เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 82: นินทา

บทที่ 82: นินทา

บทที่ 82: นินทา


หลังจากไทเฮาฟังคำขอของมู่ไป๋ไป่ พระนางก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้เป็นคนที่รู้ความและเอาใจใส่ผู้อื่นมาก พระนางจึงพยักหน้าอนุญาตทันทีและบอกว่าพวกนางไม่ต้องไปสวดมนต์ในตอนเช้า เพื่อให้แม่ลูกคู่นี้ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

เมื่อเด็กหญิงทำตามแผนจนบรรลุเป้าหมายแล้ว เธอก็พูดคุยอยู่กับท่านย่าสักครู่ ก่อนจะกลับเข้าห้องของตัวเองพร้อมกับอ้าปากหาว

ซูหว่านหลับอยู่บนเตียงของเธอนานแล้ว เธอจึงจัดการถอดเสื้อผ้าด้านนอกออก ก่อนจะปีนขึ้นไปนอนบนเตียงบ้าง

จากนั้นแม่กับลูกสาวก็นอนหลับสนิทจนกระทั่งนางกำนัลมาเคาะประตูเรียกให้ไปรับประทานอาหารกลางวัน

“นี่ข้านอนจนถึงป่านนี้เลยหรือ!?” หว่านผินมองดูพระอาทิตย์ที่ขึ้นเหนือศีรษะด้านนอกแล้วตกใจมาก “ไป๋ไป่ เจ้าไม่ได้บอกว่าจะปลุกแม่หลังจากที่กลับมาหรอกหรือ? นี่คงเลยเวลาสวดมนต์ขอพรแล้ว ไทเฮาจะไม่กล่าวโทษ—”

“ท่านแม่!” มู่ไป๋ไป่กลิ้งไปมาอยู่บนเตียงอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะยกศีรษะขึ้นยิ้มแป้นแล้นให้กับแม่ “ไป๋ไป่ได้ขออนุญาตไทเฮาแล้ว เป็นไทเฮาที่อนุญาตให้พวกเราพักผ่อนตามสบาย ส่วนเรื่องสวดมนต์เราสามารถไปเข้าร่วมหลังจากรับประทานอาหารกลางวันก็ได้”

ซูหว่านที่ผุดลุกจากเตียงด้วยความตื่นตกใจก็ต้องถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อได้ยินสิ่งที่คนตัวเล็กพูด และถามลูกสาวว่านางไปบอกไทเฮาอย่างไร

“อิอิ ไป๋ไป่เป็นคนฉลาดมาก” มู่ไป๋ไป่เชิดคางขึ้น “ไป๋ไป่บอกไทเฮาว่ามีหนูอยู่ในห้องของไป๋ไป่เมื่อคืนนี้ และท่านแม่กับไป๋ไป่ก็ช่วยกันขับไล่หนูอยู่ทั้งคืน ทำให้พวกเราเหนื่อยมาก”

“อะไรนะ?” หว่านผินไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าตัวเล็กจะพูดเรื่องนี้ต่อหน้าไทเฮา นางตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ข้ออ้างของอีกฝ่ายก็มีเหตุผลทีเดียว

จากนั้นมู่ไป๋ไป่ก็หัวเราะไปพร้อมกับแม่ของตน แล้วก็กลิ้งไปบนเตียงอีกครั้งเพื่อไปนอนในอ้อมแขนของแม่

“เจ้าเด็กแสบนี่มันน่าฟัดจริง ๆ ทำไมถึงได้ขี้อ้อนขนาดนี้?” ซูหว่านกอดลูกสาวเอาไว้อย่างรักใคร่ พร้อมกับตบหลังปลอบนางเบา ๆ ก่อนจะถามด้วยความห่วงใย “เจ้ากลัวอยู่หรือไม่?”

“ขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้เจ้าไม่พบสุนัขจิ้งจอก เสือ หรือสัตว์ร้ายอื่น ๆ ในป่า”

“มิฉะนั้น…”

ขณะที่หญิงสาวพูด ดวงตาของนางก็เปลี่ยนเป็นสีแดงอีกครั้ง

“ท่านแม่ ท่านอย่าร้องไห้อีกเลย ไป๋ไป่ผิดไปแล้ว ไป๋ไป่จะไม่มีวันทำให้ท่านแม่ต้องเป็นกังวลเช่นนี้อีก” มู่ไป๋ไป่กล่าวพลางเช็ดน้ำตาให้คนตรงหน้า

“แม่ไม่ได้ร้อง” ซูหว่านยิ้มจาง ๆ พร้อมกับตบก้นลูกสาวเบา ๆ เป็นการเร่งเร้า “รีบลุกขึ้นไปกินข้าวกันเถอะ ไทเฮาทรงยกเว้นไม่ให้เราต้องไปสวดมนต์ในตอนเช้า แต่ตอนบ่ายเรายังคงต้องไปเช่นเคย”

เด็กหญิงตอบรับอย่างเชื่อฟังก่อนจะกระโดดลงจากเตียงไปล้างหน้าล้างตา

ตอนนี้ยังเหลือเวลาก่อนที่อาหารกลางวันจะยกขึ้นโต๊ะ มู่ไป๋ไป่จึงนึกถึงน้ำแกงจืด ๆ และอาหารมังสวิรัติที่ทางวัดฮู่กั๋วเตรียมไว้ให้ เธอจึงดึงหลัวเซียวเซียวมาขอให้นางนำทางไปที่ห้องครัว

“องค์หญิงหก เมื่อคืนพระองค์ทรงหลงทางอยู่บนภูเขาจริง ๆ หรือเพคะ?” เด็กหญิงที่ติดตามมู่ไป๋ไป่มากระซิบถามเสียงเบา “เมื่อคืนนี้คนของหว่านผินและหม่อมฉันค้นหาพระองค์เกือบทั่วภูเขา…”

ในตอนเช้า ทันทีที่หลัวเซียวเซียวเห็นองค์หญิงกลับมา นางก็รู้สึกมีความสุขมากที่รู้ว่าคนที่นางตามหามาทั้งคืนปลอดภัยดี แต่หลังจากก้าวผ่านความรู้สึกดีใจไปแล้ว นางก็ตระหนักได้ว่ามีช่องโหว่มากมายในคำพูดของอีกฝ่าย

“ก็… ข้าคิดว่าข้าหลงทางอยู่บนภูเขา” มู่ไป๋ไป่เกาปลายจมูกของตัวเอง แต่เธอไม่มีวันที่จะเล่าเรื่องน่าอายที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ให้ใครฟังอย่างแน่นอน

“องค์หญิงหก หม่อมฉันจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่” จากนั้นหลัวเซียวเซียวก็พูดเตือนอีกฝ่ายว่า “แต่หากหม่อมฉันยังมองเห็นจุดนี้ หว่านผินก็สามารถมองเห็นมันได้เช่นกันเพคะ”

“บางทีหว่านผินอาจจะถามพระองค์ในภายหลัง”

มู่ไป๋ไป่คิดอยู่สักพักแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่สหายตัวน้อยพูดนั้นมีเหตุผล

เวลาต่อมาเด็กหญิงทั้ง 2 ก็เดินมาถึงห้องครัว

หากเปรียบเทียบห้องครัวในวังหลวงซึ่งมีทุกสิ่งที่เราต้องการ ห้องครัวของวัดฮู่กั๋วก็เป็นเหมือนด้านตรงกันข้ามที่ไม่มีอะไรเลย

มู่ไป๋ไป่มองไปที่กองผักสีเขียวและหัวไชเท้าในห้องครัว แค่คิดใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว

เธอรู้สึกว่าตนไม่ได้มาที่นี่เพื่อสวดมนต์ แต่มาเพื่อรับบททดสอบมากกว่า

ถ้าช่วงนี้เธอเอาแต่กินอาหารพวกนี้ เธอได้เปลี่ยนกลายเป็นกระต่ายแน่นอน

“องค์หญิงหก ตรงนี้ยังมีเต้าหู้เหลืออยู่ครึ่งชิ้น พระองค์จะใช้มันหรือไม่เพคะ?” หลัวเซียวเซียวได้รับคำสั่งจากมู่ไป๋ไป่ให้ค้นในห้องครัวอยู่พักหนึ่ง แต่ก็พบเพียงเต้าหู้เก่าชิ้นใหญ่เท่านั้น

ดังสุภาษิตที่ว่า แม้แต่แม่ครัวที่มีฝีมือเก่งกาจก็ไม่อาจทำอาหารได้หากไม่มีข้าว* มู่ไป๋ไป่มองส่วนผสมที่อยู่ตรงหน้าแล้วรู้สึกว่าหัวสมองของตัวเองกำลังจะระเบิด

*เป็นสำนวนเปรียบเทียบว่า ไม่มีใครสามารถทำบางสิ่งสำเร็จหากไม่มีสิ่งที่จำเป็นต้องใช้

“องค์หญิงหก… พระองค์อยากเสวยอะไรเพคะ? เหตุใดเราไม่ส่งคนลงภูเขาไปซื้อวัตถุดิบมาให้เราล่ะ?” หลัวเซียวเซียวแนะนำ “พระองค์ไม่สามารถทำอาหารขึ้นมาจากของเพียงเท่านี้ได้แน่เพคะ”

“ไม่” มู่ไป๋ไป่ส่ายหัวปฏิเสธ “เรามาที่นี่ก็เพื่อถือศีลกินเจ การแอบส่งคนไปซื้ออาหารมานับว่าผิดต่อสวรรค์ นอกจากนี้ ข้าจะทำอาหารให้ท่านแม่สักหน่อย”

วันนี้ซูหว่านคงจะกินอะไรไม่ค่อยลงเพราะมัวแต่กังวลเรื่องของเธอมาตั้งแต่เมื่อคืน

“ไม่ใช่ว่าวัตถุดิบพวกนี้ไม่ดีหรอกนะ เพียงแค่เราต้องทำเป็นอาหารมังสวิรัติทั้งหมดเท่านั้น” คนตัวเล็กใช้ความคิดอยู่สักพักและเริ่มเอ่ยปากว่า “เอาล่ะ เจ้าไปกวนแป้งเถอะ เราจะทำซาลาเปาไส้ผักกัน”

“แล้วก็ทำน้ำแกงเต้าหู้เพิ่ม”

และแล้วก็เกิดภาพเดิม ๆ ซึ่งก็คือมู่ไป๋ไป่เป็นฝ่ายชี้นิ้วสั่ง ส่วนหลัวเซียวเซียวเป็นฝ่ายลงมือทำ

ในที่สุดตอนที่แป้งซาลาเปาเริ่มเป็นก้อน องค์หญิงตัวน้อยก็ขยับมือปั้นซาลาเปาทรงกลมให้เป็นรูปกระต่าย สุดท้ายก็ใช้หัวไชเท้าทำเป็นดวงตาให้กับกระต่ายน้อย ซึ่งมันดูสมจริงเสียจนหลัวเซียวเซียวยังทึ่ง

หลังจากที่ซาลาเปานึ่งเสร็จแล้ว มู่ไป๋ไป่ก็ได้ให้สหายลองชิมก่อน จากนั้นจึงจัดวางที่เหลือใส่จานและนำไปให้ซูหว่าน

ในระหว่างที่เดินผ่านหลังเรือน เธอก็ได้ยินคนพูดถึงตนจึงหยุดฝีเท้าลง

“จุ๊ ๆๆ องค์หญิงหกกับหว่านผินช่างได้รับความโปรดปรานยิ่งนัก พวกนางเดินทางมาที่นี่เพื่อสวดมนต์ขอพร แต่วันแรกก็นอนกินบ้านกินเมืองจนตะวันขึ้นถึงกลางหัว”

“เช่นนั้นหรือ ไทเฮาทรงคุกเข่าสวดมนต์อยู่ในวิหารตลอดทั้งเช้า”

“ชู่ววว เบาเสียงลงหน่อย… มิฉะนั้นองค์หญิงหกอาจจะมาได้ยินเข้า แล้วเจ้าจะถูกสั่งตัดลิ้นทันที”

“อย่าได้ดูแคลนองค์หญิงหกที่ปกติทำตัวน่ารักสดใส แต่วิธีการของนางช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก ไม่อย่างนั้น องค์หญิงใหญ่ที่ได้รับความโปรดปรานมาตลอดจะถูกโค่นล้มได้อย่างไร แล้วยังมีลี่เฟยที่ต้องตกต่ำลงเช่นนี้อีก เจ้าจะต้องระวังปากตัวเองเอาไว้ให้ดี”

“องค์หญิงหก! พวกนางกำลังใส่ร้ายพระองค์!” หลัวเซียวเซียวทนฟังต่อไปไม่ไหวและอยากจะพุ่งออกไปโต้เถียงกับเหล่านางกำนัลที่กำลังซุบซิบนินทากันอยู่

“เจ้ากลับมาเดี๋ยวนี้นะ” ทว่ามู่ไป๋ไป่กลับเรียกสหายไว้ “ซาลาเปาจะเย็นแล้ว เรารีบกลับกันก่อนเถอะ”

“แต่…” หลัวเซียวเซียวยังคงไม่ยอมแพ้ นางติดตามองค์หญิงหกมานานจึงรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนแบบที่พวกนางพูดถึง องค์หญิงหกผู้นี้เป็นคนที่ดีที่สุดในโลก!

“มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” มู่ไป๋ไป่ยักไหล่แบบไม่ใส่ใจ “ถึงอย่างไรปากก็อยู่บนหน้าของคนอื่น เราจะไปห้ามปรามให้เขาพูดถึงเราได้อย่างไร ถ้าข้าเอาเวลาไปสนใจพวกนางคงไม่เป็นอันต้องทำอะไรพอดี”

วันนี้แตกต่างไปจากอดีต เธอไม่จำเป็นต้องแสดงอำนาจต่อหน้าเหล่าลูกสมุนพวกนี้อีกต่อไป

ปัจจุบันเธอมีมู่เทียนฉงและไทเฮาเป็นคนคอยหนุนหลังที่ยิ่งใหญ่ที่เธอสามารถพึ่งพาได้ คนเหล่านี้เป็นเพียงมดปลวกที่ไม่มีค่าใด ๆ ในสายตาเธออีกแล้ว

เมื่อหลัวเซียวเซียวได้ยินสิ่งที่องค์หญิงพูด นางก็ระงับความโกรธอย่างไม่เต็มใจนักก่อนจะเดินตามอีกคนไป

หลังจากเด็กหญิงทั้ง 2 เดินจากไป ก็มีคนเข้ามาขัดขวางกลุ่มนางกำนัล “ใครใช้ให้พวกเจ้ามายืนนินทาคนอยู่ที่นี่ พวกเจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วใช่หรือไม่?!”

จบบทที่ บทที่ 82: นินทา

คัดลอกลิงก์แล้ว