เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19: ห้าม้าแยกร่าง

บทที่ 19: ห้าม้าแยกร่าง

บทที่ 19: ห้าม้าแยกร่าง


มู่เทียนฉงเหลือบตามองผู้มาเยือนเล็กน้อย ขณะมือที่ถือพู่กันชะงักลงชั่วคราว พร้อมกันนั้นริมฝีปากของเขาก็ยกเป็นรอยยิ้ม

“เกิดอะไรขึ้นกับชายคนนั้นหรือ?”

ก่อนหน้านี้ที่ใจกลางของห้องโถงใหญ่ มีชายคนหนึ่งถูกหามขึ้นมา แล้วเขาก็หมดสติล้มลงไปทันทีเพราะความหวาดกลัว

มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นพ่อ พลางคิดว่าเธอควรจะพูดกับเขาไปตามตรงดีหรือไม่?

ไม่นานเสียงแหลมเล็กของเด็กก็สื่อถึงความคับข้องใจเป็นอย่างยิ่งในขณะที่เธอเรียกชายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ว่า “ท่านพ่อ…”

มู่เทียนฉงขมวดคิ้วทันที “พ่ออยู่นี่แล้ว เจ้าไม่ต้องร้อง ลองบอกพ่อมาสิ เขารังแกเจ้าหรือไม่?”

มู่ไป๋ไป่สูดน้ำมูกพร้อมกับดวงตาที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา และใบหน้ากลมมนก็แสดงออกถึงความโศกเศร้า

“ฮึก ฮือออ”

“เขาทำร้ายไป๋ไป่ แล้วยังกล้าว่าท่านแม่ของไป๋ไป่ด้วย เขาถึงขั้นไล่ให้ไป๋ไป่กลับไปกินนมแม่นอนด้วย” เสียงของมู่ไป๋ไป่แสดงออกว่าเธอเสียใจมาก

หลังจากระบายความในใจออกมา เธอก็ก้มศีรษะลงแล้วกำมือตัวเองแน่น

มู่เทียนฉงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย “หืม?”

ขุนนางขั้น 3 กล้าทำร้ายองค์หญิงและต่อว่าพระสนมเช่นนั้นหรือ?

มู่ไป๋ไป่รู้สึกเสียใจและไม่อยากพูดต่อไปอีก ตอนนี้เหลือเพียงเสียงสะอึกสะอื้นเบา ๆ ในลำคอราวกับว่าเธอถูกรังแกจนพูดไม่ออก

พออันกงกงเห็นว่าเด็กหญิงมีท่าทีเช่นนี้ เขาก็รู้สึกไม่ยินยอม นอกจากนี้เขาเองยังรับสร้อยข้อมือของหว่านผินมาแล้ว ดังนั้นเขาจึงออกหน้าพูดแทนนาง

“ฝ่าบาท กระหม่อมได้เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตาตัวเองพ่ะย่ะค่ะ”

อันกงกงชี้ไปยังคนที่นอนอยู่กับพื้นท้องพระโรง “ทั้ง ๆ ที่เขาก็เห็นว่าองค์หญิงหกได้รับบาดเจ็บ แต่เขาก็ยังกล้าปัดมือขององค์หญิงเต็มแรง หว่านผินจึงเข้ามาปกป้ององค์หญิงหก แต่คนผู้นี้ยังกล้าพูดจาดูถูกหว่านผิน องค์หญิงหกจึงอดไม่ได้ที่จะตอบโต้กลับไป แต่เขาก็ยังไม่วายหันมาต่อว่าองค์หญิงหกอีกพ่ะย่ะค่ะ”

เขารู้สึกแย่มากในตอนที่พูดว่า “เขาช่างหยิ่งผยองยิ่งนัก หว่านผินกับองค์หญิงหกเป็นใครกัน เขากล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร?”

มู่เทียนฉงรู้สึกโมโหขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินดังนี้

เมื่อฮ่องเต้หนุ่มหันไปจ้องมองบุคคลที่นอนอยู่บนเปลหาม ความโกรธของเขาก็ยิ่งลุกโชนขึ้น พร้อมกับไอสังหารที่ค่อย ๆ แผ่ออกมาจากร่างกาย

ขณะที่เขาจ้องชายคนนั้นด้วยสายตาเย็นชา เขาก็ถามว่า “เขาพูดอะไรอีก?”

อันกงกงทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดลง

เป็นมู่ไป๋ไป่ที่ทนไม่ไหวโพล่งออกมา “เขาพูดว่าหม่อมฉันไม่มีใครสั่งสอน…”

นั่นยิ่งทำให้ดวงตาของมู่เทียนฉงเปิดกว้างขึ้น

แล้วความเย็นก็แผ่ปกคลุมไปทั่วท้องพระโรงทำให้ผู้คนที่อยู่ภายในรู้สึกหนาวสั่น

พ่อแม่ไม่สั่งสอนอย่างนั้นหรือ?

“หึ!”

ชายที่นั่งบนบัลลังก์สูงแค่นเสียงในลำคอ

ลูกสาวของเขากลายเป็นคนที่ไม่มีพ่อแม่สั่งสอนอย่างนั้นหรือ? อีกฝ่ายกล้ามาหยามเกียรติเขาแบบนี้ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?

ทางด้านอันกงกงเองยังตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง

ท่าทางนี้…

คล้ายกับว่าท่านผู้นี้กำลังจะฆ่าคน!

ในไม่ช้าเสียงทรงพลังก็ดังก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง “ทหาร! มาเอาตัวมันไปลงโทษห้าม้าแยกร่าง แบ่งร่างของมันออกเป็น 5 ส่วน แล้วสมาชิกในครอบครัวที่เหลือของมันจะถูกตัดหัว”

เป็นขุนนางขั้น 3 ของกรมวังแล้วอย่างไร? คนผู้นี้บังอาจมาทำร้ายลูกสาวของเขา!

เหล่าองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าประตูได้ยินคำสั่งก็เดินเข้ามาและกำลังจะหามคนผู้นั้นไปลงโทษตามกระแสรับสั่งของฝ่าบาท ทันใดนั้นฮ่องเต้หนุ่มก็เอ่ยปากว่า

“ช้าก่อน ตัดศีรษะคนพวกนี้ไปแขวนที่ประตูเมืองเพื่อให้ทุกคนได้เห็นเป็นเวลา 7 วัน”

ในขณะนี้ดูเหมือนว่าบุรุษที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรจะกลายร่างเป็นปีศาจที่ขึ้นมาจากขุมนรกแล้ว

“พ่ะย่ะค่ะ!” องครักษ์ส่วนพระองค์ตอบรับเสียงหนักแน่น

จากนั้นพวกเขาก็ยกบุคคลที่นอนอยู่บนเปลไปยังลานประหารชีวิตโดยไม่ลังเล

มู่ไป๋ไป่ที่เฝ้าดูเหตุการณ์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ… พลางคิดว่าคนพวกนั้นจะถูกฆ่าทั้งหมดจริง ๆ หรือ?

หลังจากมู่เทียนฉงจัดการกับคนที่กล้ามาหยิ่งผยองกับคนในครอบครัวของตนแล้ว เขาก็กวักมือเรียกให้คนตัวเล็กที่ยืนอยู่ตรงบริเวณเชิงบันไดให้เข้ามาหาเขา

มู่ไป๋ไป่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เพราะนั่นคือบัลลังก์ของฮ่องเต้ บัลลังก์มังกรที่สง่างาม

ถ้าเธอเดินขึ้นไปมันคงไม่ผิดธรรมเนียมหรอกใช่หรือไม่?

มู่เทียนฉงเห็นเด็กน้อยมีท่าทีลังเล ในระหว่างที่เดินมาท่าทางของนางเต็มไปด้วยความสับสน นอกจากนี้แก้มกลมที่ดูไร้เดียงสาของเจ้าตัวก็แดงก่ำ

ยามนี้ผมเปียเล็ก ๆ สองข้างเหยียดตรงอยู่ที่ด้านหลัง และนางก็สวมเสื้อผ้าที่ช่วยขับให้ตัวนางดูน่ารักมากยิ่งขึ้น

เพียงแค่ได้มองเจ้าตัวเล็กคนนี้ก็สามารถทำให้เขาสบายใจได้โดยง่าย

นั่นส่งผลให้สีหน้าดุดันของผู้เป็นฮ่องเต้ค่อย ๆ จางหายไป ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยสายตาเรียบนิ่งซึ่งเจือไปด้วยความอ่อนโยนเล็กน้อย

“ขึ้นมาเถอะ ไม่ต้องกลัว”

เด็กคนนี้ถูกเลี้ยงมาอย่างไรกันแน่ ทำไมนางถึงขี้กลัวขนาดนี้?

แต่เขาก็ฉุกคิดกับตัวเองว่า ครั้งต่อไปยามที่อยู่ต่อหน้าเด็กเล็กเช่นนี้ เขาไม่ควรพูดถึงเรื่องที่โหดร้ายออกไป

ทางด้านมู่ไป๋ไป่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะถึงอย่างไรนี่ก็คือพ่อของเธอ

แล้วเธอก็พยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนจะตัดสินใจยกชายกระโปรงก้าวขึ้นบันได

ชายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรไม่ได้เร่งเร้าเด็กหญิง เขาทำเพียงแค่นั่งรออยู่เงียบ ๆ ให้คนตัวเล็กเดินมาหา

“ท่านพ่อ~”

มู่ไป๋ไป่ส่งเสียงเรียกอย่างไพเราะ ก่อนจะกระโดดเข้าไปในอ้อมแขนของผู้เป็นพ่อ

การกระทำที่เกิดขึ้นแบบกะทันหันทำให้มู่เทียนฉงสับสนเล็กน้อย แต่มือและเท้าก็ขยับไปรับเด็กน้อยมาตามสัญชาตญาณ แล้วรอยยิ้มที่ไม่อาจอดกลั้นเอาไว้ได้ก็ปรากฏบนใบหน้าของเขา

“ท่านพ่อช่วยไป๋ไป่แก้แค้นแล้ว ท่านพ่อช่างเป็นผู้ที่มีอำนาจล้นพ้นยิ่งนัก”

มู่ไป๋ไป่เอนกายซบลงที่หน้าอกของอีกฝ่าย แล้วสูดกลิ่นหอมเย็น ๆ เข้าจมูกสูดใหญ่

มู่เทียนฉงขมวดคิ้วถามว่า “เจ้าไม่กลัวเราหรือ?”

ฝ่ายที่ถูกถามตกตะลึง ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งออกคำสั่งประหารชีวิตคนโดยการฉีกร่างเป็นชิ้น ๆ พร้อมกับตัดหัวคนในครอบครัวไปแขวนไว้ที่ประตูเมืองเป็นเวลา 7 วันใช่หรือไม่?

หากเด็ก 4 ขวบจะไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวมันก็คงจะดูแปลกประหลาดไปหน่อย แต่วิญญาณที่อยู่ในร่างนี้เป็นวัยรุ่น มันจึงเป็นเรื่องปกติที่เธอไม่ได้รู้สึกกลัวขนาดนั้น

ในเมื่อการประหารมันไม่ได้เกิดขึ้นต่อหน้าเธอ ดังนั้นเธอจึงนึกถึงภาพเหตุการณ์ในหัวไม่ออกจริง ๆ

“หม่อมฉันไม่กลัว เขาเป็นคนที่รังแกคนอื่นก่อน เขาสมควรได้รับโทษนั้น” ใบหน้าเล็ก ๆ ก้มลงเล็กน้อยในขณะที่เธอคว้าแขนเสื้อของผู้เป็นพ่อเอาไว้

“หืม?” มู่เทียนฉงลังเลอยู่ชั่วอึดใจ

เด็กคนนี้ใจเย็นจริง ๆ

“เจ้ากล้าหาญดี แต่เจ้าไม่ควรเลียนแบบพี่สาวของเจ้าที่อายุเพียงไม่กี่ปีก็โหดเหี้ยมได้ถึงเพียงนี้แล้ว การลงโทษนี้ชายคนนั้นสมควรได้รับก็จริงอยู่ แต่พ่อหวังว่าเจ้าจะพูดคุยกับคนอื่นด้วยเหตุผล การที่มีเรื่องเล็กน้อยก็จะเอาแต่ฆ่าคนทุกครั้งไปมันไม่ได้มีประโยชน์ขนาดนั้น มันจะส่งผลต่อร่างกายและจิตใจของเจ้า”

มู่ไป๋ไป่พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน ดูเหมือนว่าท่านพ่อขี้โมโหของเธอจะเริ่มสั่งสอนเธอแล้ว

แต่เขาก็พูดถูก ยามที่ต้องลงโทษคนอื่น เราต้องลงโทษพวกเขาตามสมควร และจะต้องมีการพูดคุยเหตุผลกันก่อน หากมีเรื่องก็ไม่ควรทุบตีด่าทอกันทันที เพราะการกระทำเช่นนั้นจะเป็นการบ่มเพาะปีศาจในตัว

เธอยึดมั่นมาตั้งแต่เด็กว่าจะไม่หาเรื่องคนอื่นก่อน เว้นแต่ว่าพวกเขาจะมาหาเรื่องตน หากมีใครกล้ามาหาเรื่องเธอ เธอจะเอ่ยปากตักเตือนอีกฝ่ายก่อน ถ้าพวกเขาไม่ฟัง คราวนี้เธอก็จะเอาคืนคนพวกนั้นเป็น 10 เท่า

หากคิดดูให้ดี ๆ แล้ว ท่านพ่อคนนี้ก็ไม่ใช่คนหัวรุนแรงและโหดเหี้ยมไร้เหตุผลอย่างที่คนเขาเล่าลือกัน

อย่างน้อยหลังจากที่เขาพูดประโยคนี้กับเธอ มันก็ทำให้คะแนนประเมินของเขาพุ่งสูงขึ้น

“ถ้าในอนาคตไป๋ไป่ทำผิดพลาดไป ท่านพ่อจะลงโทษไป๋ไป่ด้วยหรือไม่เพคะ?”

“แน่นอน ถ้าเจ้าทำผิดเราก็จะตีก้นเจ้าจนกว่าจะหลาบจำ”

ตีก้นเนี่ยนะ?

มู่ไป๋ไป่กะพริบตาปริบ ๆ ในขณะที่เอียงหัวเล็ก ๆ

ฮ่า ๆ นี่เขาไม่กล้าลงโทษฉันเหรอเนี่ย?

มู่ไป๋ไป่คิดพลางปิดปากหัวเราะเบา ๆ

ในขณะที่เธอหัวเราะ เธอก็คว้าแขนเสื้อของมู่เทียนฉงแล้วค่อย ๆ ปีนขึ้นไปบนเอวของเขา

“ท่านพ่อ หม่อมฉันมีความลับจะบอกท่าน”

ผู้เป็นพ่อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “หืม?”

จากนั้นมู่ไป๋ไป่ก็ยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูเขา พร้อมกับใช้มือเล็ก ๆ ป้องปาก “ไป๋ไป่รักท่านมาก ดังนั้นไป๋ไป่จะเชื่อฟังท่าน”

ดวงตาที่ล้ำลึกไร้ก้นบึ้งของชายผู้นั่งบนบัลลังก์มังกรทันใดนั้นก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมา

รัก?

เขาถูกลูกสาววัย 4 ขวบบอกรักอย่างนั้นหรือ?

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคำพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้

แล้วรอยยิ้มก็ค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้าที่เย็นชาและหล่อเหลาของเขา ทว่าภายในใจเขากลับตกอยู่ในภาวะสับสนวุ่นวาย

ถัดมา ฮ่องเต้หนุ่มใช้มือใหญ่เกลี่ยผมบนหน้าผากของลูกสาวออก ก่อนจะใช้ฝ่ามือนั้นลูบใบหน้าน่ารักของนาง แล้วผิวเรียบเนียนลื่นมือที่สัมผัสผ่านฝ่ามือทำให้เขามันเขี้ยวอยากจะหยิกแก้มป่องเบา ๆ

จบบทที่ บทที่ 19: ห้าม้าแยกร่าง

คัดลอกลิงก์แล้ว