เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20: เพิ่มขนาดยา

บทที่ 20: เพิ่มขนาดยา

บทที่ 20: เพิ่มขนาดยา


ถึงแม้ว่ามู่เทียนฉงจะคิดเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ได้หยิกแก้มเจ้าตัวเล็ก แล้วลูบไล้มันเบา ๆ คล้ายกับสัมผัสสิ่งของล้ำค่า

เด็กคนนี้เป็นสมบัติล้ำค่าจริง ๆ

เขาอยากจะให้นางอยู่ข้างกายเขาทุกที่ทุกเวลา

ในขณะเดียวกัน อวี้เซิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างหลังฉากกั้นมองภาพตรงหน้านิ่ง

ชายหนุ่มรู้สึกขนลุกเกรียวไปทั้งตัวเมื่อเห็นมู่เทียนฉงปฏิบัติตัวเหมือนมู่ไป๋ไป่เป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ

นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกได้ว่าวันนี้ชายผู้ปรีชาและอำนาจล้นฟ้าคนนี้กินยาผิดไป

เขาประสานมือไว้ด้านหน้าพลางจ้องมองพ่อลูกที่หยอกล้อกันบนบัลลังก์มังกรด้วยดวงตาที่ลุกเป็นไฟราวกับกำลังมองเหยื่อ

จากนั้นเขาก็แค่นเสียงเย็นชาในลำคอ “หึ! ทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาจริง ๆ”

ก่อนที่นักฆ่าหนุ่มจะเบือนหน้าหนีจากภาพที่ไม่น่าดูและเดินออกจากท้องพระโรงไปอย่างเงียบเชียบ

ด้านนอกตำหนัก อัครมหาเสนาบดีที่เคยคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักของฮ่องเต้ เมื่อเขารู้ว่าฝ่าบาทเสด็จกลับมาถึงตำหนักเย่าเจิ้งแล้ว เขาก็รีบวิ่งไปคุกเข่ารออยู่ที่นอกตำหนักเย่าเจิ้ง

อวี้เซิ่งที่เดินออกมาเห็นภาพดังกล่าวก็มุมปากกระตุก ชายคนนี้มีอายุไล่เลี่ยกับพวกเขา แต่เขากลับทำตัวดื้อรั้นเหมือนตาเฒ่าในราชสำนัก

เมื่ออัครมหาเสนาบดีเห็นบุรุษที่เดินออกมา เขาก็เงยหน้าขึ้นทักทาย “คุณชายอวี้”

ฝ่ายที่ถูกเรียกเหลือบมองคนที่คุกเข่าอยู่ด้วยหางตา

“ช่วยข้าที ข้าอยากจะเข้าเฝ้าฝ่าบาท”

“ไม่”

“...” พอ ‘เจียงเช่อ’ ถูกปฏิเสธอย่างกะทันหัน เขาก็ชะงักงัน

ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงอัครมหาเสนาบดี ตามปกติแล้วคนอื่น ๆ หากไม่ทักทายเขาอย่างนอบน้อม พวกเขาก็จะปฏิเสธอย่างสุภาพหน่อยว่า ‘ข้าช่วยท่านไม่ได้’ ดูจากท่าทางแล้ว คนคนนี้ไม่คิดที่จะช่วยเขาเลยแม้แต่น้อย

เขาได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เจ้าก้อนน้ำแข็งคนนี้คงไม่ยอมช่วยเขาแน่นอน

อวี้เซิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นกอดอกและเอ่ยคำพูดคล้ายจะเยาะเย้ย

“ตอนนี้องค์หญิงใหญ่อยู่ในคุกใต้ดินแล้ว ทำไมท่านไม่เอาอาหารไปส่งให้นางล่ะ?”

เจียงเช่อเหมือนจะเพิ่งนึกอะไรออก

มู่เชียนคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย สวมเสื้อผ้าเนื้อดี และได้กินอาหารชั้นเลิศมาตั้งแต่นางเกิด ดังนั้นในคุกใต้ดินที่ทั้งมืด ชื้นแฉะ มีแมลงและหนูอยู่มากมายจะต้องทำให้นางรู้สึกไม่ดีมากแน่ ๆ

เมื่ออัครมหาเสนาบดีคิดว่าลูกสาวคนเดียวของน้องสาวเขาจะต้องทุกข์ทนทรมานแสนสาหัส หัวใจของเขาก็เหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบแน่น

หากเขาสามารถนำอาหารไปส่งให้มู่เชียนได้ในเวลานี้ อย่างน้อยนางคงจะรู้สึกทรมานน้อยลง

พอคิดได้ดังนี้ เขาก็คว้าชุดคลุมมาใส่แล้วลุกขึ้นยืน

เจียงเช่อคุกเข่ามาทั้งวันแล้ว มันทำให้เข่าของเขาเริ่มบวมแดง พอยืนขึ้นเขาก็เอื้อมมือไปลูบหัวเข่าทั้งสองข้างของตัวเองเบา ๆ จากนั้นก็มีคนเข้ามาช่วยพยุงเดินลงบันไดออกจากตำหนักเย่าเจิ้งไป

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง อวี้เซิ่งก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในตำหนักอีกครั้ง

ภายในตำหนัก

มู่เทียนฉงได้วางมู่ไป๋ไป่ลงจากตักแล้ว เมื่อเขาเห็นอวี้เซิ่งเดินเข้ามา และเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆ ดังนั้นเขาจึงเอ่ยปากสั่งอีกฝ่ายเสียงเย็น “ไปเรียกหมอหลวงให้มาเปลี่ยนยาให้ไป๋ไป่”

นักฆ่าหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย พลางคิดว่านี่เป็นงานที่เขาควรทำอย่างนั้นหรือ?

แล้วเขาก็หันไปจ้องอันกงกงด้วยความไม่พอใจ ในขณะที่สายตาของเขาสื่อความหมายว่า ‘เจ้าจะอยู่เฉยอยู่อีกทำไม? ไปทำตามรับสั่งสิ!’

อันกงกงที่ถูกสายตาคมดุมองจึงรีบอธิบายว่า “กระหม่อมจะต้องไปที่ห้องครัวเพื่อเตรียมสำรับ”

นั่นทำให้อวี้เซิ่งแค่นเสียงเย็นชาในลำคอ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกไป

หลังจากนั้นสำรับจากห้องครัวและหมอหลวงจากสำนักหมอหลวงก็มาถึงเกือบจะในเวลาเดียวกัน

มู่ไป๋ไป่เลือกที่จะกินข้าวก่อนโดยปล่อยให้คนเป็นหมอยืนรอคำสั่งอยู่ด้านข้าง

แล้วคนที่ต้องรอคอยก็ได้แต่เฝ้ามองอาหารที่ส่งกลิ่นหอมมากมายบนโต๊ะพลางกลืนน้ำลายลงคออยู่หลายครั้ง จนกระทั่งเขาต้องหลับตาลง

เอื้อก ข้าเองก็ยังไม่ได้กินข้าว…

หลังจากรอคอยมาเป็นเวลานาน ในที่สุดมู่ไป๋ไป่ก็กินข้าวเสร็จ

คนตัวเล็กเลียปากตัวเองด้วยความรู้สึกยังไม่พอใจสักเท่าไหร่และเอาแต่นึกถึงอาหารอร่อย ๆ

สุดท้ายมู่เทียนฉงก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงหยิบผ้าผืนเล็กขึ้นมาเช็ดปากให้ลูกสาว

พอเขาเห็นว่าเด็กน้อยกินข้าวอิ่มแล้ว เขาก็เริ่มหยิบตะเกียบของตัวเองขึ้นมา เขามองดูอาหารที่เหลืออยู่บนโต๊ะโดยไม่รู้สึกรังเกียจเลย จากนั้นเขาก็เริ่มกินข้าวของตัวเอง

อวี้เซิ่งที่เห็นดังนั้นก็แอบยิ้มในใจ

นี่ฝ่าบาทถึงขั้นลดตัวลงไปกินของเหลือจากคนอื่นจริง ๆ หรือ?

ในเวลาเดียวกัน มู่ไป๋ไป่วางมือเอาไว้บนโต๊ะเพื่อให้หมอหลวงสามารถเข้ามาเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ตนได้สะดวก

ผู้เป็นหมอที่รออยู่นานก็รีบเข้าไปใกล้องค์หญิงหก และย่อตัวลงเปิดผ้าพันแผลที่มือของเด็กหญิงออกเป็นอย่างแรก

“องค์หญิง พระองค์จะต้องพันผ้าพันแผลเอาไว้อีก 7 วัน หลังจาก 7 วันนี้ แผลของพระองค์ก็ใกล้หายแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

มู่ไป๋ไป่ก้มหน้าลงพูดด้วยความผิดหวังว่า “แค่ 5 วันไม่ได้หรือ?”

หมอหลวงส่ายหัวปฏิเสธเบา ๆ

นี่องค์หญิงหกคิดว่าเขาเป็นอะไรกัน ทำไมนางถึงทำเหมือนกับว่าเขาเป็นพ่อค้าในตลาดแล้วมาต่อรองราคาแบบนี้?

“เช่นนั้น… ใส่น้ำตาลในยาสักนิดหนึ่งได้หรือไม่?”

มู่ไป๋ไป่ยังคงไม่ยอมแพ้ เธอพยายามต่อรองกับหมอหลวงอีกครั้ง

ผู้เป็นหมอยังคงส่ายหัวปฏิเสธเช่นเคย “องค์หญิงหก ยาดีมีรสขมพ่ะย่ะค่ะ”

เด็กหญิงที่ถูกปฏิเสธก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา “ถ้าไม่ให้เติมน้ำตาลลงในยา เช่นนั้นท่านก็เอาผ้าพันแผลออกหลังจากนี้อีก 5 วัน”

“แต่หากเติมน้ำตาลลงในยา ท่านก็เอาผ้าพันแผลออกหลังจากผ่านไป 7 วัน”

มู่เทียนฉงที่สายตายังคงจับจ้องไปที่คนตัวเล็กในขณะที่รับประทานอาหาร พอได้ยินคำพูดเหล่านี้ออกจากปากของลูกสาว อาหารในปากเขาก็แทบจะพุ่งออกมา

แล้วผู้เป็นฮ่องเต้ก็ต้องสำลักอาหารจนไอรุนแรง อันกงกงจึงต้องรีบเทน้ำจากโต๊ะน้ำชาก่อนจะส่งให้เขา

ชายหนุ่มรับน้ำมาจิบพลางขมวดคิ้ว และส่ายหัวอย่างเอือมระอา

มู่ไป๋ไป่ที่ได้ยินเสียงไอของบิดาก็หันกลับไปมองด้วยความสงสัย เธอกะพริบตากลมโตแล้วถามพ่อขี้โมโหว่า “ท่านพ่อเป็นอะไรไปหรือเพคะ?”

เสียงเจื้อยแจ้วของเจ้าตัวเล็กทำให้สีหน้าของมู่เทียนฉงแข็งทื่อ ก่อนที่เขาจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ไม่มีอะไร”

มู่ไป๋ไป่ทำหน้าไม่เข้าใจและหันกลับไปเพื่อเจรจาต่อรองกับหมอหลวงต่อไป

ขณะนี้บนหน้าผากของหมอหลวงมีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นมา ในขณะที่เขามีสีหน้าลำบากใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ได้หรือไม่ได้?” เด็กหญิงเค้นเอาคำตอบ

ผู้เป็นหมอตกตะลึง พลางคิดว่ามันจะได้ได้อย่างไร!

โอ๊ยยย นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้!

มู่ไป๋ไป่แอบบ่นในใจ เธอหลับตาลงเบา ๆ แล้วหันกลับไปหาพ่อผู้อารมณ์ร้ายเพื่อถามว่า “ท่านพ่อ ท่านคิดเห็นว่าอย่างไรเพคะ?”

เมื่อมู่เทียนฉงมองดูสีหน้าอ้อนวอนของลูกสาว มันคล้ายกับว่านางจะสามารถร้องไห้ได้ในอึดใจถัดไปหากเขาไม่เห็นด้วยกับคำขอของนาง

หลังจากเด็กหญิงเห็นว่าท่านพ่อไม่ได้พูดอะไร เธอก็ทิ้งตัวนั่งพิงเก้าอี้พลางเตะขาเบา ๆ ก่อนจะกระโดดลงบนพื้นอย่างมั่นคง แล้ววิ่งไปหาชายผู้กุมอำนาจสูงสุด

พอคนตัวเล็กเข้าไปใกล้เขามากขึ้น ดวงตาของเธอก็ยิ่งออดอ้อนเป็นประกาย

“ท่านพ่อ~”

ต้องบอกว่าทักษะการออดอ้อนของเธอนั้นยอดเยี่ยมมาก

ทางด้านมู่เทียนฉงขมวดคิ้วแน่น เพราะยิ่งลูกสาวทำเช่นนี้มันก็ยิ่งเป็นเรื่องยากที่เขาจะปฏิเสธคำขอของอีกฝ่าย แต่คำขอเหล่านั้นนับว่าไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก

ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สามารถเอาชนะเด็กคนนี้ได้จริง ๆ

“ใส่น้ำตาลลงไป”

แล้วพ่อที่แพ้ลูกอ้อนของลูกสาวตัวน้อยก็เอ่ยปากออกไปอย่างยากลำบาก และนั่นก็ทำให้มู่ไป๋ไป่กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

“ไชโย!” หลังจากที่เธอแสดงความดีใจในชัยชนะแล้ว เธอก็หันไปแลบลิ้นใส่หมอหลวง

ท่าทางเด็กน้อยแสนซนที่แลบลิ้นนั้นแสดงออกว่าเจ้าตัวประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาก ซึ่งทำให้หมอหลวงต้องหัวเราะออกมา

แต่เนื่องจากวัย พอเขายิ้มกว้างริ้วรอยก็ปรากฏที่หางตา

จากนั้นเขาก็แอบคิดในใจ

องค์หญิงหกน่ารักมากจริง ๆ

แม้ว่าเขาจะอายุมากแล้ว แต่ก็ไม่สามารถควบคุมรอยยิ้มของตัวเองในยามที่เห็นนางยิ้มได้เลย

มีเพียงอวี้เซิ่งเท่านั้นที่เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อย่างเย็นชา

แล้วเขาก็แค่นเสียงในลำคอ “นี่ป่วยกันไปหมดแล้วหรืออย่างไร?”

มีอะไรน่าขันขนาดนั้นกัน?

คนจิตใจที่ด้านชาย่อมไม่มีวันมองใครว่าน่ารักได้

หลังจากหมอหลวงเปลี่ยนยาแล้ว เขาก็กลับไปที่สำนักหมอหลวง และนางกำนัลก็ได้เก็บอาหารที่เคยเต็มโต๊ะออกไป

บนโต๊ะอาหารมีถ้วยยาจีนสีเข้มถ้วยใหญ่เข้ามาวางแทนที่จานอาหารละลานตาทันที

มู่ไป๋ไป่ถามพ่อขี้โมโหด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “ท่านพ่อ เมื่อตอนกลางวันหม่อมฉันไม่ได้ดื่มยาเยอะขนาดนี้ไม่ใช่หรือเพคะ?”

มู่เทียนฉงหรี่ตาลงแล้วตอบอย่างใจเย็น “ใช่”

“การเติมน้ำตาลทำให้สรรพคุณของยาลดลงครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเราจึงสั่งให้หมอหลวงเพิ่มขนาดยาให้เจ้า”

“...” มู่ไป๋ไป่ถึงกับพูดไม่ออก

แก้มป่อง ๆ ของเธอดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นซูบเซียวทันที ใบหน้าที่เคยเปล่งปลั่งสดใสพลันหมองหม่น และเธอก็ต้องส่ายหัวเบา ๆ เพราะไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือความจริง

มันเป็นความจริงที่เธอเสนอให้เติมน้ำตาลลงในถ้วยยา แต่เธอไม่ได้ขอสักหน่อยว่าให้เขาเพิ่มขนาดของยา!

ฮือออออออ!!

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: ลูกเหลี่ยม เจอพ่อเหลี่ยมกลับ 55555555

จบบทที่ บทที่ 20: เพิ่มขนาดยา

คัดลอกลิงก์แล้ว