เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39: ได้เวลาชมละครแล้ว

บทที่ 39: ได้เวลาชมละครแล้ว

บทที่ 39: ได้เวลาชมละครแล้ว


มู่เทียนฉงนิ่งเงียบไปพลางคิดว่าเด็กน้อยคนนี้มีความสามารถในการทำตัวให้น่ารักน่าเอ็นดูมากขึ้นเรื่อย ๆ

มู่ไป๋ไป่ถือโอกาสนี้กระโดดไปคว้าเจ้าส้มจากมือของผู้เป็นพ่อ

แล้วเธอก็กลิ้งตัวลงบนเตียงอย่างช่ำชอง เธอคว้าผ้าห่มมาม้วนตัวเองกับเจ้าส้มเอาไว้เหมือนซูชิ โดยเหลือเพียงหัวเล็ก ๆ ที่มีขนปุกปุยโผล่ออกมา

“...” มุมปากของมู่เทียนฉงกระตุก แล้วแกล้งพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก เจ้ากล้าแย่งของไปจากมือเรางั้นรึ!”

มู่ไป๋ไป่กะพริบตาอย่างไร้เดียงสาขณะที่กล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านพูดผิดแล้ว เจ้าส้มไม่นับว่าเป็นสิ่งของ”

ดังนั้นการบอกว่าเธอแย่งของไปจากมือของเขานั้นมันไม่ถูกต้อง

“เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” เจ้าส้มที่ถูกโยนไปโยนมารู้สึกวิงเวียนศีรษะ ตอนนี้มันแทบจะขยับตัวไม่ได้ด้วยซ้ำจึงได้แต่ปล่อยให้เด็กน้อยรัดมันเอาไว้แน่น แล้วส่งเสียงร้องเบา ๆ ออกมา

“เหมียว”

“โอ๊ะ เจ้าส้ม ในเวลานี้เจ้าอย่าเพิ่งกังวลเรื่องนี้” มู่ไป๋ไป่กระซิบพูดปลอบใจแมวอ้วนในอ้อมแขน “ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว อากาศข้างนอกเริ่มเย็นลง เจ้าอยากถูกโยนออกไปข้างนอกหรืออย่างไร?”

“...” แมวส้มเงียบเสียงลงทันที

ตัวมันนั้นไม่กล้าคิดเลยจริง ๆ ว่าจะเป็นอย่างไรหากถูกโยนออกไปด้านนอก

“ไม่นับว่าเป็นสิ่งของหรือ?” มู่เทียนฉงที่เงียบไปสักพักจู่ ๆ ก็หัวเราะออกมา

เหตุการณ์นี้ทำให้อันกงกงซึ่งเฝ้าอยู่ด้านนอกประตูถึงขั้นต้องแอบมองเข้าไปข้างในห้องบรรทม

“มู่เทียนฉง เจ้ามันคนไร้หัวใจ!” เจ้าส้มตะโกนเสียงดัง

ยามที่ฮ่องเต้หนุ่มได้อยู่กับลูกสาวคนนี้ มันทำให้เขาลืมเรื่องราชกิจไปจนสิ้น

มู่ไป๋ไป่ยืนกรานที่จะเอาเจ้าส้มมานอนด้วย เขาจึงไม่สามารถโยนเจ้าแมวอ้วนตัวนี้ออกไปได้ ดังนั้นเขาจึงต้องเข้านอนหลังจากทำข้อตกลงกับเจ้าตัวเล็ก 3 ข้อ

ตัวของเด็กหญิงนั้นมีกลิ่นน้ำนมจาง ๆ ซึ่งทำให้กลิ่นอายที่เย็นชาในตำหนักเจือจางลง

เขามองลูกสาวที่ห่อผ้าห่มเหมือนดักแด้ และกำลังนอนอยู่ข้างกายตน

ในขณะที่เธอกำลังจะหลับ เธอก็กระชับกอดเจ้าส้ม ในไม่ช้าคนตัวเล็กก็เริ่มกรนเบา ๆ โดยที่ในใจของเธอดูเหมือนจะลืมเลือนผู้เป็นพ่อไป

มู่เทียนฉงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอื้อมมือไปเขกหัวสีส้มขนาดใหญ่ที่มู่ไป๋ไป่กอดเอาไว้แน่น

ฝ่ายที่ถูกทำร้ายส่งเสียงร้องด้วยความรู้สึกไม่สบายตัวพลางลืมตาขึ้น

สิ่งแรกที่มันเห็นคือชายหนุ่มจ้องมันด้วยสายตาเย็นชา

“เจ้ามนุษย์นี่ไม่ยอมหลับยอมนอนเพื่อประทุษร้ายข้างั้นรึ?”

หลังจากส่งเสียงประท้วง เจ้าแมวส้มก็มุดหัวเข้าไปในผ้าห่ม

มู่เทียนฉงที่เห็นดังนั้นก็พูดไม่ออก เพราะเขาเป็นคนเดียวในตำหนักแห่งนี้ที่หลับไม่ลง

วันรุ่งขึ้น

ก่อนรุ่งสาง มู่ไป๋ไป่แอบลุกขึ้นจากเตียง ด้วยความที่กลัวว่าท่านพี่รัชทายาทจะยืนรออยู่ที่ตำหนักอิ๋งชุนนาน เธอจึงรีบวิ่งกลับไปที่ตำหนักอิ๋งชุนแต่เช้าตรู่

ทางด้านเจ้าส้มหันไปมองชายผู้เฉยเมยที่นอนอยู่ด้านข้าง และจมลงสู่ความคิดของตัวเอง

ในเมื่อมู่ไป๋ไป่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ดังนั้นมันจึงไม่กล้านอนอยู่ในตำหนักฮ่องเต้ต่อไป

อีกทั้งมันไม่ได้อยากไปที่ศาลาหมิงหลี่เพื่อฟังเสียงบรรยายของอาจารย์เสิ่นเช่นกัน

มันจึงกระโดดตรงไปที่กำแพงวังในตอนที่ไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆ เพื่อเตรียมหาที่จะนอนต่อ

แมวส้มเดินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผู้คนรอบตัวลดน้อยลง

เมื่อมันเห็นว่าบริเวณโดยรอบเงียบสงบมีเพียงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มันจึงตั้งท่าเตรียมจะปีนขึ้นไป

แต่แล้วจู่ ๆ หูของมันก็ได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังขึ้น

เจ้าส้มคิดว่าสิ่งนี้ฟังดูคุ้นเคยมาก มันเงี่ยหูฟังอยู่สักพัก แต่มันก็จำไม่ได้สักทีว่าเคยได้ยินมาจากไหน

บัดนี้ความอยากรู้อยากเห็นของมันถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง มันจึงละทิ้งต้นไม้ใหญ่ที่เงียบสงบตรงหน้า จากนั้นก็ปีนข้ามกำแพงวัง แล้วเดินไปตามต้นเสียงนั้น

หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าส้มก็พบห้องที่มีเสียงดังออกมา มันหมอบอยู่บนขอบหน้าต่างก่อนจะโผล่หัวครึ่งหนึ่งเข้าไปในห้อง

ภายในห้อง บนเตียงที่มีม่านแขวนระโยงระยาง มีร่าง 2 ร่างที่ร่างหนึ่งเป็นสีน้ำตาล ส่วนร่างหนึ่งเป็นสีขาวกำลังประกบกันแน่นกลิ้งไปมาอย่างรุนแรง แล้วคนที่ส่งเสียงก็คือผู้หญิงที่ถูกกดทับอยู่ด้านใต้

ลี่เฟย?

เจ้าส้มเบิกตากว้าง

นะ นะ นาง… อีกแล้ว!

เหมือนตอนที่มันโดนตีวันนั้น!

สตรีนางนั้นส่งเสียงร้องน่าสงสารมาก นางคงจะถูกทุบตีอย่างหนัก

ในไม่ช้า นัยน์ตาแนวตั้งของแมวก็ค่อย ๆ ขยายออกจนเปลี่ยนเป็นวงกลม

ก่อนหน้านี้ลี่เฟยทำร้ายคนไม่เลือกหน้า วันนี้นางกลับถูกลงโทษเสียเอง แค่ฟังเสียงร้องของนางก็บอกได้ว่านางถูกตีหนักเพียงใด

นั่นทำให้เจ้าส้มรู้สึกมีความสุขมาก

มันรู้สึกว่าคงจะสูญเปล่าหากมันไม่แบ่งปันเรื่องราวดี ๆ เช่นนี้กับมู่ไป๋ไป่ ดังนั้นมันจึงเลิกสนใจหาที่นอนแล้วมุ่งหน้าไปยังศาลาหมิงหลี่ทันที

“ฮือออ เมื่อคืนข้าง่วงจนลืมขออนุญาตท่านพ่อเรื่องสหายร่วมเรียนไปเลย” เด็กหญิงนั่งพิงโต๊ะพลางบ่นพึมพำ ส่วนข้าง ๆ เธอคือมู่จวินฝานที่กำลังเขียนร่างนโยบายการปกครองแคว้น

ในตอนที่คนตัวเล็กมาถึงเช้านี้ เด็กหนุ่มก็ขยับตำแหน่งของเธอให้มาอยู่ข้างกายเขา และคอยดูแลเธอในชั้นเรียนตลอด

อย่างไรก็ตาม มู่ไป๋ไป่ก็ยังคงฟุ้งซ่านคิดไปต่าง ๆ นานา

เธอรู้ว่ามู่จวินฝานเป็นคนแบบเดียวกับมู่เทียนฉง เขาเป็นคนที่ภายนอกแข็งกร้าวแต่ภายในจิตใจนั้นอ่อนโยนจนไม่กล้าทำอะไรกับเธอ

“องค์หญิงหกมีสหายร่วมเรียนแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เจียงจื่อซิวที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งรู้สึกว่าตนถูกองค์รัชทายาทละเลย เมื่อเขาเห็นโอกาสที่จะขัดจังหวะ เขาก็เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้

รูปร่างหน้าตาของเด็กหนุ่มนั้นใช้คำว่างดงามน่าจะเหมาะกว่าหล่อเหลา ประกอบกับริมฝีปากสีแดงธรรมชาติที่เรียวบาง ทำให้เขายิ่งดูเหมือนเด็กผู้หญิงยามที่อยู่เงียบ ๆ

ในช่วง 2-3 วันแรกหลังจากมู่ไป๋ไป่มาเรียน เธอก็จ้องมองเขาอยู่บ่อย ๆ เพราะสงสัยว่ามีผู้ชายที่สวยกว่าผู้หญิงอยู่บนโลกนี้ด้วยหรือ

แต่พอเธอมองหน้าตาของเขาเป็นเวลานาน เธอก็ยังรู้สึกว่ามู่จวินฝานดูน่าสนใจมากกว่า

“ใช่แล้ว” มู่ไป๋ไป่พยักหน้าขณะที่ยังคงนั่งเท้าคาง

เมื่อเด็กหญิงเห็นพี่ชายกำลังใช้พู่กันจุ่มหมึก เธอก็เอื้อมมือออกไปดันแท่นหินให้ขยับเข้าไปใกล้มือของอีกคนมากขึ้น

มู่จวินฝานที่เห็นดังนั้นก็รู้สึกอบอุ่นในใจ ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือมาสัมผัสหัวน้อย ๆ “เด็กดี”

มู่ไป๋ไป่ก็ทำตัวเป็นเหมือนลูกแมวที่ได้รับรางวัล เธอยิ้มกว้างจนตาแทบปิดให้กับผู้เป็นพี่ชาย

พอเจียงจื่อซิวเห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายกับน้องสาว เขาก็กัดริมฝีปากด้วยความรู้สึกอิจฉา

ก่อนที่มู่ไป๋ไป่จะมาที่นี่ ตอนที่องค์รัชทายาทอยู่กับเขาเพียงลำพัง แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ค่อยกระตือรือร้นเกี่ยวกับตัวเขามาก แต่เจ้าตัวก็ยังพูดคุยเกี่ยวกับบทกวีและประวัติศาสตร์กับเขา

แล้วเด็กหนุ่มก็คิดว่าตัวเองเป็นคนสนิทของมู่จวินฝานที่สุดในวังหลวงแห่งนี้

ทว่าทุกอย่างก็ได้เปลี่ยนไปหลังจากที่องค์หญิงหกเข้ามา

เจียงจื่อซิวหรี่ตาลงเพื่อซ่อนความรู้สึกในดวงตาของตัวเองและชวนมู่ไป๋ไป่พูดคุยต่อ “หากองค์หญิงหกมีสหายร่วมเรียนที่หมายตาเอาไว้ พระองค์ก็สามารถขออนุญาตอาจารย์เสิ่นได้โดยตรง”

“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งเอาไว้แล้วว่าทุกเรื่องในศาลาหมิงหลี่สามารถให้อาจารย์เสิ่นตัดสินใจได้”

“ในเมื่อองค์หญิงกำลังจะมีสหายร่วมเรียน เช่นนั้นเราก็จะได้เข้าเรียนด้วยกัน จากนี้ต่อไปศาลาหมิงหลี่ของเราคงจะครึกครื้นน่าดู”

คราวนี้ในที่สุดเด็กหญิงก็หันไปมองเด็กหนุ่ม “จริงหรือ?”

“พ่ะย่ะค่ะ” เจียงจื่อซิวแอบเหลือบมองมู่จวินฝานและเห็นว่าเขาไม่มีข้อโต้แย้งอันใด

นอกจากนี้เขายังช่วยพูดเสริมเกี่ยวกับกฎของศาลาหมิงหลี่ด้วย “เป็นเรื่องจริงที่จะต้องขออนุญาตอาจารย์เสิ่นก่อนที่จะเข้ามาเรียนในศาลาหมิงหลี่”

อาจารย์เสิ่นยุ่งกับงานในราชสำนักและยังต้องรับหน้าที่สำคัญในการสอนหนังสือองค์รัชทายาท หากมีลูกศิษย์มากเกินไป เขาคงไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงแน่นอน

“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะไปขออนุญาตอาจารย์เสิ่น” มู่ไป๋ไป่พูดในขณะที่เตรียมตัวจะไปหาผู้เป็นอาจารย์ เธอแย่งถ้วยชาจากมือของมู่จวินฝานมา ก่อนจะวิ่งไปหาอาจารย์อย่างมีความสุข

“...” เด็กหนุ่มที่เห็นดังนั้นก็รีบดึงคนตัวเล็กกลับมาอยู่ข้าง ๆ

“หากมีเรื่องจะร้องขอ เจ้าไปเอาชาถ้วยใหม่เถอะ”

เด็กน้อยคนนี้โง่เขลามากจริง ๆ เขาไม่อาจละสายตาจากนางไปได้เลย เพราะไม่รู้ว่านางจะเผลอไปทำอะไรบ้า ๆ เข้าบ้าง

ทางด้านมู่ไป๋ไป่อยากจะบอกว่ามันไม่สำคัญเลย เธอไม่เชื่อหรอกว่าอาจารย์เสิ่นจะรู้ว่าพี่ชายของเธอดื่มชาถ้วยนี้ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เธอจะทันได้โต้แย้งอะไร มู่จวินฝานก็สั่งให้คนชงชาอีกถ้วย

สุดท้ายเขาก็ไม่ไว้ใจให้เจ้าเด็กน้อยถือถ้วยชาไปตามลำพัง เขาจึงวางพู่กันลงและไปกับนางด้วย

อาจารย์เสิ่นเป็นคนมีเหตุผล พอรู้ประสบการณ์ชีวิตของหลัวเซียวเซียว เขาก็รู้สึกสงสารนาง เขาจึงตอบรับและสัญญาว่าจะรายงานเรื่องนี้ให้กับฝ่าบาทในวันพรุ่งนี้

ไม่ว่ามู่เทียนฉงจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ปัจจุบันสหายตัวน้อยของมู่ไป๋ไป่ก็ถือว่าเป็นลูกศิษย์ของศาลาหมิงหลี่แล้ว

เด็กหญิงรู้สึกมีความสุขมากหลังจากจัดการสิ่งที่ติดค้างในใจสำเร็จ

เธอเดินสลับกระโดดกลับไปตามทาง โดยมู่จวินฝานที่อยู่ด้านข้างก็คอยเฝ้าระวังตลอดเวลา และดึงแขนเธอไว้ทันเวลาทุกครั้งที่เธอตั้งท่าจะล้ม

“มู่ไป๋ไป่! ได้เวลาชมละครแล้ว!”

ระหว่างที่มู่ไป๋ไป่กำลังกระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนาน เสียงของเจ้าส้มก็ดังมาจากบนหลังคา

“ลี่เฟยถูกทำร้ายอีกแล้ว นางกรีดร้องดังสุด ๆ ไปเลย รีบไปเร็วเข้า หากช้ากว่านี้จะไม่ได้เห็นนางในสภาพนั้นแล้ว”

จบบทที่ บทที่ 39: ได้เวลาชมละครแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว