เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11: พ่อจะไม่ไปไหน

บทที่ 11: พ่อจะไม่ไปไหน

บทที่ 11: พ่อจะไม่ไปไหน


มู่เชียนที่ได้ยินเสียงตะโกนของขันทีก็ตกใจรีบปล่อยทิ้งแส้ในมือลงพื้นทันที

ในเวลาเดียวกัน ดวงตาของนางเบิกกว้าง หัวใจเต้นเร็วขึ้นราวกับรัวกลอง และร่างกายก็แข็งทื่อ

เสด็จพ่อไม่ชอบใจที่นางแสดงพฤติกรรมไม่ดีเช่นนี้มาตลอด…

ก่อนที่นางกำนัลจะทันได้เข้ามาช่วยพยุง เด็กหญิงก็เหลือบมองไปที่ประตูและเห็นว่าชายในเสื้อคลุมมังกรที่ทำมาจากผ้าแพรได้ก้าวเข้ามาแล้ว

มู่เชียนรีบวิ่งเข้าไปขวางเขาทันที “ถวายบังคมเสด็จพ่อ…”

ขณะเดียวกันนั้น คนที่เหลือที่อยู่ในลานกว้างต่างพากันหวาดกลัวจนต้องคุกเข่าหมอบอยู่บนพื้น “ถวายบังคมฝ่าบาท!”

ยามนี้มู่เทียนฉงได้ก้าวเข้ามาในลานกว้างของตำหนักแล้ว พอเขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นร่างเล็ก ๆ กำลังหดตัวอยู่บนพื้นราวกับคนที่ใกล้ตาย

อีกทั้งด้านข้างก็มีกองเลือดที่น่าตกใจปรากฏให้เห็น

“พวกเจ้าทำอะไรกัน?”

ดวงตาที่เคยเรียบเฉยเปลี่ยนเป็นเย็นชาทันทีพร้อมกับปล่อยไอสังหารที่รุนแรงออกมา

เมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมาเขายังเห็นมู่ไป๋ไป่อยู่ในสภาพดี ๆ อยู่เลย นางมาถึงที่นี่นานแค่ไหนกันก่อนที่นางจะถูกทรมานเช่นนี้?

มู่เชียนเห็นท่าทางนั้นก็ตัวสั่นไปทั้งตัว และนางก็คุกเข่าหมอบลงกับพื้นนิ่งไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำ

จากนั้นชายผู้อยู่เหนือทุกคนในแว่นแคว้นก็ก้าวไปข้างหน้า เดินผ่านทุกคนตรงเข้าไปหามู่ไป๋ไป่ แล้วเขาก็อุ้มเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่หายใจรวยรินอยู่บนพื้นขึ้นมาโดยไม่สนใจว่าตัวเองจะเปื้อนเลือดหรือสิ่งสกปรกเลยสักนิด

ทางด้านมู่ไป๋ไป่ก็พยายามกัดฟันทนต่อความเจ็บปวดที่ลึกถึงกระดูกและเนื้อฉีกขาดบังคับให้ตัวเองลืมตาที่เหนื่อยล้าขึ้น ก่อนจะซุกหน้าเข้าไปในอกที่อบอุ่นพร้อมกับพึมพำอะไรบางอย่างเบา ๆ

มู่เทียนฉงที่ได้ยินเสียงพูดแผ่วเบาจึงขยับก้มหน้าลงเพื่อให้ได้ยินเสียงของอีกฝ่ายชัดเจนขึ้น “ท่านพ่อ… หม่อมฉันใกล้จะตายแล้วใช่หรือไม่…”

เมื่อผู้เป็นพ่อได้ยินดังนี้ เขาก็กระชับแขนที่โอบรอบคนตัวเล็กแน่นขึ้น จนทำให้ลมหายใจที่อ่อนแรงกระทบเข้าที่หน้าอกของเขา นั่นยิ่งทำให้หัวใจของเขากระตุกมากขึ้น

“ฆ่านางกำนัลพวกนี้ให้หมด! อย่าปล่อยให้ใครรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!”

ในขณะที่ออกคำสั่ง สายตาของมู่เทียนฉงดุดันจนน่าหวาดหวั่น

“พ่ะย่ะค่ะ” อวี้เซิ่งรับคำสั่งทันที

แล้วในชั่วขณะหนึ่ง ทั่วทั้งตำหนักก็เต็มไปด้วยเสียงการฆ่าฟัน

มู่เชียนตกตะลึง นางรีบวิ่งไปหาคนเป็นพ่อก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นด้านข้างแล้วกล่าวว่า “เสด็จพ่อ… เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับหม่อมฉัน ทั้งหมดเป็นความผิดของซางเย่!”

บัดนี้มู่เทียนฉงจ้องมองบุตรสาวด้วยสายตารังเกียจ “หุบปาก!”

เขาเห็นกับตาว่านางเป็นตัวต้นเหตุ แล้วยังกล้ามาโยนความผิดให้คนอื่นอีก นางคิดว่าเขาที่เป็นถึงฮ่องเต้โง่มากขนาดนั้นเลยหรือ?

ขณะเดียวกัน ซางเย่ที่คุกเข่าอยู่กับพื้นก็คลานเข้าไปกอดขาของมู่เชียนและก้มหัวขอร้องนางหลายครั้ง “องค์หญิงใหญ่ เป็นพระองค์ที่ทำร้ายองค์หญิงหก หม่อมฉันไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด!”

“องค์หญิงใหญ่ ซางเย่รับใช้พระองค์แบบถวายหัว พระองค์อย่าใส่ร้ายหม่อมฉันเลยเพคะ องค์หญิงใหญ่!”

“นี่เจ้าพูดไร้สาระอะไร! ข้าเป็นเพียงเด็ก 10 ขวบเองนะ ข้าจะมีแรงเยอะขนาดนั้นได้อย่างไรกัน! เจ้าสมรู้ร่วมคิดกับคนอื่นเพื่อใส่ร้ายข้า…”

มู่เชียนใช้กำลังทั้งหมดของตัวเองเพื่อดึงขาออกจากมือของอีกฝ่าย แต่ซางเย่กลับออกแรงกดขาของนางมากเกินไป ไม่ว่านางจะพยายามดึงออกมากเพียงใดก็ไม่สามารถแกะมือเหนียว ๆ นั้นออกไปได้

เมื่อเด็กหญิงหันกลับมา นางก็วางมือลงบนรองเท้าของมู่เทียนฉง แต่นางไม่คาดคิดว่าเขาจะเตะมือนางอย่างไม่แยแส ทว่าเด็กหญิงก็ยังไม่ยอมแพ้ นางร้องขอความเมตตาทั้งน้ำตา “เสด็จพ่อ ลูกผิดไปแล้ว เสด็จพ่อ…”

แต่ยามนี้ดวงตาของฮ่องเต้หนุ่มกลับดูน่ากลัวมากกว่าปกติ

ใครจะไปคาดคิดว่าองค์หญิงใหญ่ที่เขาเฝ้ารักและทะนุถนอมมาหลายปีจะเป็นคนใจไม้ไส้ระกำเช่นนี้ นางกล้าทำร้ายพี่น้องของตัวเองจนเกือบตายโดยไม่มีเหตุผล พอเขารู้เข้านางก็พูดโกหกพยายามโยนความผิดให้กับคนอื่น ถึงขั้นใส่ร้ายเหยื่ออีกด้วย

ยิ่งคิดไอสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวของมู่เทียนฉงก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

เขาก้มลงมองดูมู่ไป๋ไป่ที่อยู่ในอ้อมแขนของตัวเอง แล้วรู้สึกว่าเด็กคนนี้ตัวเบาราวกับขนนก ใบหน้าที่เหมือนทารกน้อยของนางไร้สีเลือด ในเวลานี้นางแทบจะเหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายเท่านั้น

เด็กที่ไร้เดียงสาเช่นนี้เหตุใดจึงถูกพี่สาวของตนทำร้ายจนกลายมามีสภาพเป็นแบบนี้ไปได้?

เมื่อก่อนถึงแม้ว่าเขาจะโปรดปรานมู่เชียนมากเพียงใด แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมของนางมาก

ทันทีที่เขาได้ฟังคำโกหกของเด็กหญิง อารมณ์ที่รุนแรงของเขาก็แทบจะระเบิดออกมา

“เจ้าชอบบีบน้ำตามากไม่ใช่หรือ เช่นนั้นเราจะปล่อยให้เจ้าได้ร้องไห้มากเท่าที่เจ้าต้องการ”

ชั่วอึดใจนั้นมู่เชียนเงยหน้าขึ้นมองดูบิดาผู้ให้ความรักความใส่ใจนางมานับ 10 ปีด้วยสายตาเหลือเชื่อ และนางก็รับรู้ได้ถึงไอสังหารที่ชัดเจนจากตัวเขา

“ใครก็ได้ เอาตัวองค์หญิงใหญ่ไปขังที่คุกใต้ดินแล้วเฝ้าให้นางร้องไห้อยู่ตรงนั้น!”

ขณะเดียวกัน มู่ไป๋ไป่ก็ฝังศีรษะเล็ก ๆ ของตัวเองเข้าไปในอกของมู่เทียนฉง หลังจากได้ยินบทลงโทษดังกล่าว มันก็ช่วยบรรเทาความโกรธของเธอลงได้ อีกทั้งเธอยังรู้สึกว่าเพื่อแลกกับการถูกแส้ฟาดเข้าใส่ 2 ครั้ง เธอก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่ามาก

“ไม่นะ เสด็จพ่อ… เชียนเอ๋อร์รู้ความผิดแล้ว คุกใต้ดินมันน่ากลัวเกินไป เชียนเอ๋อร์ไม่กล้าทำอีกแล้ว เสด็จพ่อ… ได้โปรดละเว้นลูกเถิด เสด็จพ่อ…”

นางไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเสด็จพ่อของนางจะใจร้ายกับนางได้ขนาดนี้ เขาถึงขั้นกล้าโยนนางเข้าไปในคุกใต้ดินเป็นการลงโทษที่นางทำร้ายมู่ไป๋ไป่

ยามนี้มู่เชียนหมอบตัวร้องไห้อยู่กับพื้นไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น พร้อมกับที่มือน้อย ๆ พยายามดึงชายเสื้อคลุมมังกรของคนเป็นพ่อเพื่อขอความเมตตา

ในเวลาเดียวกัน เหล่าองครักษ์และขันทีได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ไม่มีใครกล้าลงมือทำอะไรบุ่มบ่าม

เหตุผลเป็นเพราะคุกใต้ดินเป็นสถานที่ไว้ใช้กักขังนักโทษ การจะใช้มันกักขังเชื้อพระวงศ์คงจะไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่

ตอนนี้ไม่มีใครอยากเชื่อเลยว่าฮ่องเต้จะโกรธมากถึงขั้นเอ่ยปากสั่งกักขังองค์หญิงใหญ่ที่เขาโปรดปรานที่สุดในสถานที่เช่นนั้นเพื่อเป็นการไว้หน้าองค์หญิงหก นอกจากนี้องค์หญิงใหญ่ยังครองอำนาจอยู่ในวังหลวงมาหลายปีแล้ว ทุกคนต่างพากันหวาดกลัวอิทธิพลของนาง จึงไม่มีใครกล้าก้าวออกมาเอาตัวนางไปแม้แต่คนเดียว

จนกระทั่งมีเสียงตะคอกรุนแรงดังขึ้นอีกครั้ง “อย่าให้เราได้พูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง!”

ในไม่ช้าองครักษ์และขันทีคนอื่น ๆ ที่ตัวสั่นสะท้านและมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผากก็เริ่มขยับตัว

ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็ยังคงเป็นชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าองค์หญิงใหญ่จะดิ้นรนอย่างไร หนึ่งในนั้นก็ยึดแขนข้างหนึ่งของนางแล้วลากตัวนางออกไป

จากนั้นทุกคนก็ปล่อยให้อวี้เซิ่งจัดการกับนางกำนัลเหล่านั้น ส่วนขันทีและคนที่เหลือก็พากันเดินตามมู่เทียนฉงไปในขณะที่ตัวสั่นสะท้านไม่หยุด

จนกระทั่งมาถึงตำหนักของฮ่องเต้

หมอหลวงส่วนพระองค์ได้มายืนรออยู่ที่ประตูทางเข้าตำหนักแล้ว และด้านหลังก็มีขบวนของเหล่านางกำนัลยืนถือของอยู่ในมือ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์นี้ มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าหมอหลวงคงรีบเร่งจากสำนักหมอหลวงมาถึงที่นี่ทันทีที่ได้ยินข่าว

มู่เทียนฉงใช้เท้าเตะเปิดประตูห้องบรรทมของตัวเอง จากนั้นจึงวางมู่ไป๋ไป่ไว้บนเตียงลายมังกรของเขาอย่างระมัดระวังท่ามกลางสายตาเหลือเชื่อของทุกคน

อันกงกงซึ่งคอยรับใช้ข้างกายฮ่องเต้มาเป็นเวลานานก็มองดูอีกฝ่ายประหนึ่งว่าเห็นผี ในขณะที่ดวงตาของเขาแทบจะถลนออกจากเบ้า

เขาเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าฮ่องเต้หวงเนื้อหวงตัวมากเพียงใด นอกจากตัวพระองค์เองแล้วก็ไม่เคยมีใครได้นอนบนพระแท่นบรรทมนี้เลยแม้แต่คนเดียว

รวมถึงตอนนี้องค์หญิงหกอยู่ในสภาพที่เนื้อตัวเปื้อนเลือดและสิ่งสกปรกมากมาย มิหนำซ้ำผมเผ้าของนางยังดูยุ่งเหยิงและเสื้อผ้าก็ฉีกขาดยับย่นอยู่หลายจุด

ฝ่าบาทจะทนรับเรื่องนี้ได้อย่างไร?

ฝ่าบาทถูกผีเข้าสิงหรือ?

อันกงกงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

ในเวลาเดียวกันนี้ จมูกของมู่ไป๋ไป่ได้กลิ่นหอมเย็น ๆ ซึ่งกลิ่นนั้นก็ช่วยให้คิ้วที่ขมวดแน่นคลายตัวลงมาก

อีกทั้งใต้ตัวของเธอเป็นพระแท่นบรรทมของฮ่องเต้ที่หนานุ่มมากเป็นพิเศษที่บุด้วยผ้าทอเนื้อดี

หลังจากที่มู่เทียนฉงวางเด็กตัวเล็กในอ้อมแขนลง เขาก็ดึงมือออกจากคอของนาง

มู่ไป๋ไป่ที่เห็นดังนั้นก็คว้ามือเขาเอาไว้อย่างรวดเร็วและหลับตาพึมพำเบา ๆ ว่า “ท่านพ่อ… ไป๋ไป่จะตายหรือไม่? ท่านห้ามไปไหนนะ ไป๋ไป่กลัว…”

คำพูดเหล่านั้นทำให้หัวใจที่แข็งกระด้างของผู้เป็นฮ่องเต้สั่นไหวอีกครั้ง

ริมฝีปากของเขาแย้มเป็นรอยยิ้ม ก่อนที่เขาจะกระซิบปลอบโยนว่า “พ่อจะไม่ไปไหน”

หลังจากนั้นเขาก็หันไปพูดกับหมอหลวงที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาว่า “เราอนุญาตให้ท่านใช้โอสถที่ดีที่สุดเพื่อรักษาองค์หญิงหก และอย่าให้มีรอยแผลเป็นถูกทิ้งไว้แม้แต่น้อย”

หมอหลวงทำหน้าเหมือนเห็นผีทันทีในยามที่เขาเห็นมู่เทียนฉงทำตัวอ่อนโยนเช่นนี้ แต่แล้วเสียงกระซิบลอดไรฟันนั้นก็ทำให้พวกเขากลับคืนสู่ความเป็นจริง

ผู้เป็นหมอรีบก้าวออกมาอย่างรวดเร็วและตรวจสอบชีพจรของมู่ไป๋ไป่ ในขณะที่เขารู้สึกหวาดกลัวจับใจว่าตัวเองจะอายุสั้น

“เป็นอย่างไรบ้าง?”

เมื่อมู่เทียนฉงเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่นิ่งเงียบ เขาก็เป็นฝ่ายเปิดปากถามขึ้นมาก่อน

หมอหลวงเป็นหมอที่มีฝีมือมากที่สุดในวังหลวง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วขมวดคิ้วตอบว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมเกรงว่าจะต้องขอให้องค์หญิงหกถอดเสื้อผ้าออกก่อนจึงจะมองเห็นบาดแผลได้ชัดเจนพ่ะย่ะค่ะ”

จบบทที่ บทที่ 11: พ่อจะไม่ไปไหน

คัดลอกลิงก์แล้ว