เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 154 แผนรอง

บทที่ 154 แผนรอง

บทที่ 154 แผนรอง


ได้ฟังเช่นนั้น คนรอบข้างก็หัวเราะเสียงดัง

ขณะที่อีกคนหนึ่งกล่าวขึ้น

“ว่ากันว่า หลังจากที่เซียนหญิงหรูเสวี่ยออกมาจากขุมทรัพย์วังมังกร นางก็รีบกลับไปยังสำนักจันทร์กระจ่างทันที ดูเหมือนว่านางจะถูกเจ้ามารร้ายนั่นทรมานจนไม่เหลือเรี่ยวแรงเลยทีเดียว...”

“ฮึ่ม! มันช่างน่าโมโหนัก! หญิงงามที่พวกเรายังมองแทบไม่ได้ กลับถูกมารชั่วนั่น...”

เสียงถอนหายใจดังขึ้นทั่วโรงเตี๊ยม

อีกคนหนึ่งกล่าวเสริม

“แต่พอคิดไปแล้ว เซียนหญิงหรูเสวี่ยจากไปแบบนี้...บุตรสาวคนรองแห่งตระกูลซ่างกวนคงตกอยู่ในอันตรายแน่!”

“มารชั่วนั่นกับตระกูลซ่างกวนกลายเป็นศัตรูกันโดยสมบูรณ์ ข้าคิดว่ามันคงไม่ปล่อยให้นางเดินทางไปยังสำนักจันทร์กระจ่างได้ง่ายๆ แน่!”

เมื่อเอ่ยถึงซ่างกวนเจวี๋ยบุตรสาวคนรองของซ่างกวนเจิ้น ทุกคนในที่นั้นกลับมิได้มีท่าทีเห็นใจ

“ก็สมควรแล้ว! นางก่อเรื่องมากมายในเมืองหนานชางมาเป็นเวลาหลายปี วันนี้มีคนมาลงโทษนางบ้าง ก็นับว่าสมแล้วที่ได้รับผลกรรม!”

เมื่อได้ยินเรื่องนี้ เฟิงอู๋เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ข้อมูลสำคัญที่เขาต้องการได้มาแล้ว!

‘จีหรูเสวี่ยได้ออกจากเมืองไปแล้ว แต่ซ่างกวนเจวี๋ยกลับมิได้เดินทางไปพร้อมกับนาง’

เพื่อพลังแห่งจันทรา เฟิงอู๋เฉินไม่ว่าสิ่งใดก็ต้องเดินทางไปยังสำนักจันทร์กระจ่างให้จงได้

แต่น่าเสียดายที่ซ่างกวนเจิ้นได้ส่งคนแพร่ข่าวลือไปทั่วแดนอวิ๋นโจว อีกทั้งยังเพิ่มค่าหัวของหออาภรณ์โลหิตขึ้นเป็นหนึ่งร้อยห้าสิบล้าน

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังประกาศต่อยุทธภพว่า มารเฟิงได้รับสมบัติล้ำค่าจากขุมทรัพย์วังมังกร

หลายปัจจัยรุมเร้า ทำให้เขาตกเป็นเป้าหมายของผู้คนทั้งยุทธภพ

ณ ตอนนี้ เพียงเขาปรากฏตัว ก็จะถูกยอดฝีมือจำนวนมากรุมล้อมอย่างแน่นอน

หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่คิดจะปกปิดตนเองแม้แต่น้อย เพราะในสายตาของเขา ผู้ฝึกกระบี่ต้องเดินบนเส้นทางที่เที่ยงตรงเท่านั้น

เขาย่อมเลือกที่จะฟาดฟันฝ่าทางออกไป!

แต่หลังจากผ่านศึกใหญ่บนยอดเขาอู๋เหิน คำพูดสุดท้ายของลั่วเฟิงกู่ ยังคงก้องอยู่ในห้วงจิตของเขามิรู้เลือน

“ผู้ที่หวังจะจบเรื่องราวทั้งปวง เพียงเพื่อให้ตนเองเป็นอิสระ นั่นหาใช่ผู้กล้า แต่เป็นเพียงคนขลาดเขลา!”

“มีเพียงผู้ที่ยอมแบกรับทุกสิ่ง และเผชิญหน้ากับโลกอันโหดร้ายได้เท่านั้น ที่จะเป็นผู้ฝึกกระบี่โดยแท้จริง!”

ยามนั้น เฟิงอู๋เฉินจึงเข้าใจได้ว่า ความตรงของกระบี่ หาได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอก หากแต่อยู่ที่จิตภายใน!

แม้จะต้องสังหารศัตรูทุกคนที่จ้องหมายเอาชีวิตของเขา สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือมุ่งไปยังสำนักจันทร์กระจ่างให้สำเร็จ เพื่อให้ได้พลังแห่งจันทราและปลุกพลังแฝงของตราประทับจ้าวสวรรค์กลับคืนมา!

ในโรงเตี๊ยม ผู้คนยังคงจับกลุ่มสนทนา กล่าวถึงบาปกรรมของเฟิงอู๋เฉินอย่างออกรส

แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า มารร้ายที่กำลังกล่าวขานถึง ได้ลุกขึ้นเงียบๆ และเดินมุ่งหน้าไปยังจวนเจ้าเมืองเสียแล้ว

ขณะนี้ ในใจของเฟิงอู๋เฉินได้ก่อเกิดความคิดอันบ้าบิ่นขึ้นมาอย่างหนึ่ง

ใช้ซ่างกวนเจวี๋ยเป็นโล่กำบัง เพื่อลอบเข้าไปในสำนักจันทร์กระจ่าง!

ยามค่ำคืน เฟิงอู๋เฉินแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ด้วยเกล็ดมังกร ให้ดูเหมือนเป็นหนึ่งในองครักษ์ของจวนเจ้าเมือง ก่อนจะลอบเร้นเข้าไป

ภายใต้ม่านรัตติกาล ที่ลานหลังของจวนเจ้าเมือง เฟิงอู๋เฉินได้ยินเสียงสนทนาขององครักษ์สองคน รูปร่างคนหนึ่งอ้วน อีกคนหนึ่งผอม

“พรุ่งนี้พวกเจ้าจะออกเดินทางใช่ไหม?” องครักษ์ร่างอ้วนเอ่ยถาม

องครักษ์ร่างผอมถอนหายใจอย่างทนทุกข์ “ใช่แล้ว… ข้าเองก็นึกไม่ถึงว่าภาระอันแสนลำบากนี้จะมาตกอยู่ที่ข้า”

องครักษ์ร่างอ้วนเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เฮ้! แต่คุณหนูรองของพวกเจ้า ก็นับว่าเป็นหญิงงามผู้หนึ่งมิใช่หรือ? การเป็นองครักษ์ประจำตัวของนางไม่นับว่าเป็นโชคดีหรอกหรือ?”

องครักษ์ร่างผอมกลอกตา “โชคดี? เจ้าอย่าพูดไปเลย! ถ้าเป็นคุณหนูใหญ่ข้าอาจจะพอใจอยู่บ้าง แต่คุณหนูรองเป็นอย่างไรเจ้าก็รู้ดี! ข้ายังกลัวว่าก่อนจะตายเพราะมารร้าย ข้าคงถูกนางฆ่าตายก่อนแน่! ถ้าระหว่างทางเราพบเจอกับมันจริงๆ ข้าจะเป็นคนแรกที่หนีไปแน่นอน!”

องครักษ์ร่างอ้วนรีบทำท่าปิดปากเขา “ชู่ว์! เบาเสียงหน่อย… หากใครได้ยินเข้า เจ้าจะเดือดร้อน!”

ไม่นานนัก องครักษ์ทั้งสองก็แยกย้ายกันไปคนละทาง

เงาร่างของเฟิงอู๋เฉินปรากฏขึ้นข้างกายองครักษ์ร่างผอมโดยไร้สุ้มเสียง

“ใครน่ะ!?”

ทว่า ก่อนที่เสียงของเขาจะดังไปไกล ประกายกระบี่อันสว่างจ้าก็วูบผ่านความมืดสนิท เสียงของเขาสิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น!

“เกิดอะไรขึ้น?”

ขณะนั้น องครักษ์ร่างอ้วนได้ยินเสียงผิดปกติ รีบรุดเข้ามาแล้วเอ่ยถาม

องครักษ์ร่างผอมค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แววตาของเขาแตกต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง

“ไม่มีอะไร แค่หนูสกปรกตัวหนึ่งเท่านั้น!”

องครักษ์ร่างอ้วนเหลือบมองเขาด้วยความไม่พอใจ “อย่าตื่นตูมไปหน่อยเลย! ตรวจตราอีกสักรอบแล้วกลับไปพักเถอะ!”

“อืม!”

เมื่อองครักษ์ร่างอ้วนจากไป เฟิงอู๋เฉินจึงปลดแผ่นป้ายประจำตัวขององครักษ์ร่างผอมออกมา

กู่ฉี นี่คือป้ายประจำตัวขององครักษ์ร่างผอม!

หลังจากจัดการศพของเขาแล้ว เฟิงอู๋เฉินพึมพำเบาๆ “เหอะ... คนเช่นเจ้า ผู้ที่ปากกับใจไม่ตรงกัน คิดคดอำพราง หากตายด้วยกระบี่ของข้า ก็ไม่ถือว่าเป็นการตายที่ไร้ความยุติธรรม!”

รุ่งอรุณของวันถัดมา

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของชาวเมืองหนานชางที่ออกมาส่งขบวนเดินทาง ขบวนของซ่างกวนเจวี๋ยออกเดินทางด้วยเรือเหาะ ค่อยๆ ทะยานขึ้นสู่เวหา

ซ่างกวนเจิ้นมองดูเรือเหาะที่ทะยานขึ้นไปสู่เมฆหมอก ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

ด้วยระยะการบินและความเร็วของเรือเหาะ ต่อให้มารร้ายตนนั้นมีอาวุธวิญญาณบินก็คงไล่ตามไม่ทันเป็นแน่

“ในที่สุด มันก็ไปเสียที!”

ชาวเมืองรอบข้างต่างร้องไห้ด้วยความยินดี บ้างก็แทบอยากตีกลองฉลอง สำหรับพวกเขา การที่นางมารน้อยจากไป นับเป็นมงคลยิ่งกว่าสิ่งใด!

………………

บนเรือเหาะ

ณ ขณะนี้มารร้ายที่พวกเขาระแวดระวังอย่างถึงที่สุด ได้ลอบขึ้นมาบนเรือเหาะเรียบร้อยแล้ว!

นอกจากข้ารับใช้ที่ไม่มีวรยุทธ์อยู่ไม่กี่คนแล้ว ยังมีเพียงเฟิงอู๋เฉินที่ปลอมตัวเป็นกู่ฉี ซ่างกวนเจวี๋ย และผู้อาวุโสที่เคยยืนอยู่ข้างกายซ่างกวนเจิ้นในศึกทะเลตะวันออก

ชายชราคนนั้นมีนามว่าซุนเซิ่งเทียน ระดับพลังของเขาคือขั้นทะเลโลหิตระดับสาม

เขาคือแม่ทัพผู้บัญชาการทหารองครักษ์ของเมืองหนานชาง และเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดรองจากซ่างกวนเจิ้น

เมืองหนานชางตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของแดนอวิ๋นโจว ขณะที่สำนักจันทร์กระจ่างตั้งอยู่บริเวณภูเขาทางตอนเหนือของเขตกลางอวิ๋นโจว

สองสถานที่นี้ห่างไกลกันมาก แม้จะใช้เรือเหาะก็ยังต้องใช้เวลาเดินทางถึงเจ็ดวันเต็ม

ชีวิตบนเรือเหาะนั้นทั้งน่าเบื่อและจำเจ

เฟิงอู๋เฉินเมื่อไม่มีธุระอะไร ก็เพียงนั่งอยู่บนดาดฟ้าเรือเหาะ ปล่อยให้สายลมเย็นปะทะใบหน้าโดยไม่ปริปากใดๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ในขณะที่เขากำลังหลับตาพักผ่อน จู่ๆ ซ่างกวนเจวี๋ยก็เดินเข้ามา แล้วนั่งลงข้างเขา

ตรงหน้าของนางมีไหสุราที่ปิดผนึกด้วยดินเหนียวตั้งอยู่

เฟิงอู๋เฉินลืมตาขึ้น สายตาของเขาสบเข้ากับดวงตาของหญิงสาว

นางเอ่ยเสียงเย็นชา “ยังไม่ไปอีกหรือ?”

เฟิงอู๋เฉินไม่ไหวติง “จะให้ข้าไปที่ไหน?”

ซ่างกวนเจวี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้ายรู้สึกประหลาดใจ “เจ้าไม่กลัวข้าหรือ?”

เฟิงอู๋เฉินเหลือบมองนางเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเรียบๆ “เจ้ามีอะไรน่ากลัวกัน?”

คำพูดนี้ทำให้ซ่างกวนเจวี๋ยชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นน้ำตาสองหยดก็ไหลลงจากหางตาของนางอย่างเงียบงัน

ภาพที่เห็นทำให้เฟิงอู๋เฉินขมวดคิ้วทันที

‘หรือว่า…วันนั้นข้าจะทำให้เด็กน้อยนี่กลัวจนเสียสติไปแล้ว?’

‘ทำไมเดี๋ยวก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เดี๋ยวก็ร่ำไห้เสียแล้ว?’

“นอกจากพี่สาวกับพี่จ้าวหยาง เจ้าเป็นเพียงหนึ่งในสองคนที่ไม่กลัวข้า”

‘หนึ่งในสอง?’

เฟิงอู๋เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เข้าใจได้ทันทีว่าอีกคนหนึ่งที่นางกล่าวถึงคือใคร

และก็เป็นไปตามคาด เมื่อพูดถึงบุคคลผู้นั้น แววตาของซ่างกวนเจวี๋ยเต็มไปด้วยความชิงชังและโทสะ

“ข้าจะฆ่าเขาแน่นอน! ไม่ว่าจะเมื่อใดก็ตาม! เขาฆ่าพี่สาวที่รักข้าที่สุด และยังฆ่าพี่จ้าวหยางของข้า ข้าจะไม่มีวันปล่อยเขาไปเด็ดขาด!”

เฟิงอู๋เฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “แต่ข้าได้ยินมาว่า ที่เขาฆ่าคน ก็เพราะพี่สาวของเจ้าเป็นฝ่ายไปหาเรื่องก่อน นางและจ้าวหยางหมายจะเอาชีวิตเขาไม่ใช่หรือ?”

ซ่างกวนเจวี๋ยจ้องเขม็งไปที่เฟิงอู๋เฉิน สีหน้าดื้อรั้นสุดขีด นางสวนกลับทันที

“แล้วอย่างไร? ถึงอย่างนั้นก็ต้องแก้แค้นอยู่ดี! ทุกครั้งที่ข้าหลับตา ข้าก็เห็นภาพพี่สาวถูกเขาตัดศีรษะอย่างโหดเหี้ยม ข้า... ข้าจะไม่มีวันลืมภาพนั้นได้เลย! เว้นเสียแต่ว่า…ข้าจะได้ฆ่าเขากับมือ!”

เฟิงอู๋เฉินยิ้มขื่น ไม่เอ่ยอะไรอีก

‘ดูเหมือนเด็กน้อยนี่จะเกลียดข้าถึงกระดูกดำเสียแล้ว’

……………………………………..

จบบทที่ บทที่ 154 แผนรอง

คัดลอกลิงก์แล้ว