เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43: มีแขกมาหรือ?

บทที่ 43: มีแขกมาหรือ?

บทที่ 43: มีแขกมาหรือ?


มู่จวินฝานวางมือบนหน้าผากของมู่ไป๋ไป่ครู่หนึ่ง แล้วรู้สึกขบขันปนเอ็นดูกับคำสารภาพของนาง

เขารู้สึกขบขันที่เด็กหญิงไม่ระมัดระวังตัวกับเขา แต่มันก็ทำให้เขามีความสุขที่อีกฝ่ายเชื่อใจเขามาก

ในวังหลวงแห่งนี้ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใจคนยากแท้หยั่งถึง การได้พบสถานที่ที่สงบใจจึงเป็นสิ่งที่มีค่ามาก

“ไป๋ไป่ไม่อยากให้เสด็จพ่อไปหาลี่เฟยอย่างนั้นหรือ?” เด็กหนุ่มถามพลางช่วยคนตัวเล็กจัดกระโปรงที่ยับยู่ยี่ สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจอุ้มนางขึ้นมา

องครักษ์และนางกำนัลที่ตามมาข้างหลังรู้ว่าการสนทนาต่อไปของเจ้านายทั้ง 2 ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาควรฟัง ดังนั้นพวกเขาจึงชะลอฝีเท้าของตัวเองลง

หลังจากนั้นไม่นาน ก็เหลือเพียงมู่จวินฝานและมู่ไป๋ไป่ที่เดินนำอยู่ด้านหน้า

“ใช่” ใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กหญิงบึ้งตึงเมื่อเอ่ยถึงลี่เฟย

ทันใดนั้นคนตัวเล็กก็ทำเหมือนคิดอะไรออก เธอยิ้มสดใสให้มู่จวินฝานในขณะที่พูดว่า “ท่านพี่รัชทายาท ท่านมีความคิดดี ๆ จะแนะนำข้าบ้างหรือไม่?”

เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบ แต่ถามกลับว่า “ไป๋ไป่บอกข้าได้หรือไม่ว่าทำไมถึงไม่อยากให้เสด็จพ่อไปหาลี่เฟย หว่านผินพูดอะไรกับเจ้าหรือ?”

“ท่านแม่ไม่ได้พูดอะไร” มู่ไป๋ไป่ส่ายหัวโดยไม่ต้องคิด “ท่านแม่ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ด้วยซ้ำ นางใช้เวลาทั้งวันไปกับต้นไม้ใบหญ้า และปักผ้าอยู่ในสวนหลังตำหนัก เป็นไป๋ไป่ที่ไม่ชอบลี่เฟยต่างหาก!”

จู่ ๆ เด็กหญิงก็นึกเสียใจขึ้นมา ถ้าเธอรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เธอน่าจะลากมู่จวินฝานไปดูเรื่องสนุกด้วยกันเมื่อวานนี้

“ข้าเข้าใจแล้ว…” องค์รัชทายาทพยักหน้าก่อนจะครุ่นคิด “ถ้าเป็นเช่นนี้ข้าก็พอจะมีวิธีอยู่บ้าง แต่ข้าไม่รู้ว่าหว่านผินจะยินยอมทำตามหรือไม่?”

เหตุผลที่เขาถามมู่ไป๋ไป่เมื่อครู่นี้ก็เพื่อยืนยันว่าหว่านผินไม่สนใจที่จะแย่งชิงความโปรดปรานจากฝ่าบาทดังที่นางแสดงออกจริง ๆ

“จริงหรือเพคะ?” ดวงตาของเด็กน้อยเป็นประกาย และเธอก็เร่งเร้าให้อีกฝ่ายรีบบอกเธอว่าความคิดของเขาคืออะไร

“เสด็จพ่อจะเสด็จไปประทับที่ตำหนักชิงเหอในวันที่ 15 ของทุกเดือน” เมื่อมู่จวินฝานเห็นดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ของน้องสาวที่มองมา เขาก็กระแอมในลำคอแก้เก้อ

เขาแอบเสียใจที่ต้องพูดเช่นนี้ต่อหน้าเด็ก แต่เขาไม่รู้ว่าในสายตาของมู่ไป๋ไป่ เขาเป็นเพียงเจ้าหนูน้อยเท่านั้น

“หากครั้งต่อไปเสด็จพ่อพลิกชื่อของพระสนมคนอื่น ครั้งนั้น พระองค์ก็จะไม่ได้เสด็จไปที่ตำหนักชิงเหอ”

“นั่นสินะ! ทำไมข้าถึงคิดไม่ได้กัน” มู่ไป๋ไป่อดไม่ได้ที่จะทุบกำปั้นลงฝ่ามือตัวเอง “ท่านพี่รัชทายาท ท่านฉลาดมาก เพียงไม่นานก็คิดอะไรดี ๆ ออกมาได้แล้ว”

“แต่ทำไมท่านพี่ถึงบอกว่าท่านแม่ต้องยินยอมด้วยล่ะ?”

คราวนี้มู่จวินฝานทำเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ตอบออกไป ราวกับว่าเขาปล่อยให้เจ้าตัวเล็กเก็บเอาไปคิดเอง

ในวังหลวงแห่งนี้ เขาหวังว่ามู่ไป๋ไป่จะใสซื่อบริสุทธิ์และมีความสุขเช่นนี้ตลอดไป แต่เขารู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้

ในรั้ววังหลวงเป็นสถานที่กินคนโดยไม่คายกระดูก แทนที่จะปล่อยให้องค์หญิงหกกลายเป็นดอกไม้ที่บอบบางอยู่ในตำหนัก เขาหวังว่านางจะแข็งแกร่งและปลอดภัยแม้ว่าต่อจากนี้จะไม่มีใครคอยปกป้องนางก็ตาม

ขณะที่ 2 พี่น้องกำลังพูดคุยกัน พวกเขาก็มาถึงศาลาหมิงหลี่โดยไม่รู้ตัว

เจียงจื่อซิวมาถึงเร็วกว่าพวกเขา เขากำลังอ่านตำราพลางส่ายหัวอยู่ในที่นั่งของตนเอง เมื่อเขาได้ยินเสียงฝีเท้า เขาก็วางตำราลงก่อนจะยืนขึ้นเพื่อทำความเคารพทั้ง 2

พอมู่ไป๋ไป่เห็นเจียงจื่อซิว เธอก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เธอพาสหายร่วมเรียนของตัวเองมาด้วย

“ท่านพี่รัชทายาท ต่อจากนี้ไปไป๋ไป่จะนั่งข้างท่านไม่ได้อีกแล้ว ในการเรียนวันแรกหลัวเซียวเซียวคงจะยังไม่คุ้นชินกับอะไรหลาย ๆ อย่างในศาลาหมิงหลี่ ดังนั้นไป๋ไป่จึงจะต้องคอยอยู่ใกล้ ๆ นาง”

มู่จวินฝานรู้สึกขัดใจเล็กน้อย เขาจึงใช้หลังนิ้วแตะจมูกคนตัวเล็กเบา ๆ แสร้งทำทีเป็นโกรธแล้วถามว่า “พอเจ้ามีสหายแล้ว พี่ชายคนนี้ก็ไม่จำเป็นอีกแล้วหรือ?”

“ไม่หรอกเพคะ!” มู่ไป๋ไป่กอดขาของคนตัวสูงกว่าและเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตากลมโต

“หลัวเซียวเซียวได้รับการช่วยเหลือจากท่านพี่และไป๋ไป่ ดังคำที่กล่าวเอาไว้ว่า หากจะช่วยเหลือคนก็ควรช่วยเขาไปจนตลอดรอดฝั่ง ในเมื่อเราช่วยนางเอาไว้ เราจึงจำเป็นต้องรับผิดชอบนาง”

“ในเวลาแบบนี้ เจ้าก็คิดหาคำพูดน่าฟังได้เสมอ” มู่จวินฝานคิดว่าน้องสาวของตนนั้นน่ารักมาก

เขาอยากจะหยิกแก้มนางคลายความมันเขี้ยว แต่แล้วเขาก็นึกถึงรอยแดงที่ลี่เฟยทิ้งเอาไว้บนแก้มของนาง ดังนั้นเขาจึงต้องชักมือกลับมา

หลังจากมู่ไป๋ไป่ทำให้ผู้เป็นพี่ชายพึงพอใจแล้ว เธอก็เรียกหลัวเซียวเซียวเข้ามา

ก่อนอื่นคนตัวเล็กได้พาอีกฝ่ายไปกราบอาจารย์เสิ่น จากนั้นก็บอกให้นางนั่งลงที่โต๊ะข้าง ๆ เธอ

หลัวเซียวเซียวเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดตามนิสัยปกติ

แต่นางก็เป็นคนที่มีน้ำใจและเอาใจใส่มาก ทุกครั้งที่มู่ไป๋ไป่ต้องการบางสิ่ง ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยปาก นางก็จะหยิบของสิ่งนั้นมามอบให้เธอล่วงหน้า

หลังจากที่ทั้งคู่ได้ใช้เวลาร่วมกันทั้งวัน ความรู้สึกที่เด็กหญิงมีต่อหลัวเซียวเซียวก็เพิ่มขึ้น 2 เท่า

วันนี้มู่จวินฝานถูกมู่เทียนฉงเรียกตัวไปเข้าเฝ้าที่ตำหนัก ดังนั้นเขาจึงไม่ได้อยู่กับมู่ไป๋ไป่

คนตัวเล็กที่รู้ดังนั้นก็มีความสุขมาก เธอดึงหลัวเซียวเซียวให้ไปด้วยกันจนกระทั่งมาถึงตำหนักอิ๋งชุน และทั้ง 2 ก็เล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน

เธอรู้สึกมีความสุขมากจนไม่สังเกตเห็นว่ามีใครแอบย่องเข้ามาข้างหลังด้วยซ้ำ

“ฮึ่ม นังสุนัขหลัวเซียวเซียวกำลังยิ้มอย่างมีความสุขเสียจริง”

ขณะนี้นายน้อยหลัวกำลังซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ไม่ไกลจากเด็กหญิงทั้ง 2

ปัจจุบันรอยบวมแดงบนใบหน้าของเขายังไม่หายดี ทำให้ใบหน้าครึ่งหนึ่งยังคงบวมช้ำมาก ดังนั้นเขาจึงต้องซ่อนตัวอยู่ในตำหนักชิงเหอเพื่อพักฟื้นรักษาบาดแผลของตัวเอง

วันนี้เขารู้สึกเบื่อมาก จึงให้ใครสักคนพามาเดินเล่นในอุทยานหลวง แต่เขาไม่คาดคิดว่าจะมาพบมู่ไป๋ไป่กับหลัวเซียวเซียวที่เล่นกันอยู่ไม่ไกล

เมื่อเห็นว่ามีนางกำนัลและขันทีอยู่ข้างกายทั้งคู่ไม่กี่คน เขาจึงตัดสินใจตามพวกนางไปโดยหวังว่าจะล้างแค้นให้สำเร็จในวันนี้

พอนายน้อยหลัวเห็นว่าเด็กหญิงทั้ง 2 เดินไปยังทะเลสาบไป่ฮวา เขาก็บังเกิดแผนการในใจ

เขาหยิบหนังสติ๊กออกมาแล้วเล็งไปที่ขาของมู่ไป๋ไป่ ขณะที่เขากำลังจะปล่อยลูกหิน ทันใดนั้นก็มีเงามืดตกลงมาจากท้องฟ้าและกระแทกเข้าที่หน้าเขาจัง ๆ

“โอ๊ย! หนัก! ใครมันบังอาจมาลอบโจมตีข้า!”

“หายใจไม่ออกโว้ย ใครก็ได้ ช่วยข้าด้วย!”

เวลานี้เจ้าส้มนั่งทำหน้าเรียบเฉยอยู่บนใบหน้าของนายน้อยหลัว และเลียอุ้งเท้าของมันอย่างสบายอารมณ์

เมื่อมันเห็นคนในวังบางคนพยายามจะเข้ามาช่วย มันก็กางกรงเล็บแหลมคมขึ้นมาข่มขู่คนพวกนั้น

เนื่องจากทุกคนในวังต่างก็รู้ว่าเจ้าส้มเป็นแมวทรงเลี้ยง พวกเขาจึงไม่กล้าทำอะไรมัน ดังนั้นสถานการณ์ตอนนี้จึงตกอยู่ในทางตัน

สุดท้ายแล้ว นายน้อยแห่งตระกูลหลัวก็ถูกแมวอ้วนนั่งทับจนหายใจไม่ออกและเป็นลมล้มพับไป

“ฮึ มู่ไป๋ไป่ ข้าได้ช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้แล้ว”

เจ้าส้มพูดพลางส่ายหางอย่างภาคภูมิใจ ก่อนที่มันจะทิ้งคนในวังที่ตกตะลึงไว้เบื้องหลัง แล้ววิ่งหนีไปในทิศทางที่องค์หญิงหกเดินออกไป

ในยามที่มู่ไป๋ไป่กับหลัวเซียวเซียวกลับไปที่ตำหนักอิ๋งชุนก็เป็นเวลาที่มืดค่ำกว่าปกติ แต่ในตำหนักยังไม่มีการจัดเตรียมสำรับ เธอไม่เห็นแม้แต่นางกำนัลที่คอยรับใช้อยู่ในตำหนักด้วยซ้ำ

“แปลกมาก ทุกคนหายไปไหนกันหมด” เด็กหญิงเดินไปรอบ ๆ ตำหนักด้วยขาป้อมสั้น แต่ก็ยังไม่พบแม่ของเธอ

ขณะที่เธอกำลังจะเดินไปที่ห้องโถงด้านหน้า เจ้าก้อนขนสีส้มก็กระโดดเข้ามาในอ้อมแขนของเธอ

“ตอนนี้ทุกคนรวมตัวกันอยู่ที่ห้องโถงด้านหน้า” เจ้าส้มขยับตัวหาตำแหน่งที่สบายและนอนลงในอ้อมแขนของคนตัวเล็ก

“ข้าเพิ่งเดินผ่านห้องนั้นมาก็เห็นกลุ่มผู้หญิงที่สวมชุดหลากสีนั่งอยู่ข้างใน เฮ้อ กลิ่นเครื่องประทินผิวของพวกนางโชยไปไกลหลายพันลี้เลยกระมัง”

มันแสบจมูกแทบตาย!

“หืม? วันนี้มีแขกมาหรือ?”

มู่ไป๋ไป่รู้สึกแปลกประหลาด

ซูหว่านไม่ได้รับความโปรดปรานมาหลายปีแล้ว และนางก็ไม่ได้รู้จักมักจี่กับใครในวังเลย อีกทั้งหลังจากที่ย้ายเข้ามาอยู่ในตำหนักอิ๋งชุนก็ไม่เคยมีใครมาหาสักคนเดียว

แต่จากสิ่งที่เจ้าส้มพูด ดูเหมือนว่าวันนี้จะมีพระสนมหลายคนมาเยือน

มู่ไป๋ไป่กลอกตา กระชับกอดแมวตัวโต ก่อนจะดึงหลัวเซียวเซียวไปที่ห้องโถงด้านหน้า โดยความคิดว่าจะไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง

จบบทที่ บทที่ 43: มีแขกมาหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว