เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47: ไม่อยากอาหาร

บทที่ 47: ไม่อยากอาหาร

บทที่ 47: ไม่อยากอาหาร


เรื่องของหลัวเซียวเซียวได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์เพราะมู่เทียนฉงอนุมัติเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ อาจารย์เสิ่นยังได้แจ้งกับทุกคนว่าศาลาหมิงหลี่จะงดชั้นเรียนชั่วคราว มู่ไป๋ไป่รู้สึกมีความสุขมากและลากหลัวเซียวเซียวไปเที่ยวรอบวังหลวงตลอดทั้งวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ภายในไม่กี่วัน รอยเท้าของเธอก็ย่ำไปเกือบจะทั่ววังหลวง

“เฮ้อ น่าเบื่อเสียจริง”

เด็กหญิงนอนอยู่บนหลังคาเลียนแบบพฤติกรรมของอวี้เซิ่งก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ในปากเล็ก ๆ ยังมีผลไม้ที่เธอกับหลัวเซียวเซียวเก็บมาจากต้นเมื่อวานนี้ซึ่งการได้กินผลไม้สด ๆ จากต้นนั้นเป็นอะไรที่อร่อยมาก

“องค์หญิงหก… พระสนมกำลังตามหาพระองค์อยู่เพคะ” หลัวเซียวเซียวพูดในขณะที่กำลังปีนบันไดขึ้นมาจากด้านหนึ่ง

ทุกวันนี้นางได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีอยู่ในตำหนักอิ๋งชุน มันทำให้ใบหน้าที่เคยเรียวเล็กของนางมีน้ำมีนวลขึ้น และผิวของนางก็ไม่ได้ซีดเผือดเหมือนคนสุขภาพไม่ดีอีกต่อไป

แม้ว่านางจะไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาน่ารักเท่ากับมู่ไป๋ไป่ แต่นางก็ยังเป็นเด็กที่น่ารักมากคนหนึ่ง

“ชู่!” มู่ไป๋ไป่ได้ยินเสียงเรียกจึงรีบดึงอีกคนมาด้านข้างแล้วทำท่าให้นางเงียบ “เงียบเสียงไว้ ท่านแม่คงอยากให้ข้ากลับไปอ่านตำรา”

“พ่อแม่ทั่วโลกคงจะเหมือนกันหมด ถึงแม้ว่าจะเป็นวันหยุด แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยให้ลูก ๆ อย่างพวกเราได้พักผ่อนบ้าง”

เด็กหญิงส่ายหัวพลางกัดลูกท้อเข้าปากเต็มคำ เป็นผลให้รสเปรี้ยวแทรกซึมเข้ามาอย่างกะทันหันทำให้เธอต้องปิดปากกลั้นเสียง แล้วใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นเหยเก

“องค์หญิงหก หม่อมฉันบอกแล้วว่าลูกท้อพวกนี้ยังไม่สุกจึงยังมีรสเปรี้ยว”

เมื่อหลัวเซียวเซียวเห็นเช่นนั้น นางก็รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วบอกให้อีกฝ่ายคายลูกท้อในปาก

จากนั้นนางก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “หม่อมฉันเตือนองค์หญิงหกตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่พระองค์ก็ไม่ยอมฟัง”

“ถุย ถุย ถุย…” มู่ไป๋ไป่คายทุกอย่างในปากออกมา รสชาติของลูกท้อนั้นทั้งเปรี้ยวและฝาด มันไม่อร่อยอย่างที่เธอคิดเลย

“ข้าเห็นว่ามันเปลี่ยนกลายเป็นสีแดง ก็เลยคิดว่ามันกินได้น่ะสิ”

หลัวเซียวเซียวไม่เข้าใจว่ามู่ไป๋ไป่ในฐานะองค์หญิงไม่เคยได้กินผลไม้หวาน ๆ เลิศรสบ้างเลยหรืออย่างไร ทำไมนางถึงเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับผลไม้ป่าพวกนี้ องค์หญิงหกช่างเป็นคนที่แปลกประหลาดมากจริง ๆ

“หม่อมฉันมีขนมหอมหมื่นลี้ที่เหลือจากเมื่อวาน องค์หญิงต้องการกินมันล้างปากสักหน่อยหรือไม่เพคะ?” เด็กหญิงถามขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจเมื่อนางเห็นว่าคนข้าง ๆ มีสีหน้าเศร้าหมอง

มู่ไป๋ไป่ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “รีบเอามันออกมาเลย ปากข้าฝาดไปหมดแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวล หากข้ากินขนมของเจ้า 1 ชิ้น ข้าจะชดใช้คืนให้เจ้าคืนนี้”

จากนั้นเธอก็เอื้อมมือออกไปขอขนมโดยไม่เหนียมอายแล้วก็ไม่ได้มีท่าทีดูถูกใด ๆ มันทำให้หลัวเซียวเซียวหัวเราะออกมาเบา ๆ

องค์หญิงหกไม่เพียงแค่เป็นคนแปลกประหลาดที่สุดเท่าที่นางเคยพบมา แต่นางยังเป็นองค์หญิงที่นิสัยดีที่สุดที่ตนเคยพบอีกด้วย

ต่อมา เด็กหญิงหยิบขนมหอมหมื่นลี้ที่ถูกห่ออย่างประณีตมาให้มู่ไป๋ไป่

“องค์หญิงไม่จำเป็นต้องคืนขนมหม่อมฉันหรอกเพคะ ทุกคนในตำหนักอิ๋งชุนดีต่อหม่อมฉันมาก พวกนางแบ่งขนมที่เหลือให้กับเซียวเซียวทุกวัน”

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นางได้กินขนมในตำหนักอิ๋งชุนมากกว่าที่นางเคยกินในจวนตระกูลหลัวรวมกันหลายปีเสียอีก

“แค่ได้กินขนมไม่กี่ชิ้นเจ้าก็บอกว่าพวกนางเป็นคนดีแล้วหรือ?” มู่ไป๋ไป่กัดขนมหอมหมื่นลี้เข้าไปในปากเพื่อเจือจางรสฝาด แล้วพูดติดตลกด้วยรอยยิ้ม

หลัวเซียวเซียวยิ้มเอียงอายในขณะที่กล่าวว่า “ด้วยความกรุณาที่องค์หญิงมอบให้ ทำให้ทุกวันนี้หม่อมฉันได้มีชีวิตที่ดีมากเพคะ”

ตอนนี้นางมีเตียงอุ่น ๆ ให้นอน มีเสื้อผ้าสะอาดให้สวมใส่ มีอาหารให้กินอิ่มท้อง และมีตำราให้ได้ศึกษา

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นางไม่เคยกล้านึกฝันยามที่อยู่ในจวนตระกูลหลัว

มู่ไป๋ไป่รับรู้โดยธรรมชาติว่าหลัวเซียวเซียวต้องการจะสื่อถึงอะไร

ท้ายที่สุดแล้ว เจ้าของร่างเดิมก็มีประสบการณ์เช่นเดียวกับเด็กผู้หญิงคนนี้ เมื่อมองดูอีกฝ่าย เธอก็เหมือนกำลังมองเห็น ‘มู่ไป๋ไป่’ ในอดีต

“อะไรกัน?” จู่ ๆ คนตัวเล็กก็รู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมา “องค์หญิงคนนี้จะพาเจ้าไปท่องโลกกว้างพบเจอสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายในอนาคต เจ้าเตรียมตั้งตารอดูเถอะ”

“เอาล่ะ วันนี้ เรามาเริ่มกันที่ห้องครัวของฝ่าบาทกันดีกว่า”

“หา?” หลัวเซียวเซียวไม่เข้าใจว่าทำไมบทสนทนาของพวกนางจึงจบลงที่ห้องครัวของฮ่องเต้

มู่ไป๋ไป่ไม่ได้ปล่อยให้อีกคนมีเวลาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และดึงนางตรงไปยังห้องครัวหลวงซึ่งเป็นห้องครัวที่เอาไว้ทำอาหารให้ฮ่องเต้โดยเฉพาะ

ต้องบอกว่าห้องครัวหลวงแห่งนี้เป็นสถานที่ที่รวบรวมอาหารอร่อยจากทั่วทุกมุมโลก

ในทุกวันเหล่าพ่อครัวต่างเค้นสมองหาวิธีสร้างสรรค์อาหารใหม่ ๆ เพื่อเอาใจฝ่าบาท

ซึ่งเรื่องพวกนี้เป็นปัญหาหนักอกหนักใจของพวกเขามาก

มิหนำซ้ำ ช่วงนี้ไทเฮาไม่ค่อยอยากอาหารด้วย

เป็นเวลาหลายวันติดต่อกันแล้วที่สำรับอาหารที่ส่งกลับจากตำหนักฉือซิ่งไม่ถูกแตะต้องเลย และไทเฮาก็ได้สั่งให้หมอหลวงมาตรวจพระนางแล้ว แต่ก็ไม่พบปัญหาอะไร

สาเหตุที่ไทเฮาไม่แตะต้องอาหารที่ถูกส่งมาจากห้องครัวหลวงอาจเป็นเพราะว่าพระนางเหนื่อยเกินไปจึงเสวยไม่ลงเพียงเท่านั้น

เหล่าพ่อครัวจึงกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าเกรงขามซึ่งก็คือการคิดหาวิธีส่งอาหารสำรับใหม่ที่แตกต่างกันให้กับตำหนักฉือซิ่งทุกวัน อย่างไรก็ตาม ไทเฮาก็ไม่มีความอยากอาหารเพิ่มขึ้นบ้างเลย

พอมู่ไป๋ไป่กับหลัวเซียวเซียวเดินเข้าไปในห้องครัวหลวง ปรากฏว่าพ่อครัวไม่ได้ยุ่งอยู่กับการทำอาหารอยู่หน้าเตา แต่พวกเขากำลังรวมตัวกันอยู่ที่ประตูด้วยท่าทางเศร้าโศก

“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” คนตัวเล็กที่เห็นท่าทีแปลกประหลาดจึงดึงนางกำนัลที่ทำงานในครัวมาถาม

อีกฝ่ายจำไม่ได้ว่าเธอเป็นใคร แต่พอนางเห็นว่าเธอแต่งตัวแปลก ๆ และสามารถเดินเข้าออกวังหลังได้อย่างอิสระ นางก็รู้ได้ทันทีว่าตัวตนของคนผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดา นางจึงได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เธอฟังด้วยท่าทางนอบน้อม

“ถ้าวันนี้ไทเฮายังไม่สามารถเสวยพระกระยาหารได้ หัวของพวกข้าน้อยคงจะหลุดจากบ่า” หลังจากนางกำนัลพูดจบ นางก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา

“เพราะอะไรกัน?” มู่ไป๋ไป่ลูบคางตัวเองพร้อมกับทำท่าครุ่นคิด “บอกข้ามาสิว่าช่วงนี้มีอาหารประเภทใดบ้างที่ถูกส่งไปยังตำหนักฉือซิ่ง”

เธอพอจะรู้จักฝีมือของพ่อครัวในห้องครัวหลวงอยู่บ้าง แน่นอนว่าพวกเขามีความเก่งกาจถึงได้มายืนในจุดนี้

อย่างไรก็ตาม คนเหล่านี้มีนิสัยในการทำอาหารแบบผิด ๆ กล่าวคือ อาหารที่ถูกส่งไปยังแต่ละตำหนักขึ้นอยู่กับรสนิยมของเจ้าของตำหนักนั้น ๆ

ตัวอย่างเช่น ตำหนักอิ๋งชุนขึ้นชื่อว่าเป็นตำหนักที่ชอบอาหารรสเปรี้ยวหวาน อาหารที่ถูกส่งจากห้องครัวหลวงไปยังตำหนักอิ๋งชุนในทุกวันส่วนใหญ่จึงเป็นอาหารรสเปรี้ยวและหวาน

ไม่ว่าเธอจะชอบกินอาหารเหล่านั้นมากแค่ไหน แต่การได้กินมันทุกวันก็ต้องมีเบื่อกันบ้าง ดังนั้นทุกวันนี้เธอจึงออกไปหาเก็บผลไม้ป่ามาล้างปาก

“ไทเฮาทรงเสวยพระกระยาหารที่เบาท้อง ดังนั้นอาหารที่ถูกส่งไปในช่วงนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นอาหารมังสวิรัติ” นางกำนัลรายงานชื่ออาหาร 2-3 รายการออกมาและมู่ไป๋ไป่ก็รู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองกำลังเปลี่ยนเป็นสีเขียวเมื่อได้ยินมัน

การที่ต้องกินพืชผักเหล่านี้ทุกวัน เธอจึงไม่แปลกใจเลยที่ไทเฮามีนิสัยแปลก ๆ และพระนางก็ชอบจับแม่ของเธอไปทรมานทุกครั้งที่มีโอกาส

แต่มีสุภาษิตกล่าวว่า หากอยากจะมัดใจใครก็ต้องใช้เสน่ห์ปลายจวัก

ถ้าเธอสามารถแก้ปัญหาเรื่องที่ไทเฮาไม่ยอมเสวยพระกระยาหารได้ อีกฝ่ายจะปฏิบัติต่อซูหว่านดีขึ้นในอนาคตหรือไม่?

ยิ่งคิดมู่ไป๋ไป่ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้ เธอจึงโบกมือแล้วพูดว่า “ไปบอกพ่อครัวว่าผู้ช่วยชีวิตมาแล้ว ถ้าพวกเจ้าไม่อยากหัวหลุดออกจากบ่าก็รีบจุดเตากันเร็วเข้า”

นางกำนัลยืนตัวแข็งทื่อโดยไม่เข้าใจว่าเด็กคนนี้ต้องการจะสื่อว่าอะไร

“เจ้าไม่ได้ยินที่องค์หญิงหกสั่งหรืออย่างไร” หลัวเซียวเซียวพูดขึ้นมา “หากพวกเจ้ามีทางเลือกอื่น องค์หญิงหกก็ไม่จำเป็นจะต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเช่นนี้”

“องค์หญิงหก!?” ดวงตาของนางกำนัลเป็นประกาย

แม้ว่านางจะทำงานอยู่ในครัวหลวง แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับองค์หญิงหก

ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงว่าองค์หญิงหกมีความสามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้หรือไม่ แต่นางได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทมากมาย ขอเพียงแค่นางเอ่ยถ้อยคำดี ๆ กับฝ่าบาทสัก 2-3 คำ ไม่ใช่ว่าพ่อครัวทุกคนในครัวหลวงจะสามารถเอาชีวิตรอดกลับมาได้หรอกหรือ?

นางกำนัลคนนั้นจึงรีบไปเรียกพ่อครัวมาอย่างมีความสุข และในไม่ช้าห้องครัวที่เคยว่างเปล่าก็เต็มไปด้วยผู้คน ซึ่งพวกเขาต่างก็มองดูคนร่างเล็กที่ยืนอยู่บนเก้าอี้อย่างสงสัย

จบบทที่ บทที่ 47: ไม่อยากอาหาร

คัดลอกลิงก์แล้ว