- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 114 ปริศนาผนังหิน
บทที่ 114 ปริศนาผนังหิน
บทที่ 114 ปริศนาผนังหิน
เมื่อเฟิงอู๋เฉินพาเสิ่นหงอีมาถึงบริเวณหมู่แท่งหิน หลิวเฟยและเย่เซียวได้ร่ายลมปราณเข้าสู่แท่งศิลาไปหลายต้นแล้ว
ครืน!
เสียงกัมปนาทดังสนั่น แท่งศิลาพลันเคลื่อนขยับไปมา ฉับพลันแท่นบูชาที่อยู่ใต้เท้ากลับเปิดออก เผยให้เห็นปากทางเข้าสู่ห้องลับที่มืดมิดเบื้องล่าง
“ไม่คาดคิดเลยว่า…ใต้แท่นบูชานี้จะมีซากโบราณใต้ดินซ่อนอยู่!”
“ลงไปเร็วเข้า!”
เฟิงอู๋เฉินไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาพุ่งทะยานเข้าไปในปากทางนั้นทันที
ทั้งสามร่าง ดิ่งลงสู่ความมืดมิด
ครืน!
เสียงสะเทือนดังขึ้นอีกครา
เมื่อบุรุษหน้ากากปีศาจทั้งสามมาถึง…ปากทางสู่ซากโบราณใต้ดินได้ถูกปิดลงจนแน่นสนิทแล้ว
เบื้องหน้าของพวกเขาหลงเหลือเพียงแท่งศิลาสิบสองต้นที่ถูกเปลี่ยนตำแหน่งจนยุ่งเหยิง ทำให้ทั้งสามต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“พวกมันรู้วิธีเปิดทางลงไป! เราประมาทเกินไปแล้ว!”
บุรุษหน้ากากปีศาจคนหนึ่งถอนหายใจ อีกผู้หนึ่งกลับจ้องมองไปรอบด้าน ดวงตาลึกล้ำ ก่อนจะเงียบขรึมไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวออกมา
“จากลวดลายและอักขระบนแท่งศิลาทั้งสิบสองต้นนี้ แสดงให้เห็นว่าการจัดวางแท่นบูชานี้อิงตามหลักของสิบสองขอบเขตสวรรค์ อีกทั้งก่อนที่แท่งศิลาจะถูกเปลี่ยนตำแหน่ง ฉันได้สังเกตเห็นบางอย่าง น่าจะสามารถเรียงลำดับกลับคืนมาได้!”
เมื่อสิ้นเสียง ทั้งสองคนที่เหลือต่างสบตากันก่อนที่แววตาจะทอประกายความยินดีออกมา
“ดี! เช่นนั้นพวกเราก็จะรอให้พวกมันติดกับ…สมบัติในซากโบราณต้องเป็นของเรา! และชีวิตของเด็กน้อยทั้งสามคนนั่น…ก็เป็นของเราเช่นกัน!”
เมื่อบานศิลาเคลื่อนปิดลง ภายในซากโบราณใต้ดินก็ถูกตัดขาดจากแสงสว่างและเสียงจากโลกภายนอกทันที
ท่ามกลางความมืดมิดและความสับสน
“อื้ม~”
จู่ๆ ร่างอันอ่อนนุ่มในอ้อมกอดของเฟิงอู๋เฉินพลันสะท้านขึ้นพร้อมเสียงครวญแผ่วเบา
เฟิงอู๋เฉินชะงักกึก …ยามนี้ถึงได้ตระหนักว่าหลังจากการหลบหนีอย่างกระชั้นชิด มือของเขากลับเลื่อนขึ้นไปสัมผัสบริเวณต้นขาอันนุ่มนวลของเสิ่นหงอีโดยไม่รู้ตัว…และตอนนี้มือเขาก็อยู่ในตำแหน่งที่ชวนให้อึดอัดนัก
“ศิษย์พี่หญิง? เฟิงอู๋เฉิน? พวกท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
ทันใดนั้นเอง…เสียงของหลิวเฟยก็ดังขึ้น ทำลายความกระอักกระอ่วนระหว่างทั้งสอง
ครู่ต่อมา…เสียงที่เบาดุจสายลมกระซิบของเสิ่นหงอี ก็ลอยเข้าหูเฟิงอู๋เฉิน “ปล่อยข้าลง…”
เฟิงอู๋เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าพึ่งได้รับผลสะท้อนจากกระบี่ จะยืนไหวหรือ?”
เสียงของเสิ่นหงอีแผ่วลงเรื่อยๆ
“ข้าจะให้ศิษย์น้องหลิวพยุงข้าเอง…”
เฟิงอู๋เฉิน “……”
หลังจากปล่อยหญิงสาวลงแล้ว เฟิงอู๋เฉินหยิบมุกสุคนธ์มังกรออกมาจากแหวนมิติ แสงสลัวจากมันส่องประกายระยิบระยับ ทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นเส้นทางรอบตัวได้
เมื่อหลิวเฟยเห็นใบหน้าแดงก่ำของเสิ่นหงอี นางขมวดคิ้วขึ้นทันที
“พี่หญิง สีหน้าท่านดูไม่ค่อยดีนัก”
“อ่า…คงเป็นเพราะผลสะท้อนจากวิชากระบี่ พักสักครู่ก็น่าจะดีขึ้น”
“จริงหรือ? แต่ข้าจำได้ว่าครั้งก่อนที่ท่านโดนผลสะท้อนจากวิชากระบี่ ใบหน้าของท่านซีดเผือด ไม่ใช่แดงเรื่อเช่นนี้…”
เสิ่นหงอี “……”
เย่เซียวผู้หลักแหลม มองเสิ่นหงอีหนึ่งครั้ง แล้วหันไปมองเฟิงอู๋เฉินที่ยังคงเงียบขรึมไม่กล่าวคำใด สีหน้าของเขาพลันเผยแววเข้าใจขึ้นมาทันที
“อ้อ…ที่แท้ก็…”
ชวิ้ง!
ยังไม่ทันสิ้นคำ กระบี่ของเฟิงอู๋เฉินก็พลันชี้ไปเบื้องหน้าของเขา!
“หุบปาก! ไม่เช่นนั้น…ข้าจะฆ่าเจ้า!”
เย่เซียว “……”
กล่าวจบ เฟิงอู๋เฉินก็ถือมุกสุคนธ์มังกรนำหน้าฝ่าความมืดไปก่อนโดยไม่สนใจผู้ใด
ซากโบราณใต้ดินแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรพิสดาร ทุกด้านล้วนเป็นกำแพงหินขัดเงา เนื้อหินชั้นเยี่ยม แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาเดินไปตามระเบียงทางเดินแคบๆ เป็นเวลาราวครึ่งหนึ่งของหนึ่งชั่วยาม เฟิงอู๋เฉินก็พลันหยุดฝีเท้า
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่มีทางไปต่อแล้ว!”
“เป็นไปได้อย่างไร…”
เมื่อคนที่เหลือก้าวขึ้นไปดู จึงพบว่าทางเดินข้างหน้านั้น แม้จะกว้างขวางกว่าเดิม ทว่ากลับมีกำแพงหินสีดำทึบขวางกั้นไว้ห่างออกไปเพียงสิบฉื่อ ปิดกั้นเส้นทางจนสิ้น
“ในแผนที่มีบันทึกเกี่ยวกับที่นี่หรือไม่?”
“ไม่มีเลย!”
“……”
ทันใดนั้น ทั้งสี่ตกอยู่ในความเงียบงัน
“หรือว่าพวกเราถูกเจ้าองค์ชายนั่นหลอกเข้าแล้ว? ซากโบราณใต้ดินนี้อาจเป็นทางตันก็เป็นได้!”
เสียงกัดฟันกรอดของเย่เซียวทำลายความเงียบ
เฟิงอู๋เฉินก้าวขึ้นไปเบื้องหน้า มือขวาวางลงบนกำแพงหินหนาหนักนั้นพลางส่ายหัวเบาๆ
“เขาไม่น่าจะหลอกพวกเรา…เพียงแต่ว่า ซากโบราณแห่งนี้ เกรงว่ากระทั่งราชวงศ์แห่งแคว้นร้อยอสูรเองก็คงยังไขปริศนาไม่ได้ การที่เชวี่ยอิงเข้ามาในเทือกเขาอสูรสวรรค์ครั้งนี้ ก็น่าจะเพื่อค้นหาหนทางไขความลับนี้”
เมื่อได้ยินการวิเคราะห์ของเฟิงอู๋เฉิน สีหน้าของพวกเขายิ่งเคร่งเครียด
แม้กระทั่งราชวงศ์ของแคว้นร้อยอสูร ยังมิอาจไขปริศนาของกำแพงหินนี้ได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาเพียงสามคน จะมีปัญญาไขมันได้หรือ?
อีกทั้งภายนอกซากโบราณใต้ดิน ยังมีบุรุษหน้ากากปีศาจสามคนที่อยู่ในขั้นทะเลโลหิตเฝ้าดักอยู่
สถานการณ์ตอนนี้… พวกเขาตกอยู่ในภาวะจนตรอก ไร้ทางก้าวไปข้างหน้า ไร้ทางถอยหลังกลับ…
“อักขระบนกำแพงหินนี้โบราณเกินไป การไขความลับของมันคงไม่ง่ายนัก มิเช่นนั้น ซากโบราณแห่งนี้คงถูกพวกแคว้นร้อยอสูรกวาดสมบัติไปหมดแล้ว”
เสิ่นหงอีกล่าวพลางพยุงร่างของตนไปข้างหน้าด้วยการช่วยเหลือของหลิวเฟย
หากเป็นผู้อื่น อักขระเหล่านี้อาจดูเป็นปริศนาที่ยากจะเข้าใจ
ทว่า…สำหรับเฟิงอู๋เฉินกลับมิใช่เช่นนั้น
เพราะ อักขระเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับตัวอักษรของแดนสวรรค์ไท่เสวียนถึงแปดส่วน
แม้จะมีความแตกต่างอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการอ่านทำความเข้าใจของเขา
ยุทธภพร่ำร้อง ครั้นฟ้าดินไร้ทาง
สวรรค์สร้างพิธีกรรมนี้ไว้ เพื่อสะกดเทพอสูร
หากกองทัพเคลื่อนพล จงปลดพันธนา เพื่อใช้เป็นอาวุธ
เหลือบันทึกนี้ไว้ แจ้งแก่ผู้มาเยือน!
เฟิงอู๋เฉินพึมพำอ่านข้อความบนกำแพงหิน พลางครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว
ด้วยเพียงข้อความเหล่านี้ เขาก็สามารถเข้าใจสาระสำคัญที่ซุกซ่อนอยู่
ซากโบราณแห่งนี้แตกต่างจากมรดกของสำนักเทพกระบี่ ซากโบราณใต้ดินแห่งนี้ มิใช่สถานที่ซึ่งเก็บรักษาสมบัติหรือวิชายุทธ์
แต่เป็นที่กักขังสิ่งมีชีวิตบางอย่าง…บางสิ่งที่ถูกเรียกว่า เทพอสูร
เนื้อหาของอักขระเหล่านี้ชัดเจนว่ามีไว้ เพื่อแจ้งแก่คนรุ่นหลังว่า หากเกิดกลียุคในยุทธภพ พวกเขาสามารถปลดผนึกสิ่งที่ถูกขังไว้ ณ ที่นี้ เพื่อใช้เป็นอาวุธสร้างความแข็งแกร่งให้ตน
หรือว่า… ผู้ที่สร้างแท่นบูชาและซากโบราณใต้ดินนี้ คือเหล่าบรรพชนแห่งสำนักหมื่นอสูรในอดีตกาล?
“อ๊ากกก! นั่นอะไร!?”
เสียงร้องของเย่เซียวดังขึ้นจากด้านหน้า
เฟิงอู๋เฉินหันกลับไปมอง แล้วก็ได้เห็นภาพที่พิสดารอย่างยิ่ง
บนกำแพงหินตรงหน้าของเย่เซียว ปรากฏภาพสลักนูนต่ำขนาดมหึมา
ภาพนั้นเป็นอสูรโบราณตนหนึ่ง อ้าปากแสยะเขี้ยว แลดูดุร้ายและน่าสะพรึงกลัว
แต่ที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่านั้นคือ…ดวงตาของภาพสลักนั้น พลันเปล่งประกายเป็นแสงแดงฉาน!
พร้อมกับกระแสพลังบางอย่างที่พวยพุ่งออกมา…มันคือแรงดูดอันมหาศาล!
“หลบไปเร็ว!”
เฟิงอู๋เฉินกระโจนเข้าไปทันที พลันชักกระบี่เพลิงสุริยัน ฟาดตรงเข้าสู่ดวงตาของภาพสลักนั้น
ทว่า… แรงดูดกลับทวีความรุนแรงขึ้นเป็นหลายเท่า!
แม้แต่เฟิงอู๋เฉินก็ไม่อาจต้านทานได้ ร่างของเขาถูกดูดเข้าไปในทันที!
ฟึ่บ!
“ศิษย์น้องเฟิง!”
“พี่ใหญ่!”
หลิวเฟยและเย่เซียวตะโกนเรียกเสียงดังด้วยความตกใจ
ดวงตาของภาพสลักอสูรแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานยิ่งกว่าเดิม กระแสพลังพุ่งพล่านบิดเบือนมิติรอบข้าง
ลมหายใจถัดมา…ร่างของเฟิงอู๋เฉินสัมผัสกำแพงหิน…แล้วก็หายไปทันที!
เหลือเพียง สามคนที่ยืนตะลึงมองหน้ากัน
“เขา…เขาจะไม่ถูกกินไปแล้วใช่ไหม!?”
เย่เซียวหน้าซีดเผือด ขาอ่อนจนแทบทรุด
เสิ่นหงอี ค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะภาพสลัก ทว่า… แรงดูดเมื่อครู่หายไปแล้วโดยสิ้นเชิง
นางกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะส่ายศีรษะช้าๆ
“ไม่สามารถสัมผัสถึงลมหายใจของเขาได้อีกแล้ว…”
ด้วยแรงดูดมหาศาลนั้น เฟิงอู๋เฉินถูกพัดพาเข้าสู่มิติอีกแห่งหนึ่ง
เมื่อลงสู่พื้น เขาเบิ่งตาขึ้นมอง นัยน์ตาหดเกร็งจนเผลอกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเขา…เป็นทุ่งกระดูกขาวโพลน ทับถมกันจนกลายเป็นภูเขา แลดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
‘ที่นี่คือที่ใดกัน!?’
เฟิงอู๋เฉินเชื่อมั่นว่า กลไกบนภาพสลักนั้นย่อมมิอาจทำงานขึ้นโดยไร้เหตุผล
สถานที่แห่งนี้ ต้องมีภัยอันตรายบางอย่างที่ไม่อาจมองเห็น
และกระดูกที่กองพะเนินเป็นพยานยืนยันชัดเจน!
ที่นี่ มิได้มืดมิดเหมือนซากโบราณใต้ดินก่อนหน้า ทว่ามีแสงสลัวๆ ซึ่งช่วยให้มองเห็นรอบด้านได้รางๆ
ความรู้สึกนี้…คล้ายกับค่ำคืนที่ไร้จันทรา แสงเพียงน้อยนิดเช่นนี้ กลับทำให้สายตารู้สึกอึดอัดมิใช่น้อย
ซ่าา… ซ่าา…
ทันใดนั้น เสียงแปลกประหลาดก็ดังขึ้นจากรอบด้าน
…………………..