- หน้าแรก
- การเดินทางข้ามเวลาของอู่ชื่อ
- ตอนที่ 24 อู่ชื่อไม่ได้เป็นคนดนดีอย่างที่คิด
ตอนที่ 24 อู่ชื่อไม่ได้เป็นคนดนดีอย่างที่คิด
ตอนที่ 24 อู่ชื่อไม่ได้เป็นคนดนดีอย่างที่คิด
ไม่ทันไรอู่ชื่อก็นำคนมาถึงโรงเตี๊ยมสือจื่อโหล หวังฉางกุ้ยก็รีบออกมาต้อนรับเขาเข้าสู่ห้องส่วนตัวในทันที แต่พออู่ชื่อก้าวเข้ามาในห้อง หวังฉางกุ้ยกลับคุกเข่าลงอย่างแรง “ท่านอู่อ๋อง… โปรดช่วยข้าน้อยด้วยเถิด! ข้าน้อยไม่มีทางออกแล้ว!”
“ท่านเจ้าของโรงเตี๊ยม ทำเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด ลุกขึ้นก่อนเถิด มีอะไรก็ค่อยพูดจากันดี ๆ”
อู่ชื่อรีบพยุงหวังฉางกุ้ยขึ้นมาจากพื้น หลังจากนั้น หวังฉางกุ้ยก็บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งน้ำตานองหน้าและเสียงสะอื้น อู่ชื่อขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ฟังเรื่องราวจนจบ
ซีเหมินชิ่ง ผู้นี้เหิมเกริมเกินไป ทำตัวเยี่ยงอันธพาลในเมืองหยางกู่ ข้าอู่ชื่อเองก็ดูมันขวางหูขวางตามานานแล้ว หากจะจัดการเรื่องนี้ ข้ามีวิธีหนึ่งอยู่ แต่ข้ากลัวว่าท่านเจ้าของโรงเตี๊ยมอาจไม่ยินยอม”
หวังฉางกุ้ยรีบตอบทันที “ท่านอู่อ๋อง ขอเพียงช่วยข้าปกป้องโรงเตี๊ยมสือจื่อโหลไว้ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขใด ข้าก็ยินดีรับทั้งสิ้น!”
ในฐานะคนที่คลุกคลีในวงการธุรกิจมานาน หวังฉางกุ้ยรู้ดีว่าเมื่อต้องการขอความช่วยเหลือจากขุนนาง ย่อมหลีกเลี่ยงการใช้ทรัพย์ไม่ได้
…ระหว่างนั้น เด็กในโรงเตี๊ยมก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับหีบไม้ใบเล็กในมือ เมื่อเปิดออกมา สิ่งที่ปรากฏในหีบนั้นคือทองคำสองก้อนที่แวววาวจับตา
“ท่านอู่อ๋อง ทองคำห้าสิบตำลึงนี้คือสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ จากข้าน้อย”
(ทองคำห้าสิบตำลึง เทียบเท่าเงินหนึ่งร้อยกว้าน!)
อู่ชื่อยังคงรักษาท่าทางสงบนิ่งไว้ แม้ในแววตาจะแฝงไว้ด้วยความแปลกใจเล็กน้อย เขาเผยรอยยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนกล่าวกับหวังฉางกุ้ยว่า “ท่านเจ้าของโรงเตี๊ยม ท่านคงจะเข้าใจข้าผิดแล้ว ข้าจะรับทองคำพวกนี้ไม่ได้ และไม่เพียงแค่นั้น ข้ายังจะมอบเงินให้ท่านอีกด้วย”
หวังฉางกุ้ยตกตะลึง ไม่เชื่อหูตนเอง เขาคิดว่าตัวเองฟังผิดไป เพราะตั้งแต่ทำธุรกิจมา ไม่เคยได้ยินว่าขุนนางที่ไหนจะมอบเงินให้พ่อค้า มีแต่พ่อค้าต้องแอบส่งเงินให้ขุนนางเสียเอง
ยังไม่ทันที่หวังฉางกุ้ยจะตั้งสติ อู่ชื่อก็กล่าวต่อ “หากอยากให้ซีเหมินชิ่งเลิกมารังควานโรงเตี๊ยมสแห่งนี้ ท่านจะต้องเปลี่ยนเจ้าของโรงเตี๊ยมเสียก่อน จงยกโรงเตี๊ยมนี้ให้ข้าเถิด”
หัวใจของหวังฉางกุ้ยเหมือนถูกทุบจนแตกสลาย!
ในขณะที่หมดหวังอย่างสิ้นเชิง หวังฉางกุ้ยก็ระเบิดอารมณ์ออกมา เขาตะโกนใส่อู่ชื่อด้วยความโกรธ “ท่านอู่อ๋อง! ผู้คนต่างล่ำลือว่าท่านเป็นผู้มีคุณธรรม แต่เหตุใดจึงทำเรื่องเช่นนี้ไม่ต่างจากพวกอันธพาลเล่า!?”
“ข้าหวังดีเชิญท่านมาที่นี่ แถมยังมอบทองห้าสิบตำลึงให้ท่านอีก แต่ท่านกลับคิดจะฮุบโรงเตี๊ยมของข้าเสียอย่างนั้นหรือ!?”
อู่ชื่อยิ้มอย่างสงบนิ่ง ไม่ตอบคำใด เพียงแค่ตบมือสองครั้ง
ทันใดนั้นเอง ไป๋เซิ่งกับลูกน้องอีกคนก็ช่วยกันหามตะกร้าไม้ไผ่เข้ามาในห้อง เมื่อเปิดฝาตะกร้าออก หวังฉางกุ้ยถึงกับผงะ เพราะสิ่งที่อยู่ข้างในคือเงินแท่งจำนวนมาก!
“นี่คือเงินหนึ่งพันตำลึง ถือว่าเป็นค่าซื้อโรงเตี๊ยมสือจื่อโหลของท่าน”
“สำหรับซีเหมินชิ่งนั้น ท่านน่าจะรู้ดีว่าเขาเป็นคนเช่นไร หากไม่ให้เขาเห็นเงินก้อนนี้ เกรงว่าคงไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้จบลงง่ายๆ แต่ท่านวางใจได้ โรงเตี๊ยมสือจื่อโหลแห่งนี้ยังเป็นของท่านเหมือนเดิม ข้าเพียงแค่ขอมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมเท่านั้น”
หวังฉางกุ้ยถึงกับทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าอู่ชื่อทันที! เขาตบหน้าตัวเองสองครั้งติดกันพร้อมน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูออกมา “ท่านอู่อ๋องผู้ทรงเกียรติ ข้าหวังฉางกุ้ยช่างต่ำช้าเหลือเกิน! ท่านมีคุณธรรมสูงส่ง ช่วยเหลือข้ายามยาก ข้าซาบซึ้งบุญคุณนี้จนมิอาจตอบแทนได้หมดในชาตินี้!”
หวังฉางกุ้ยราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบกล่าวต่อด้วยความตื่นเต้น “ท่านอู่อ๋อง ข้ารับเงินก้อนนี้โดยไม่ตอบแทนไม่ได้ เช่นนั้น ข้าขอแบ่งหุ้นโรงเตี๊ยมครึ่งหนึ่งให้ท่าน!”
“ไม่ได้! ไม่ได้! ข้ามาเพื่อช่วยท่าน จะรับของของท่านได้อย่างไรกัน?”
หวังฉางกุ้ยจับมืออู่ชื่อไว้แน่นพร้อมน้ำตาคลอเบ้า “ท่านอู่ อย่าปฏิเสธเลย นี่ไม่ใช่แค่ความตั้งใจของข้าเท่านั้น แต่ยังเป็นยันต์คุ้มครองชีวิตข้าด้วย! หากมีท่านอยู่ ข้าก็ไม่ต้องกลัวว่าซีเหมินชิ่งจะมาปล้นโรงเตี๊ยมของข้าอีกแล้ว!”
รุ่งเช้าวันถัดมา ซีเหมินชิ่งพาฮัวจือซวี่และพรรคพวกคนสนิทเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมสือจื่อโหลด้วยท่าทางผ่าเผย โรงเตี๊ยมแห่งนี้นับเป็นโรงเตี๊ยมใหญ่ที่สุดในเขตหยางกู่ ซีเหมินชิ่งหมายตาที่นี่มานาน วันนี้ได้ครอบครองสมดังใจ ย่อมทำให้เขารู้สึกโล่งใจและพึงพอใจยิ่งนัก
แต่เมื่อซีเหมินชิ่งและพรรคพวกเดินเข้ามายังโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยม กลับเห็นชายหนุ่มในชุดเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านเดินลงมาจากชั้นสอง
แม้ชุดในสมัยซ่งจะค่อนข้างซับซ้อน แต่ชุดของอู่ชื่อกลับดูคล่องตัวและเรียบง่ายกว่า เขามักใส่ชุดแบบนี้เวลาที่ไม่ต้องไปทำงานในที่ว่าการ แม้วัสดุของชุดจะเป็นผ้าธรรมดา แต่การตัดเย็บกลับแฝงด้วยความปราณีต คล้ายผสมผสานระหว่างความเรียบง่ายทันสมัยกับความงามสง่างามของยุคซ่ง
“อ้าว! นี่ไม่ใช่ซีเหมินผู้ยิ่งใหญ่หรอกหรือ? วันนี้ว่างถึงขนาดมาเยือนโรงเตี๊ยมของข้าได้เชียวหรือ?”