เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 86: การสมรู้ร่วมคิด

บทที่ 86: การสมรู้ร่วมคิด

บทที่ 86: การสมรู้ร่วมคิด


วันแรกของการสวดมนต์ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ยกเว้นร่างกายของมู่ไป๋ไป่ที่บอบบาง เด็กน้อยซึ่งคุกเข่าอยู่เป็นเวลานานทำให้เข่าเล็ก ๆ เริ่มมีสีเขียวช้ำเล็กน้อย

ซูหว่านรู้สึกทุกข์ใจมากจึงได้เชิญหมอหลวงมาตรวจและจ่ายยาให้กับลูกสาว

หลังจากหรงเฟยได้ยินเรื่องนี้ นางก็ได้เข้ามากระแนะกระแหนทั้ง 2 คนอีกครั้ง แต่เวลาอยู่ต่อหน้าไทเฮา นางยังคงมีความหวั่นเกรงอยู่บ้าง

“เฮอะ ข้าไม่เคยได้รับความอยุติธรรมเช่นนี้มาก่อน” ยามนี้หรงเฟยได้กลับมายังเรือนพักของตัวเอง พอนางยิ่งคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้มากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งรู้สึกโกรธมากขึ้นเท่านั้น “เมื่อใดที่ข้าได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท ข้าไม่ปล่อยหว่านผินไปแน่ บังอาจนักที่มาทำให้ข้าต้องอับอาย”

“ส่วนคนที่น่ารังเกียจที่สุดก็คือองค์หญิงหกซึ่งอาศัยความโปรดปรานของฝ่าบาทและไทเฮาทำตัวหยิ่งผยอง ไม่เคารพผู้หลักผู้ใหญ่”

“พระสนม โปรดระงับโทสะ” ขันทีหนุ่มที่กำลังนวดไหล่ของหรงเฟยกล่าว “ความโกรธจะทำร้ายพระวรกายของพระสนม เช่นนี้ฝ่ายโน้นก็จะยิ่งได้เปรียบมากกว่าเรายิ่งขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”

หญิงสาวหลับตาสูดหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นก็ตอบว่า “เจ้าพูดถูก ไม่ว่าข้าจะทำอะไรเพื่อระบายความโกรธของข้า พวกนางจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลย เว้นแต่จะทำร้ายตัวเองเท่านั้น”

หรงเฟยครุ่นคิดถึงบางสิ่งก่อนจะเยาะเย้ยว่า “หว่านผินได้รับความโปรดปรานเพราะบุตรีของตัวเองไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นข้าจะใช้โอกาสนี้จัดการองค์หญิงหก หลังจากกลับวังหลวง ข้าอยากจะรู้ว่านางจะยังได้รับความโปรดปรานอยู่อีกหรือไม่”

“พระสนมปราดเปรื่องยิ่งนัก” ขันทีที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายหรงเฟยคุ้นเคยกับนางเป็นอย่างดี

หรงเฟยนั้นถวายตัวเข้าวังหลวงเร็วกว่าลี่เฟย ตอนที่ลี่เฟยกลายเป็นที่โปรดปราน หรงเฟยก็คือคนที่ต่อสู้อย่างดุเดือดกับลี่เฟย

เพราะฉะนั้นบุคคลนี้ย่อมมีวิธีการที่เหนือความคาดหมาย

“ข้าจะฝากเรื่องนี้ให้เจ้าจัดการ” หญิงสาวหลับตาลงแล้วกระซิบว่า “คืนนี้ข้าจะจัดการองค์หญิงหก เจ้าก็ไปหาหน้าผาแล้วโยนนางลงไปซะ”

“ถ้าเช่นนั้นเราก็จะอธิบายว่าองค์หญิงหกเล่นเพลิดเพลินจนพลัดตกลงจากหน้าผา…”

แม้ว่าวัดฮู่กั๋วจะตั้งอยู่บนภูเขาที่ไม่ได้สูงมากนัก แต่โดยรอบก็มีหน้าผามากมาย ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้โดยง่าย

เมื่อถึงเวลากลางคืน

มู่ไป๋ไป่ร่วมรับประทานอาหารเย็นกับไทเฮาก่อนจะกลับมาที่ห้องของตัวเอง และซูหว่านก็กลัวว่าเธอจะแอบออกไปข้างนอกเหมือนเมื่อคืนอีก ดังนั้นนางจึงสั่งให้หลัวเซียวเซียวอยู่ข้างกายเธอโดยเฉพาะ

“องค์หญิงหก พระองค์จะบรรทมหรือยังเพคะ?” หลัวเซียวเซียวจัดเตียงแล้วหันไปถามคนร่างเล็กที่นั่งเอกเขนกอยู่ริมหน้าต่างมองดูพระจันทร์ด้านนอก

“ตอนนี้แค่กี่ยามกัน ยังเร็วนักที่จะเข้านอน” ทว่ามู่ไป๋ไป่กลับหาวทันทีที่พูดจบ “แต่แปลกมาก ทำไมวันนี้ข้าถึงง่วงเร็วกว่าปกติ?”

ในเวลานี้ของเมื่อวาน เธอยังกลิ้งไปมาอยู่บนเตียงเพราะนอนไม่หลับอยู่เลย

“ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลยเพคะ” หลัวเซียวเซียวกล่าว “วันนี้องค์หญิงหกคุกเข่าอยู่ในวิหารอยู่ครึ่งค่อนวัน แล้วยังทำอาหารให้หว่านผิน ไหนจะไปปีนต้นไม้เก็บผลไม้อีก”

“พระองค์คงจะเหนื่อยมาก”

มู่ไป๋ไป่พยักหน้าเห็นด้วย “ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล เอาล่ะ ไปนอนกันเถอะ”

เมื่อเด็กหญิงเริ่มง่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอก็ปีนขึ้นไปบนเตียง หลังจากล้มตัวลงนอน สติของเธอก็หลุดลอยไปทันที

ส่วนหลัวเซียวเซียวดีกว่าเล็กน้อยตรงที่นางยังลุกขึ้นไปดับเทียน แต่เวลาผ่านไปไม่นานนางก็หลับตามองค์หญิงไป

ยามค่ำคืนบนภูเขานั้นเงียบสงัดมาก เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่อาจทราบได้ แต่จู่ ๆ ก็มีคนทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ 2 คนปรากฏขึ้นที่นอกหน้าต่างห้อง

“ชู่ว… ลดเสียงลงหน่อย ถ้าองค์หญิงหกยังไม่หลับจะทำอย่างไร?”

“เป็นไปไม่ได้ กำยานนี้ถูกหลอมขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และข้าได้สั่งให้เพิ่มฤทธิ์ยาถึง 2 เท่า ไม่ต้องพูดถึงองค์หญิงหกที่เป็นเพียงเด็ก แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังหลับลึกภายในครึ่งก้านธูป”

ร่าง 2 ร่างนั้นคือขันทีคนที่อยู่ข้างกายหรงเฟย

ตามคำสั่งของหรงเฟย พวกเขาได้วางกำยานสลบไว้ในห้องของมู่ไป๋ไป่ หลังจากที่นางหลับไปภายใต้ฤทธิ์ของกำยาน พวกเขาก็จะเอานางไปโยนทิ้งที่หน้าผาด้านหลังภูเขา

“เร็วเข้า อย่าให้หรงเฟยต้องรอนาน”

ขันทีทั้ง 2 ค่อย ๆ เปิดหน้าต่างเบา ๆ แล้วเดินไปที่เตียง ขณะที่พวกเขากำลังจะลงมือก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า

“เด็กคนนี้เป็นใครกันแน่ ทำไมนางถึงถือมีดอยู่ในมือขณะที่นอนหลับ ทำเอาข้าตกใจแทบตาย”

ภายใต้แสงจันทร์ หลัวเซียวเซียวซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ด้านนอกถือมีดสั้นเล็ก ๆ เอาไว้ในมือ

“ข้ารู้จักนาง ข้าได้ยินมาว่าองค์หญิงหกช่วยนางเอาไว้ ดูเหมือนว่านางจะเป็นหลานสาวของลี่เฟย แต่นางไม่ได้เกิดจากภรรยาของหัวหน้าตระกูล ตอนนี้ชีวิตของนางค่อนข้างดีเลยทีเดียว”

“หืม? เอาเถอะ วันคืนดี ๆ ของนางคงจะสิ้นสุดลงในวันนี้”

หลังจากที่คุยกันจบ ขันทีก็เดินข้ามหลัวเซียวเซียวไปอุ้มมู่ไป๋ไป่ที่หลับลึกออกไป และห่อนางด้วยเสื้อคลุมสีดำที่พวกเขาเตรียมเอาไว้

ขันทีน้อยทั้ง 2 เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยที่พาคนออกไปจากเรือนอย่างเงียบเชียบแล้วปิดประตูลงอีกครั้ง

ปัจจุบันภายในห้องดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เว้นแต่ว่ามีคนผู้หนึ่งหายไปจากเตียง

ในเวลาเดียวกันที่ด้านหลังภูเขา

หรงเฟยสวมเสื้อคลุมสีดำที่มิดชิด ทำให้นางแทบจะกลืนหายไปกับความมืดยามค่ำคืน

ตรงหน้าของนางเป็นหน้าผาสูง นางได้นัดหมายขันทีข้างกายของตนให้มาพบกันที่หน้าผาแห่งนี้ เพราะบริเวณนี้มีก้อนหินมากมาย

ถึงแม้ว่าจะมีคนตกลงไปจากหน้าผาแล้วไม่ตาย แต่คนคนนั้นอาจจะหัวฟาดหินตายไปเสียก่อน

เมื่อหญิงสาวคิดถึงสภาพที่น่าสมเพชขององค์หญิงหกที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ นางก็ยิ้มอย่างมีความสุข

“หรงเฟย ข้าน้อยพาคนมาที่นี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยทั้ง 2 หอบหายใจในขณะที่อุ้มมู่ไป๋ไป่มา

“ทำไมถึงมาช้าขนาดนี้?” หรงเฟยขมวดคิ้ว “เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นองค์หญิงหก? ไม่ผิดคนแน่นะ”

นางจะไม่มีทางทำอะไรผิดพลาดแบบโง่ ๆ อย่างลี่เฟยคนนั้นแน่

“ไม่ผิดแน่พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีผู้น้อยเปิดผ้าคลุมขึ้นเพื่อให้หรงเฟยเห็นคนที่อยู่ภายใน “ในห้องมีคนนอนอยู่บนเตียง 2 คน อีกคนคือหลัวเซียวเซียวซึ่งมักจะติดตามองค์หญิงหกไปทุกที่”

“ทุกคนรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีพ่ะย่ะค่ะ”

ภายใต้ผ้าคลุมสีดำ ใบหน้าขาวสะอาดของมู่ไป๋ไป่เปล่งปลั่งท่ามกลางแสงจันทร์ นางนอนหลับใหลอย่างมีความสุข แม้แต่แรงกระแทกที่เกิดขึ้นระหว่างทางก็ไม่สามารถปลุกนางให้ตื่นจากห้วงนิทราได้

“ดีมาก” ในที่สุดหรงเฟยก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจ “พวกเจ้าทำได้ดีมาก หลังจากเรื่องนี้จบแล้ว พวกเจ้าจะได้รับรางวัลอย่างงาม”

ขันที 2 คนนี้อยู่กับหรงเฟยมานานหลายปี พวกเขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนใจกว้างมากเพียงใด แล้วพวกเขาก็รู้สึกมีความสุขมากเมื่อได้ยินสิ่งที่นางพูด

“รีบลงมือเสียเถอะ” สายตาที่เคร่งครัดฉายผ่านดวงตาของหรงเฟยขณะที่นางออกคำสั่ง

“พ่ะย่ะค่ะ!” หลังจากตอบรับคำสั่ง คนทั้ง 2 ก็อุ้มมู่ไป๋ไป่ไปที่หน้าผา

จากนั้นพวกเขาก็มองดูภาพเบื้องหน้าก่อนจะลอบถอนหายใจ

องค์หญิงหกที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงม หากนางตกไปจากตรงนี้ นางคงจะเสียชีวิตทันที

ในเวลาเดียวกัน เซียวถังอี้กำลังบินผ่านป่าในขณะที่ร่างกายปกคลุมไปด้วยเลือด ภายใต้แสงจันทร์ เขามองเห็นได้ชัดเจนว่าเสื้อผ้าสีดำของตนนั้นเปียกชุ่มไปด้วยบางสิ่งบางอย่าง และมีบาดแผล 2 แห่งที่ลึกจนเห็นกระดูกอยู่บนหลังของเขา

ดังนั้นมันจึงทำให้ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากสีเงินซีดลง

ทันใดนั้นเซียวถังอี้ก็เหมือนจะได้ยินเสียงแปลก ๆ เขาลังเลอยู่สักพัก แต่สุดท้ายเขาก็มุ่งหน้าไปทางต้นเสียงจนกระทั่งมาถึงชายป่า

แล้วเด็กหนุ่มก็เห็นผู้ชาย 2 คนที่สวมชุดขันทีกำลังถือบางสิ่งตั้งท่าจะโยนลงไปบนหน้าผาอยู่ไม่ไกลนัก

เซียวถังอี้หรี่ตามองภาพตรงหน้าและเห็นใบหน้าเล็ก ๆ ที่หลับใหลสะท้อนแสงจันทร์

นั่นนางหรือ?

เจ้าเด็กคนนั้น!

ก่อนที่เขาจะทันได้เข้าใจถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เขาก็เห็นขันที 2 คนปล่อยมือ ส่งผลให้มู่ไป๋ไป่ถูกเหวี่ยงออกจากหน้าผาเหมือนกระสอบทรายที่กลิ้งตกลงไปท่ามกลางโขดหินขรุขระบนภูเขา

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: คุณชายเซียวมาได้จังหวะพอดีมาก รีบไปช่วยเจ้าตัวเล็กเร็ว!

จบบทที่ บทที่ 86: การสมรู้ร่วมคิด

คัดลอกลิงก์แล้ว