เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 83: หรงเฟย

บทที่ 83: หรงเฟย

บทที่ 83: หรงเฟย


เมื่อนางกำนัลเห็นผู้มาเยือน พวกนางก็พากันเงียบทันทีและก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว

พวกนางไม่คาดคิดเลยว่าชิงเยว่ที่เป็นนางกำนัลข้างกายไทเฮาจะมายังสถานที่ที่มีแต่นางกำนัลตัวเล็ก ๆ อยู่

“ตอนนี้รู้สึกกลัวขึ้นมาแล้วหรือ?” ชิงเยว่มองดูนางกำนัลที่ยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมกับกล่าวเยาะเย้ย “พวกเจ้าว่างงานมากนักหรือ?”

“เช่นนั้นก็ลองพูดกับข้าอีกครั้งสิว่าองค์หญิงหกเป็นเช่นไรนะ?”

เหล่านางกำนัลตัวน้อยจะกล้าดีเช่นนั้นได้อย่างไร พวกนางกลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมาแล้ว

“หึ องค์หญิงหกเป็นบุตรสาวของโอรสสวรรค์ ไม่ใช่คนที่พวกเจ้ามีสิทธิ์มาวิจารณ์”

“เนื่องจากตอนนี้เราอยู่ในเขตวัด ดังนั้นข้าจะเมตตาปล่อยนกปล่อยปลาสักครั้ง พวกเจ้าตบปากตัวเองคนละ 20 ครั้ง แล้วคราวหน้าก็อย่าได้ทำเช่นนี้อีก”

“ระวังคราวหน้าหัวจะหลุดจากบ่า!”

เหล่านางกำนัลตัวน้อยถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะเริ่มตบปากตัวเอง

ระหว่างนั้นชิงเยว่ยังคงยืนเฝ้าอยู่ด้านข้าง พอเห็นว่านางกำนัลทุกคนลงโทษตัวเองเสร็จแล้ว นางจึงเดินกลับไปที่เรือนพักผ่อนของไทเฮา

“ไทเฮา เป็นอย่างที่พระองค์ทรงคาดเอาไว้เลยเพคะ มีนางกำนัลตัวน้อยมากมายที่นินทาเรื่องที่องค์หญิงหกกับหว่านผินไม่ได้เข้าร่วมพิธีในตอนเช้าวันนี้”

“แต่หม่อมฉันได้สั่งสอนพวกเขาเรียบร้อยแล้วเพคะ นับจากนี้ไปพวกนางคงไม่กล้าพูดเรื่องไร้สาระอีก”

ขณะนี้ไทเฮาเพิ่งกลับมาจากการนั่งสมาธิอยู่ในวิหารไม่นาน ดังนั้นจึงมีนางกำนัลนั่งคุกเข่าอยู่ด้านข้างเพื่อคอยนวดขาให้พระนางเบา ๆ

ไทเฮาทรงชราภาพมากแล้ว พระนางเพิ่งคุกเข่าอยู่ในวิหารตลอดทั้งเช้า จึงส่งผลให้พระนางรู้สึกเหนื่อยล้า

“เจ้าทำได้ดีมาก” หลังจากไทเฮาฟังคำพูดของชิงเยว่ พระนางก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “เราไม่อยากได้ยินใครพูดอะไรไม่ดีเกี่ยวกับองค์หญิงหกอีก”

ปัจจุบันทุกคนในตำหนักฉือซิ่งรู้ดีว่าไทเฮานั้นทรงเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับองค์หญิงหกไปแบบพลิกฝ่ามือเนื่องจากฝีมือการทำอาหารของนาง

ครั้งหนึ่งไทเฮาทรงไม่โปรดปรานองค์หญิงหกมากเพียงใด บัดนี้พระนางทรงรักองค์หญิงหกมากเท่านั้น

ในฐานะบ่าว พวกเขาก็ต้องทำตัวให้สอดคล้องกับผู้เป็นนาย

“เพคะ” ชิงเยว่ถอนสายบัวก่อนจะก้าวถอยหลังไป

อีกด้านหนึ่ง มู่ไป๋ไป่กับหลัวเซียวเซียวนำซาลาเปารูปกระต่ายที่นึ่งสด ๆ และน้ำแกงเต้าหู้ร้อน ๆ มาให้ซูหว่าน

“ท่านแม่ อาหารที่วัดฮู่กั๋วรสอ่อนเป็นสักหน่อย ไป๋ไป่กลัวว่าท่านจะกินไม่ได้ จึงได้ไปทำอาหารบางอย่างที่ห้องครัวมาเพคะ ท่านลองชิมดูสักหน่อยว่าอาหารฝีมือไป๋ไป่พอจะถูกปากท่านหรือไม่”

“ไป๋ไป่เป็นคนทำเองทั้งหมดเลยหรือ?” หว่านผินรู้สึกสะเทือนใจจนต้องรีบดึงลูกสาวมากอดไว้ และจับมือเล็ก ๆ เป็นการปลอบประโลม “ไป๋ไป่ เจ้าเป็นองค์หญิง ไม่มีเหตุผลที่เจ้าจะต้องเข้าครัวไปทำอาหารเองเลย…”

“ไป๋ไป่เป็นองค์หญิงก็จริง แต่ไป๋ไป่ก็อยากทำอาหารอร่อย ๆ ให้ท่านแม่กินด้วยเช่นกัน” เด็กน้อยตอบเสียงหวาน “นอกจากนี้ การได้เห็นท่านแม่กินอาหารที่มู่ไป๋ไป่ทำ มันทำให้ไป๋ไป่มีความสุขมาก”

ขณะที่เธอพูด เธอก็หยิบซาลาเปาที่มีรูปร่างเหมือนกระต่ายขาวตัวน้อยมายื่นให้ซูหว่าน “ซาลาเปาไส้ผักที่ปรุงรสเผ็ดเปรี้ยวร้อน ๆ เซียวเซียวได้ลองชิมแล้ว นางบอกว่ารสชาติดีทีเดียวเพคะ”

“มันยิ่งกว่ารสชาติดีอีกเพคะ” หลัวเซียวเซียวยิ้มพลางลูบปากตัวเองเบา ๆ “มันเป็นอาหารที่รสเลิศที่สุดในสามโลก พระสนมลองชิมอาหารฝีมือองค์หญิงหกดูสิเพคะ”

ซูหว่านยิ้มก่อนจะกัดซาลาเปาในมือของลูกสาว แล้วรสเผ็ดเปรี้ยวก็กระจายไปในปากของนางทันที ผสานกับรสหวานของแป้ง มันช่วยกระตุ้นต่อมน้ำลายได้เป็นอย่างดี

“อร่อยมาก” ดวงตาของหญิงสาวเป็นประกาย ก่อนหน้านี้นางคิดว่ามู่ไป๋ไป่คงไม่สามารถทำอาหารอร่อย ๆ ในวัดฮู่กั๋วได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่านางจะประเมินลูกสาวของตัวเองต่ำเกินไป

“อร่อยใช่หรือไม่? ท่านแม่ ท่านกินอีกหน่อยสิ” มู่ไป๋ไป่ตักน้ำแกงเต้าหู้ให้ผู้เป็นแม่ 1 ชามทันที

ก้อนเต้าหู้ขาวคล้ายหยกลอยอยู่ในน้ำแกงสีใส มีต้นหอมสีเขียวมรกตกระจายอยู่รอบ ๆ ทำให้น้ำแกงนี้ดูน่าทานมากยิ่งขึ้น

ซูหว่านจิบน้ำแกงเต้าหู้เข้าไปทำให้รสเปรี้ยวเผ็ดในปากเจือจางลง ซึ่งอาหารทั้ง 2 ดูเหมือนจะเข้ากันได้เป็นอย่างดี

“เป็นอย่างไรบ้างเพคะ?” มู่ไป๋ไป่จ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาคาดหวัง

“อร่อยมาก” หว่านผินพยักหน้าซ้ำ ๆ ก่อนจะยิ้มจาง ๆ และชวนหลัวเซียวเซียวให้มานั่งกินข้าวด้วยกัน

ทางด้านเด็กหญิงก็ไม่ได้อิดออด นางนั่งลงตรงข้ามทั้ง 2 คน หยิบซาลาเปา และตักน้ำแกงเต้าหู้มานั่งกินอย่างละเมียดละไม

“ไป๋ไป่...” ถึงแม้ว่าซูหว่านจะกินไปได้ไม่กี่คำ แต่นางก็กินต่ออีกไม่ไหวแล้ว ก่อนที่นางจะพูดขึ้นมาขณะทำหน้าไม่แน่ใจ “เมื่อคืนเจ้าไปไหนมาหรือ?”

ทันทีที่คำถามนั้นออกจากปากหว่านผิน หลัวเซียวเซียวกับมู่ไป๋ไป่ก็ชะงักไป

จากนั้นคนมีพิรุธทั้ง 2 ก็มองหน้ากัน

ไม่นานมู่ไป๋ไป่ก็ลอบถอนหายใจ ดูเหมือนว่าหลัวเซียวเซียวจะคาดเดาได้ถูกต้อง

“ไม่ใช่ว่าแม่ไม่เชื่อที่เจ้าพูดนะ” พอซูหว่านเห็นว่าลูกสาวไม่ตอบ นางจึงวางถ้วยและตะเกียบในมือลงอย่างไม่สบายใจ และอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่แค่เป็นห่วงเจ้าเพียงเท่านั้น”

“เมื่อคืนเจ้าบอกว่าเจ้าหลงทางอยู่บนภูเขา แต่ตอนกลางดึกมีฝนตกหนัก”

“ตอนที่เจ้ากลับมาในตอนเช้า เสื้อผ้ากับรองเท้าของเจ้ากลับแห้งสนิท”

“แม่—”

“ท่านแม่ ข้าขอโทษที่โกหกท่าน” มู่ไป๋ไป่พูดขัดจังหวะผู้เป็นแม่ขณะเงยหน้าขึ้นมองนาง แล้วหยิบยกข้อแก้ตัวที่เธอเพิ่งคิดขึ้นได้ตอนที่อยู่ในครัวขึ้นมา “อันที่จริง เมื่อคืนข้าลงจากเขาไป”

“อะไรนะ?” แม้ว่าซูหว่านจะเตรียมใจเอาไว้บ้างแล้ว แต่นางก็ยังอดเป็นกังวลไม่ได้หลังจากได้ยินสิ่งที่ลูกสาวบอก “ทำไมเจ้าถึงต้องลงเขา?”

“เป็นเพราะเจ้าส้มเลย!” เด็กหญิงขายเจ้าส้มโดยไม่ลังเล “มันวิ่งหนีไป ข้าก็เลยไล่ตามมันจนไปถึงในเมือง”

“แล้วก็เกิดเรื่องบางอย่าง ข้าเจอกับคนไม่ดี ข้าเลยต้องแอบซ่อนตัวอยู่แถวตลาดทั้งคืน”

“นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพคะ”

สิ่งที่มู่ไป๋ไป่เพิ่งพูดไปนั้นเป็นความจริงครึ่งหนึ่ง มันอาจจะฟังดูน่าเหลือเชื่อ แต่ก็ยังมีความใกล้เคียงกัน

ซูหว่านยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ดังนั้นนางจึงถามต่อไปว่า “แล้วตอนนี้เจ้าส้มอยู่ที่ไหน เจ้าหามันพบแล้วหรือยัง ทำไมแม่ไม่เห็นเจ้าพามันกลับมาด้วยล่ะ”

“ข้าจับมันได้แล้ว!” คนตัวเล็กรู้สึกโมโหมากเมื่อพูดถึงเจ้าส้ม “แต่มันร้ายกาจมาก มันหนีไปอีกแล้วท่านแม่”

ตอนนี้มันคงกำลังหวานชื่นอยู่กับเจ้าแมวขาวที่มันคิดถึงจนแทบบ้า!

“...” หว่านผินนิ่งเงียบไป

“อะแฮ่ม…” หลัวเซียวเซียวเงยหน้าขึ้นจากถ้วยน้ำแกงใบเล็กและเอ่ยทำลายความเงียบ “หม่อมฉันหวังเพียงว่าองค์หญิงหกจะกลับมาอย่างปลอดภัยเพคะ”

ซูหว่านพยักหน้าในขณะที่ตื่นจากภวังค์ “ใช่ ดีแล้วที่เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย...”

นับตั้งแต่ที่มู่ไป๋ไป่เปลี่ยนไป นางก็เป็นคนที่รู้ความและมีความคิดเป็นของตัวเองมากยิ่งขึ้น

ในเมื่อลูกสาวไม่อยากบอกนางจริง ๆ นางก็ไม่อาจเค้นถามออกมาได้

ปัจจุบันเด็กน้อยอยู่ตรงหน้านางอย่างปกติสุข เพียงเท่านี้นางก็พอใจแล้ว

หลังจากคิดได้เช่นนี้ ซูหว่านก็เลิกกังวลก่อนจะหยิบชามกับตะเกียบขึ้นมากินอาหารต่อ

จากนั้นหลัวเซียวเซียวกับซูหว่านก็กินซาลาเปาและน้ำแกงเต้าหู้ที่มู่ไป๋ไป่ทำจนหมด

หลังจากพักรับประทานอาหารกลางวันในช่วงสั้น ๆ ทุกคนก็มุ่งหน้าไปที่วิหารใหญ่ของวัดฮู่กั๋วเพื่อสวดมนต์

มู่ไป๋ไป่ที่กำลังจูงมือซูหว่านเดินมาก็เห็นผู้หญิงหน้าตาคุ้นเคยยืนอยู่ข้างไทเฮาจากระยะไกล เธอจึงอุทานออกมาว่า “เอ๊ะ!”

“นั่นคือหรงเฟย” หว่านผินอธิบายให้ลูกสาวฟังด้วยเสียงแผ่วเบา “นางเพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อคืนนี้”

เดิมทีในครั้งนี้ไทเฮาได้ทรงอนุญาตให้ซูหว่านกับมู่ไป๋ไป่ติดตามมาเท่านั้น แต่จู่ ๆ หรงเฟยก็เดินทางมาที่นี่อย่างเร่งด่วนหลังจากได้รับคำสั่งจากฝ่าบาท

“น้องหว่านผิน” หรงเฟยที่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจึงหันมายิ้มให้ทั้ง 2 คน “ในที่สุดเจ้าก็มาถึง ข้ากับไทเฮารอเจ้าอยู่ที่นี่นานแล้ว”

จบบทที่ บทที่ 83: หรงเฟย

คัดลอกลิงก์แล้ว