้วเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็นความแตกต่าง หลังจากได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม เขาก็ตอบออกไปนิ่ง ๆ ว่า “ข้าไม่รู้จักเขา”

“...” เด็กหญิงหรี่ตามองอีกฝ่าย

“ออกไปกันเถอะ” อวี้เซิ่งพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน “ในเมื่อเราต้องการตามหาคุณชายของตระกูลเสิ่น ดังนั้นเราจึงควรไปสืบที่จวนของเขาเป็นอันดับแรก”

“ตกลงท่านจะฆ่าข้าปิดปากจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?” มู่ไป๋ไป่ดึงเสื้อของนักฆ่าหนุ่มแล้วถามพร้อมกับเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาเว้าวอน

“องค์หญิงหก ทำไมข้าต้องฆ่าปิดปากพระองค์ด้วย?” อวี้เซิ่งอุ้มเด็กน้อยขึ้นก่อนจะเดินออกไปจากโรงพนันใต้ดิน “คุณชายเซียวกับข้าไม่ใช่กบฏ”

มู่ไป๋ไป่ยังคงส่งสายตาหวาดระแวงมองเขา และเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีเหมือนคนกำลังพูดโกหก จากนั้นเธอจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วถามว่า “ถ้าอย่างนั้นทำไมเขาถึงได้ตั้งสถานที่เช่นนี้ในเมืองหลวง?”

“คงไม่ใช่เพื่อความสนุกสนานใช่หรือไม่?”

“ข้ายังบอกพระองค์เรื่องนี้ไม่ได้” อวี้เซิ่งหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาปฏิเสธโดยไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้ ปรมาจารย์ที่อยู่เบื้องหลังโรงพนันที่นี่คงไม่พอใจที่เขาบอกองค์หญิงหกเกี่ยวกับเรื่องนี้

หลังออกจากโรงพนันใต้ดินแล้ว มู่ไป๋ไป่และคนอื่น ๆ ก็ออกจากหอคณิกาไปเช่นกัน

ในระหว่างที่เดินออกมาก็มีเสี่ยวเอ้อร์เพียงคนเดียวคอยเฝ้าประตูเอาไว้ ทันทีที่เขาเห็นพวกเธอเดินออกมา เขาก็เดินเข้ามาส่งทุกคนไปที่ประตูอย่างขยันขันแข็ง

ทันทีที่พวกหลัวเซียวเซียวเดินกลับมายังพื้นที่ที่มีชีวิตชีวา พวกนางก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังหลงเหลือความไม่สบายใจอยู่เล็กน้อย

“พวกเราไม่จำเป็นต้องไปที่จวนตระกูลเสิ่น เพราะเมื่อวานนี้พวกเราไปที่นั่นกันแล้ว” มู่ไป๋ไป่พูดพร้อมกับปรบมือ “และข้าก็ได้สอบถามคุณน้าตรงนั้นด้วยว่าครั้งสุดท้ายที่เด็ก ๆ เหล่านั้นถูกพบเห็นก็คือนอกเมืองระหว่างเดินทางไปยังวัดฮู่กั๋ว”

“เดี๋ยวข้าจะลองถามคนแถวนี้เพิ่มเติมอีกสักหน่อย ลองดูว่าจะมีเบาะแสอะไรเพิ่มเติมหรือไม่”

เมื่อวานนี้พวกเธอได้ขอให้เจ้าเหลืองค้นหารอบเมือง ถึงขั้นเดินทางไปยังจวนตระกูลเสิ่นด้วย แต่ก็ไม่พบเบาะแสใด ๆ ตอนนี้มันเหมือนกับว่าพวกเธอกำลังงมเข็มในมหาสมุทร

“ไม่จำเป็น” เซียวถังอี้ขัดจังหวะเด็กหญิง “คนพวกนั้นยังอยู่ในเมือง”

มู่ไป๋ไป่อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อคำพูดจ่ออยู่ตรงริมฝีปาก เธอก็เพิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติและมองอีกฝ่ายอย่างตื่นเต้น “ท่านรู้ใช่หรือไม่ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน?”

“ข้าไม่รู้” เด็กหนุ่มกล่าวขณะเดินไปข้างหน้า “แต่ข้ามั่นใจว่าพวกเขายังอยู่ในเมืองหลวง”

สายลับของเขาในเมืองไม่เห็นใครออกจากเมืองหลวงพร้อมกับเด็ก ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะรอบคอบเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถหลบหนีจากสายตาของเขาและสายลับของมู่เทียนฉงในเมืองหลวงไปได้

ดังนั้นเขาจึงแน่ใจว่าเด็กเหล่านั้นยังอยู่ในเมืองหลวง

ยิ่งไปกว่านั้น ลางสังหรณ์ของเขาร้องเตือนรุนแรงว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับแคว้นหนานซวน

ดวงตาของเซียวถังอี้มืดลงในขณะที่เขานึกถึงจวนร้างซึ่งเป็นแหล่งกบดานของสายลับหนานซวนที่เขาไปบังเอิญค้นพบเมื่อวานนี้

มู่ไป๋ไป่สามารถเข้าใจได้ทันที เธอเดาว่าเจ้าสัตว์ประหลาดมีวิธียืนยันข่าวบางอย่าง ดังนั้นเธอจึงรู้สึกโล่งใจเมื่อรู้ว่าเด็กที่หายไปยังคงอยู่ในเมืองหลวง

ขอเพียงแค่คนพวกนั้นไม่ได้ออกจากเมืองหลวงไป อีกไม่นานพวกเธอก็จะตามหาพวกเขาพบ

ทันใดนั้นอาการมวนท้องก็แทรกเข้ามา

เด็กหญิงจึงกุมท้องของตัวเองพร้อมกับทำสีหน้าเหยเก

“เกิดอะไรขึ้น?” อวี้เซิ่งสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ จึงขมวดคิ้วถาม “องค์หญิงหกรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”

“ไม่ใช่...” มู่ไป๋ไป่ขยับก้นด้วยความเขินอายขณะพูดเสียงแผ่วเบา “ข้า… เมื่อเช้านี้ข้ากินเยอะเกินไปหน่อย...”

“อะไรนะ?” นักฆ่าหนุ่มยังคงไม่เข้าใจ

เด็กหญิงหน้าแดงทันที เธอจะกล้าพูดต่อหน้าพี่ชายสุดหล่อได้อย่างไรว่าเธอปวดขี้!?

เซียวถังอี้ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างมองมู่ไป๋ไป่ที่มีท่าทีอึดอัดแบบอธิบายไม่ได้อยู่เป็นเวลานาน ก่อนที่เขาจะกระชากคนตัวเล็กออกจากอ้อมแขนของอวี้เซิ่ง

“โอ๊ย! เจ้าสัตว์ประหลาด ท่านคิดจะทำอะไร!” เท้าของมู่ไป๋ไป่ห้อยอยู่กลางอากาศ บัดนี้ร่างกายของเธอไร้เรี่ยวแรงขัดขืน ในขณะที่ท้องก็ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ “วางข้าลงนะ!”

“เจ้ารีบไม่ใช่หรือ?” เด็กหนุ่มเหลือบมองเจ้าตัวเล็ก แล้วหิ้วนางไปที่ห้องน้ำ

“เอ๊ะ?” เด็กหญิงมองเขาด้วยความตกใจ แล้วใบหน้าเล็ก ๆ ก็เห่อร้อนยิ่งกว่าเดิม “ท่านพูดเบา ๆ หน่อยสิ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศบอกคนอื่นหรอก”

“อีกอย่าง เรื่องนี้ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกตินี่?”

“คนเราย่อมมีความต้องการเร่งด่วน 3 ประการ— โอ๊ย! ท่านกล้าดีอย่างไรถึงโยนข้าทิ้ง!”

เซียวถังอี้โยนร่างเล็กเข้าไปในห้องน้ำด้วยใบหน้าเรียบเฉย จากนั้นก็ปิดประตูโครมใหญ่ก่อนจะเดินหนีไป

มู่ไป๋ไป่ที่ถูกโยนลงบนพื้นลูบก้นของตนเองเบา ๆ แล้วลุกขึ้นยืน ขณะที่เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เธอก็แทบเป็นลมล้มตึงไปเพราะกลิ่นห้องน้ำ

ทางด้านหลัวเซียวเซียวกับจื่อเฟิงที่วิ่งไล่ตามทั้ง 2 คนมาก็รู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นว่าสถานที่ที่เซียวถังอี้พาองค์หญิงหกไปคือห้องน้ำ

มู่ไป๋ไป่ยกมือขึ้นปิดจมูกแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปพร้อมกับที่ปากพึมพำสาปแช่งเจ้าสัตว์ประหลาดไม่หยุด

ในตอนที่เธอกำลังบ่นอยู่นั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงพูดคุยดังมาจากผนังด้านหลังห้องน้ำ

“มนุษย์พวกนั้นทำให้ข้าตกใจแทบตาย... ข้าเกือบเสียเหยื่อไปเพราะพวกมันแล้ว”

“ใช่แล้ว มนุษย์เด็กพวกนั้นก็โง่เหมือนกัน พวกเขาวิ่งหนีไม่เป็นหรืออย่างไร?”

“เจ้าไม่เข้าใจ ขอเพียงมีอาหารเลี้ยงปากท้อง แมวอย่างเราก็คงไม่หนีไปไหน”

“!!!”

ดูเหมือนเธอจะได้ยินบางสิ่งที่พิเศษเข้าแล้ว!

จบบทที่ บทที่ 113: ลางสังหรณ์

คัดลอกลิงก์แล้ว