เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 93: ตอบแทนบุญคุณ

บทที่ 93: ตอบแทนบุญคุณ

บทที่ 93: ตอบแทนบุญคุณ


คืนนั้น เมื่อหลัวเซียวเซียวไปส่งอาหารให้กับ ‘คนบ้า’ และหมาป่าสีเทา มู่ไป๋ไป่ก็ได้ติดตามไปด้วย

“นี่ เจ้ากินนี่สิ” มู่ไป๋ไป่ยื่นผลเพลิงสีชาดที่เก็บเอาไว้ไปจ่อที่ปากหมาป่าและกล่าวว่า “ข้าได้นำมันไปถามหมอหลวงมาแล้ว เขาบอกว่าผลไม้นี้มีประสิทธิภาพมากกว่ายาหายากที่เขาเตรียมไว้ให้เจ้าอีก แถมมันยังใช้งานได้ง่ายอีกด้วย”

เมื่อหมาป่าสีเทาได้ยินดังนี้ มันก็ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะเปิดปากแล้วกลืนผลไม้เข้าไปช้า ๆ

หลังจากที่หมาป่าตัวโตได้พักผ่อนมาทั้งวัน อาการบาดเจ็บของมันก็ทุเลาลงมากแล้ว แม้ว่ามันจะยังลุกขึ้นเดินไม่ได้ แต่มันก็ยังพอเคลื่อนไหวได้บ้าง

ที่วัดฮู่กั๋วไม่มีเนื้อให้กิน ดังนั้นมู่ไป๋ไป่จึงได้สั่งคนลงเขาไปเพื่อซื้ออาหารมาให้หมาป่าสีเทาเงียบ ๆ

ในส่วนของ ‘คนบ้า’ เขาเป็นมนุษย์ย่อมสามารถกินอาหารเช่นเดียวกับพวกเธอได้

อย่างไรก็ตาม คนผู้นี้ก็ไม่ใช่คนเรื่องมาก ขณะนี้เขากำลังถือชามใบใหญ่กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ถึงกระนั้นเขาก็ยังแบ่งข้าวส่วนใหญ่เอาไว้ให้เจ้าหมาป่า

“ท่านจ้าวอสูร ท่านช่วยข้าคุยกับเจ้าเด็กโง่คนนี้หน่อยได้หรือไม่ ช่วยบอกเขาหน่อยว่าข้าเป็นหมาป่า ไม่ใช่สุนัขบ้าน และข้าไม่กินเศษอาหารที่เหลือจากมนุษย์” หมาป่าสีเทาไม่รู้จะพูดอย่างไรกับเขาจึงขอความช่วยเหลือจากเด็กหญิง

มันไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีปัญหาทางสมองหรือไม่ แต่เนื่องจากเขาดูแลมันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และเขาก็เอาอาหารมาส่งที่รังของมันทุกวัน

ดังนั้นมันจึงไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัวได้

มู่ไป๋ไป่ที่ได้ยินเช่นนี้ก็ได้ถ่ายทอดคำพูดของหมาป่าสีเทาให้ ‘คนบ้า’ ฟัง

เขายกชามขึ้นพลางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะเทอาหารที่แบ่งเอาไว้กลับลงไปในชามของตัวเองทันที

หลังจากหมาป่าสีเทากินจนอิ่มแล้ว มันก็งีบหลับอีกครั้ง

ส่วน ‘คนบ้า’ ยังคงนั่งเฝ้าหมาป่าตัวโตอยู่ด้านข้าง ซึ่งท่าทางของเขานั้นไม่ต่างจากสุนัขที่ซื่อสัตย์เลยสักนิด

“บ้านของท่านอยู่ที่ไหนหรือ ครอบครัวของท่านจะเป็นกังวลหรือไม่ถ้าท่านออกมานาน ๆ เช่นนี้?” หลัวเซียวเซียวสงสัยมากจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม

ก่อนหน้านี้นางค่อนข้างจะกลัว ‘คนบ้า’ คนนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป นางกลับพบว่าอีกฝ่ายดูปกติดียกเว้นเรื่องที่เขาพูดไม่ได้ และเขาอาจจะซื่อบื้อไปบ้างเพียงเท่านั้น

‘คนบ้า’ เงยหน้ามองหลัวเซียวเซียวก่อนจะส่ายหัวเบา ๆ

“ท่านไม่มีครอบครัวหรือ?” เด็กหญิงตกใจแล้วตระหนักได้ว่าคำถามของตนดูจะทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายมากไปหน่อย หากเขามีครอบครัว เด็กในวัยนี้คงไม่วิ่งไปมาทั้ง ๆ ที่เนื้อตัวสกปรกเช่นนี้แน่นอน อีกทั้งเขายังคอยมาขโมยอาหารในวัดฮู่กั๋วเป็นประจำอีกด้วย

พอหลัวเซียวเซียวเห็นสภาพเนื้อตัวที่มอมแมมของ ‘คนบ้า’ นางก็นึกถึงตัวเองตอนที่อยู่ในตระกูลหลัว ในเวลานั้นตัวนางกับเด็กหนุ่มคนนี้มีสภาพไม่ต่างกันเลยสักนิด

เมื่อเด็กหญิงคิดถึงเรื่องนี้ นางก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจเขาขึ้นมาเล็กน้อย

ในวันรุ่งขึ้น มู่ไป๋ไป่ต้องไปที่วิหารแต่เช้าเพื่อสวดมนต์ แต่เธอก็ทนอยู่ได้ไม่นานก่อนจะพาหลัวเซียวเซียวกลับเรือน

เมื่อเวลาผ่านไป หมาป่าสีเทาก็ฟื้นตัวเร็วกว่าที่หมอหลวงบอก ในเวลาเพียง 7 วัน บาดแผลบนร่างกายของมันก็เริ่มตกสะเก็ด แล้วมันก็สามารถเดินไปมาได้อย่างอิสระ มิหนำซ้ำมันยังออกไปล่าสัตว์บนภูเขาได้ด้วยตัวเองด้วย

สิ่งแรกที่หมาป่าตัวโตทำหลังจากหายแล้วก็คือการนำกระต่ายมาให้มู่ไป๋ไป่เป็นการขอบคุณ

“ขอบคุณท่านจ้าวอสูรที่ช่วยชีวิตข้าไว้” หมาป่าสีเทาหมอบอยู่บนพื้นด้วยท่าทางนอบน้อม “ถ้าข้าไม่ได้พบท่านจ้าวอสูร ข้าคงตายไปแล้ว”

“ข้าจะจดจำพระคุณของท่านไปตลอดชีวิต”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอก ขอเพียงเจ้าทำตามคำพูดที่เคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ แล้วพาข้าไปเก็บผลไม้ นั่นก็นับว่าเป็นการตอบแทนแล้ว” มู่ไป๋ไป่กล่าวพลางถูมือตัวเองอย่างกระตือรือร้น

เธอคิดถึงผลเพลิงสีชาดมานานแล้ว

ในช่วง 7 วันที่ผ่านมาเธอก็ไม่ได้อยู่เฉย ขณะที่แอบวางแผนกิจการของตัวเอง เธอก็ได้สั่งให้ขันทีลงจากภูเขาไปช่วยเธอสอบถามเกี่ยวกับผลเพลิงสีชาดในตลาด

ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่าตลาดการขายผลเพลิงสีชาดนั้นดีมากจริง ๆ แล้วมันก็ดียิ่งกว่าที่หมอหลวงฉินบอกเสียอีก

นอกจากนี้ขันทีที่ลงจากเขาได้ไปถามร้านยาหลายแห่ง โดยแต่ละที่เสนอเงินคนละ 50 ตำลึง และบอกว่าสามารถรับสินค้าได้เรื่อย ๆ

“ข้าย่อมรักษาคำพูดของตัวเอง” หมาป่าสีเทานั่งตัวตรง “ท่านจ้าวอสูรสามารถออกเดินทางได้ทุกเมื่อที่ต้องการ”

มู่ไป๋ไป่ใช้ความคิดชั่วครู่และได้กำหนดเวลาออกเดินทางในอีก 3 วันข้างหน้า แม้ว่าคราวนี้จะมีหมาป่านำทางเข้าไปในภูเขา แต่เธอก็ยังจำเป็นจะต้องเตรียมการบางอย่างเผื่อเอาไว้

หมาป่าตัวใหญ่ตอบตกลงที่จะกลับมาหาเธอภายใน 3 วัน จากนั้นมันก็วิ่งกลับไปที่ภูเขา

“ทำไมท่านยังอยู่ที่นี่อีกล่ะ?” คนตัวเล็กหันกลับไปเห็น ‘คนบ้า’ ยังยืนอยู่ไม่ไกล และไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนไปไหน

ฝ่ายที่ถูกถามบิดชายเสื้อตัวเองด้วยท่าทางเป็นกังวล

“อ่า… ถึงอย่างไรท่านก็ไม่มีครอบครัว” มู่ไป๋ไป่นึกถึงบทสนทนาก่อนหน้านี้ระหว่างเขากับหลัวเซียวเซียว ก่อนที่เธอจะกลอกตาครุ่นคิดบางสิ่งในหัว ไม่นานเธอก็พูดขึ้นว่า “เอาเถอะ องค์หญิงคนนี้เป็นคนจิตใจดี ในเมื่อได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแล้วก็ต้องช่วยให้ตลอดรอดฝั่ง ถ้าท่านยินดี ข้าจะรับท่านไปดูแลเอง”

“ให้ท่านอยู่ในวัดฮู่กั๋วและคอยช่วยเหลืองานเล็ก ๆ น้อย ๆ”

“ข้าอาจจะจ่ายเงินให้ท่านได้ไม่มาก แต่อย่างน้อยก็รับประกันได้ว่าท่านจะมีอาหารให้กินและมีเสื้อผ้าให้สวมใส่”

“ท่านคิดว่าอย่างไร?”

หลังจากมู่ไป๋ไป่ได้ทำความรู้จักกับเขามาหลายวัน เธอก็พบว่า ‘คนบ้า’ คนนี้ค่อนข้างซื่อสัตย์ ตราบใดที่เขากินอิ่ม เขาจะไม่ส่งเสียงอะไรและเขาก็เชื่อฟังมาก

สิ่งเดียวที่เป็นปัญหาก็คือดูเหมือนว่าท้องของเขาจะใหญ่ไปสักหน่อย

เมื่อไม่กี่วันก่อนเธอลงมือทำอาหารเอง ทำให้อาหารของวัดที่ส่งมาเหลืออยู่มากมาย ดังนั้นหลัวเซียวเซียวจึงรับมาทั้งหมด

และอาหารเหล่านั้นก็น่าจะเพียงพอสำหรับคน 3 คน ซึ่งผลก็คือ ‘คนบ้า’ ผู้นี้กินมันทั้งหมดด้วยตัวเอง ไม่เพียงแค่นั้น เขายังตบท้ายด้วยผลไม้ชามใหญ่อีกด้วย

มู่ไป๋ไป่กับหลัวเซียวเซียวที่เห็นดังนั้นถึงกับตกตะลึง พร้อมกับความสงสัยว่าอีกฝ่ายไปอดอยากมาจากไหนกัน

คนตัวเล็กคิดว่า ‘คนบ้า’ จะพร้อมยอมรับข้อเสนอของเธอเพราะเคยอยู่ร่วมกันมาหลายวัน แต่ใครจะไปคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะส่ายหัวปฏิเสธ

“ท่านไม่ยินยอมที่จะอยู่ในวัดฮู่กั๋วหรือ?” มู่ไป๋ไป่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ทำไมล่ะ วัดฮู่กั๋วดีมากเลยนะ หรือท่านมีเรื่องบาดหมางอะไรกับไต้ซือเหล่านั้นหรือไม่?”

‘คนบ้า’ ยังคงส่ายหัวตอบ

“ไม่เป็นไร” เด็กหญิงคิดอยู่สักพักแล้วยักไหล่ “ข้าไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใจแทนท่าน ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวท่านเอง ท่านสามารถเลือกจะอยู่ที่ใดก็ได้ตามต้องการ เอาไว้เราค่อยพบกันใหม่ที่ใดสักแห่งบนโลกนี้”

หลังจากพูดจบเธอก็พาหลัวเซียวเซียวกลับไปที่เรือนพักของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เธอก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็สังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ เพราะ ‘คนบ้า’ เดินตามเธอมา

ทันทีที่เขาเห็นว่าเธอหันกลับมามอง เขาก็ดูตื่นตระหนกและยืนตัวแข็งทื่อ ก่อนจะรีบก้มหน้าลงโดยไม่กล้าสบตาเธอ

มู่ไป๋ไป่ที่เห็นเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับครุ่นคิดในใจ ไม่กี่อึดใจต่อมา เธอก็ก้าวไปข้างหน้าเพื่อถามเขาว่า “ท่านอยากติดตามข้าหรือ?”

“อือ!” ‘คนบ้า’ เงยหน้าขึ้นและตอบรับอย่างตื่นเต้น

เด็กหญิงรู้สึกขบขันกับท่าทางของเขาในขณะที่เธอพูดว่า “ทำไมท่านถึงอยากติดตามข้าล่ะ ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร หากท่านอยากจะติดตามข้า ท่านจะต้องเป็นขันที”

ผู้ชายที่สามารถเดินเข้าออกวังหลังได้นอกเหนือจากองครักษ์ก็คือขันที

“หือ?” ‘คนบ้า’ เอียงคอด้วยความรู้สึกสับสน จากนั้นเขาก็ทำสีหน้าวิตกกังวล ก่อนจะคุกเข่าลงคำนับอีกฝ่าย

นั่นทำให้มู่ไป๋ไป่รู้สึกปวดหัวทันที แม้ว่าเธอจะรู้จักเด็กหนุ่มคนนี้มาสักพักแล้ว แต่เธอก็ไม่เข้าใจท่าทางของเขาจริง ๆ สักครั้ง

“องค์หญิงหก สิ่งที่เขาต้องการจะบอกพระองค์ก็คือพระองค์ได้ช่วยชีวิตเขาไว้ พระองค์เป็นผู้มีพระคุณของเขา และเขาจะตอบแทนพระองค์โดยการติดตามพระองค์เพคะ”

หลัวเซียวเซียวที่อยู่ด้านข้างเปิดปากอธิบาย

“เจ้าเข้าใจจริง ๆ หรือว่าเขาต้องการจะบอกอะไร” มู่ไป๋ไป่รู้สึกประหลาดใจ

“เพคะ…” หลัวเซียวเซียวทำหน้าขัดเขินพลางเกาหัว

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา นางมักจะพูดคุยกับ ‘คนบ้า’ แล้วพอเวลาผ่านไป นางก็สามารถเข้าใจได้ว่าเขาต้องการจะบอกอะไร

จบบทที่ บทที่ 93: ตอบแทนบุญคุณ

คัดลอกลิงก์แล้ว