- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 97 ทำเนียบจอมยุทธแห่งเสินโจว
บทที่ 97 ทำเนียบจอมยุทธแห่งเสินโจว
บทที่ 97 ทำเนียบจอมยุทธแห่งเสินโจว
"หลิงกุ่ยอี?" เฟิงอู๋เฉินคิ้วขมวด
"เขาก็เป็นศิษย์ของสำนักชิงเฉินเช่นกันหรือ?"
"เคยเป็น!"
มู่ฉิงอธิบายต่อ
"ทุกๆ สามปี สำนักชิงเฉินจะคัดเลือกศิษย์ที่มีพรสวรรค์สูงสุด เพื่อส่งไปยังภาคกลางแห่งดินแดนเสินโจว! และเมื่อสามปีก่อน หลิงกุ่ยอีคือศิษย์ผู้ได้รับเลือก"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฟิงอู๋เฉินยังคงสีหน้าเรียบนิ่ง
"แล้วอย่างไร? หากเขาคิดจะล้างแค้น ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะฆ่าเพิ่มอีกคน"
มู่ฉิงส่ายหัวพลางยิ้มขมขื่น
"แต่หลิงกุ่ยอี...ไม่ได้เป็นคนที่เจ้าจะจัดการได้ง่ายๆ เหมือนหลิงซง! การที่เขาได้รับโอกาสไปฝึกฝนในเสินโจว ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่า เขาอยู่คนละระดับกับพวกที่ยังอยู่ในชางโจวนี้! และที่สำคัญเขาเป็นผู้ฝึกกระบี่! เมื่อปีที่แล้ว เขายังสามารถจารึกนามของตนลงในทำเนียบจอมยุทธแห่งเสินโจวได้!"
"ทำเนียบจอมยุทธ?" เฟิงอู๋เฉินเลิกคิ้ว
มู่ฉิงอธิบายอย่างอดทน
"ทำเนียบจอมยุทธ เป็นอันดับที่จัดตั้งขึ้นโดยบรรดาขุมอำนาจในดินแดนเสินโจว ผู้ฝึกยุทธ์ที่อายุต่ำกว่าสามสิบปี สามารถเข้าร่วมเพื่อชิงอันดับได้ วิธีจัดอันดับนั้นพิจารณาจากการประลองระหว่างผู้ฝึกยุทธ์โดยตรง!"
"อันดับนี้มีทั้งหมดหนึ่งพันอันดับ ยิ่งไต่อันดับสูงขึ้น ความยากก็ยิ่งเพิ่มขึ้น! หลิงกุ่ยอี เมื่อปีที่แล้วขณะอายุเพียงยี่สิบปี ก็สามารถเข้าสู่อันดับแปดร้อย!"
"อันดับแปดร้อย?" เฟิงอู๋เฉินพึมพำ "หมายความว่า ทั่วทั้งเสินโจว ผู้ฝึกยุทธ์ที่อายุต่ำกว่าสามสิบปีที่แข็งแกร่งกว่าหลิงกุ่ยอี มีไม่ถึงแปดร้อยคนงั้นหรือ?"
มู่ฉิงเม้มริมฝีปากแดงก่อนตอบ
"ไม่เชิง! เพราะยอดฝีมือที่แท้จริงบางคน ก็ไม่ได้สนใจอันดับพวกนี้ จึงไม่ได้เข้าร่วมประลอง...แต่คนพวกนั้นมีน้อยมาก! และที่สำคัญ ข้อมูลที่ข้าบอกเจ้าเป็นเพียงของเมื่อหนึ่งปีก่อนเท่านั้น!"
เฟิงอู๋เฉินเลิกคิ้วขึ้น
‘ทำเนียบจอมยุทธแห่งเสินโจว…’
เขาเริ่มสนใจขึ้นมาทันที
"ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ มีโอกาสจารึกชื่อบนทำเนียบนี้หรือไม่?"
มู่ฉิงส่ายศีรษะ "ไม่!"
"แล้วเยว่ชิงอิงล่ะ?"
"นาง...ทำได้! น่าจะไม่อ่อนแอกว่าหลิงกุ่ยอีเมื่อหนึ่งปีก่อน"
คำตอบนี้ทำให้เฟิงอู๋เฉินครุ่นคิด
‘หมายความว่า ตอนนี้เยว่ชิงอิงอยู่ในระดับเดียวกับหลิงกุ่ยอีเมื่อ หนึ่งปีก่อน...’
‘หลิงกุ่ยอีผู้นี้ คงเป็นอัจฉริยะที่แท้จริงสินะ’
มู่ฉิงจ้องหน้าเขา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ข้าบอกเรื่องนี้ให้เจ้าฟัง ไม่ใช่เพราะข้าเห็นว่าเจ้าด้อยกว่าเขา แต่ข้าเพียงต้องการให้เจ้าตระหนักว่า ในดินแดนเสินโจว อัจฉริยะมีมากมายราวกับเม็ดทราย เจ้าอยากจะยืนหยัดอยู่ที่นั่น เจ้าต้องแข็งแกร่งขึ้นมากกว่านี้!"
เฟิงอู๋เฉินยิ้มเล็กน้อย
"ข้าเข้าใจแล้ว!"
หลังจากกล่าวคำอำลากับมู่ฉิง เฟิงอู๋เฉินก็เร่งเดินทางกลับยอดเขาอู๋เหิน
แต่ในใจของเขา เป้าหมายเริ่มขยายกว้างขึ้นไปถึงดินแดนเสินโจว
‘สักวันหนึ่ง…ชื่อของข้า เฟิงอู๋เฉิน จะต้องถูกจารึกลงบนทำเนียบจอมยุทธแห่งเสินโจวแน่นอน!’
แต่ตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการประลองเป็นตายในอีกสามวันข้างหน้า
หากเขาตายบนเวทีนั้น ความฝันทั้งหมดก็จบสิ้น!
ณ ยอดเขาอู๋เหิน
เฟิงอู๋เฉินกลับมาถึงสำนักและมอบแก่นวิญญาณสองร้อยชิ้นให้กับลั่วเฟิงกู่
"ตาเฒ่าลั่ว เปิดระดับของมายาสะท้อนเงาขึ้นให้สูงสุด!"
ลั่วเฟิงกู่ขมวดคิ้วด้วยความกังวล "หากทำเช่นนั้น เจ้าจะต้องเผชิญกับเงาตัวเองที่อยู่ในขั้นกายสุวรรณช่วงปลาย เจ้าแน่ใจหรือ?"
"ไม่ต้องห่วง! ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอก! แรงกดดันธรรมดาๆ ตอนนี้ ไม่อาจทำให้ข้าพัฒนาได้อีกต่อไปแล้ว"
เฟิงอู๋เฉินไม่ต้องการใช้ค่ายกลนี้เพื่อฝึกฝนระดับพลังยุทธ์ และเขาก็ไม่ได้ต้องการฝึกฝนวิถีกระบี่
เป้าหมายเดียวของเขาคือ การฆ่า!
เขาต้องการบรรลุวิถีกระบี่สูงสุด หล่อหลอมรัศมีกระบี่ให้ยาวเก้าฉื่อ!
วิถีกระบี่สูงสุด ยิ่งฝึกฝนในระดับที่สูงขึ้น ยิ่งยากที่จะก้าวข้าม
หลังจากรัศมีกระบี่ห้าฉื่อ ทุกๆ การทะลวงขึ้นอีกหนึ่งฉื่อ ล้วนยากประหนึ่งการปีนขึ้นสู่สวรรค์!
มีเพียงการต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตนเองหลายเท่าตัว การเดินอยู่บนเส้นแบ่งแห่งความเป็นและความตาย
นั่นจึงจะเป็นโอกาสเดียวที่เขาจะพบหนทางทะลวงขอบเขตนี้ได้!
สามวันพลันผ่านไปในพริบตา!
วันนี้ตั้งแต่เช้าตรู่ ยอดเขาชิงเฉินพลันคึกคักเป็นสิบเท่าของทุกวัน
ณ ลานประลอง ผู้คนมารวมตัวกันจนแน่นขนัด ไม่มีที่ว่างแม้แต่น้อย
ข่าวการประลองเป็นตายระหว่างเฟิงอู๋เฉินกับหลินหว่าน กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
ดึงดูดให้เหล่าศิษย์จากทั้งสี่ยอดเขาต่างหลั่งไหลมาชม
หลินหว่านไม่เพียงเป็นหนึ่งในอัจฉริยะของสำนักชิงเฉิน แต่ยังเป็นหนึ่งในสตรีที่งามล้ำอันดับต้นๆ แห่งสำนัก!
ศิษย์มากมายต่างหลงใหลในความงามของนาง
วันนี้ เมื่อได้ยินว่าเทพธิดาในดวงใจของพวกเขาต้องประลองเป็นตายกับเฟิงอู๋เฉิน
เหล่าศิษย์ต่างโกรธแค้น พร้อมใจกันตะโกนขับไล่และกล่าวว่าจะสั่งสอนชายที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำผู้นี้!
ดวงตะวันลอยสูงขึ้นสู่กลางฟ้า
เหล่าผู้นำสี่ยอดเขาและผู้อาวุโส ต่างก็มานั่งประจำที่กันครบถ้วน!
รอบลานประลองเต็มไปด้วยศิษย์มากมาย สายตาทุกคู่จดจ่อ รอคอยการปรากฏตัวของตัวเอกในวันนี้
"ศิษย์พี่หลินมาแล้ว!"
เสียงใครบางคนตะโกนขึ้นจากฝูงชน
ทันใดนั้น ฝูงชนก็พลันโกลาหลกันขึ้นมา ทุกคนหันไปมองทางยอดเขาอือหยาง
เห็นร่างสองร่าง กำลังเหาะตรงมาทางลานประลอง
หนึ่งคือฉือเหลี่ยน อีกหนึ่งคือหลินหว่าน!
เมื่อทั้งสองมาถึงเหนือเวทีประลอง ฉือเหลี่ยนหันไปสบตากับหลินหว่าน ก่อนจะปล่อยมือที่จับนางไว้
ฟึ่บ!
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คน หลินหว่านทิ้งตัวลงจากความสูงกว่าร้อยจั้ง แต่นางกลับร่อนลงสู่พื้นได้อย่างเบาหวิว!
ไม่มีเสียงกระแทกแม้แต่นิดเดียว!
ทั้งลานประลองพลันระเบิดเสียงฮือฮา!
นี่มัน แตกต่างจากการก้าวเหยียบอากาศของยอดฝีมือขั้นกายสุวรรณโดยทั่วไป!
การที่หลินหว่านสามารถลงสู่พื้นได้อย่างนุ่มนวลเช่นนี้ มีเพียงข้อสรุปเดียว
นางได้สัมผัสถึงขอบเขตแห่งการเหาะเหินแล้ว!
ขอบเขตของหลินหว่านเผยออกมาอย่างชัดเจน!
ขั้นกายสุวรรณระดับสูงสุด!
เสียงโห่ร้องและการชื่นชมจากผู้ชมด้านล่างทำให้หลินหว่านรู้สึกดื่มด่ำกับมันอย่างที่สุด!
สายตาของนางจับจ้องไปยังทิศทางหนึ่ง
‘อัจฉริยะกระบี่แล้วอย่างไร?’
‘วันนี้ ข้าจะต้องเหยียบซากศพของเจ้าเพื่อสร้างชื่อให้กึกก้อง!’
‘ข้าจะกลายเป็นหลิงกุ่ยอีคนที่สองของสำนักชิงเฉิน!’
ขณะเดียวกัน ณ ยอดเขาอู๋เหิน
เฟิงอู๋เฉินยังคงต่อสู้อยู่ในค่ายกลมายาสะท้อนเงา กับเงาของตนเอง
"เวลาเกือบหมดแล้ว!"
เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะตวาดขึ้น
"เพลิงสุริยัน!"
ปลายกระบี่เพลิงสุริยันพลันพุ่งพลั่กออกมา ปราณกระบี่พวยพุ่งจนแผ่ขยายออกไปเป็นรัศมีกระบี่เจ็ดฉื่อ!
เพียงหนึ่งกระบี่พุ่งทะลวงเข้ากลางอกของเงาดำ!
ครืน!
ทันใดนั้นหินประตูของค่ายกลพลันเปิดออก เฟิงอู๋เฉินก้าวออกไปข้างนอก
ทันทีที่ออกมา ก็พบกับลั่วเฟิงกู่และคนอื่นๆ ที่กำลังรออยู่
"หืม? ยังอยู่แค่ขั้นปราณยุทธ์?"
เมื่อเห็นระดับพลังของเฟิงอู๋เฉิน ทุกคนต่างเผยสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่เฟิงอู๋เฉินเข้าไปฝึกในค่ายกล เขาจะต้องทะลวงขึ้นหนึ่งระดับเสมอ
แต่คราวนี้กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย!
พวกเขาจึงรู้สึกแปลกใจนัก
แต่ในความเป็นจริง
เฟิงอู๋เฉินมิใช่ว่าไม่สามารถทะลวงระดับได้ แต่เขาไม่กล้าทะลวงต่างหาก!
ตอนนี้ทั้งวิถีกระบี่และพลังยุทธ์ของเขา ต่างอยู่ในระดับสมบูรณ์แล้ว
มันเปรียบเสมือนขวดน้ำสองใบที่เต็มเปี่ยมจนถึงขีดสุดและเอนพิงกันอยู่
หากเขาทะลวงระดับพลัง มันจะดันให้ระดับวิถีกระบี่ของเขาทะลวงขึ้นไปด้วย!
แต่หากเป็นเช่นนั้นการฝึกฝนวิถีกระบี่สูงสุดของเขาจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง!
ขณะที่คนอื่นๆ กำลังรู้สึกเสียดาย
ลั่วเฟิงกู่กลับจ้องเขานิ่ง แล้วกล่าวน้ำเสียงทุ้มลึก
"เจ้ากำลังฝึกฝนวิถีกระบี่สูงสุดใช่หรือไม่?"
เฟิงอู๋เฉินพยักหน้า "ถูกต้อง!"
ลั่วเฟิงกู่ดวงตาฉายแววเคร่งขรึม ก่อนจะเอ่ยถาม
"ตอนนี้เจ้าสามารถปลดปล่อยรัศมีกระบี่ได้กี่ฉื่อแล้ว?"
"เจ็ดฉื่อ!" เฟิงอู๋เฉินตอบโดยไม่ลังเล
ลั่วเฟิงกู่ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ!
‘รัศมีกระบี่เจ็ดฉื่อ! นี่มันเหนือกว่าผู้ฝึกกระบี่ทั่วไปถึงเก้าส่วนในใต้หล้าแล้ว!’
แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ
‘เจ้าเด็กนี่สามารถทะลวงระดับได้ แต่มันกลับไม่เลือกที่จะทะลวง…’
‘หมายความว่า มันยังมีศักยภาพเหลืออยู่อีก!
แม้ว่าในใจของเขาจะปั่นป่วนดั่งพายุโหมกระหน่ำ แต่สีหน้าภายนอกของลั่วเฟิงกู่ยังคงสงบนิ่ง
"ข้าพึ่งได้ยินข่าวว่า ฉินเจาหยางกับฉือเหลี่ยน ได้ช่วยถ่ายทอดพลังให้หลินหว่าน พลังของนางเพิ่มขึ้นมหาศาล เจ้าจงระวังให้ดี!"
"ใช่แล้ว! เจ้าโรคจิตเฟิง! ถ้าเจ้าถูกสตรีจัดการไปละก็ ข้าจะเป็นคนแรกที่ดูถูกเจ้า!"
เย่เซียวตะโกนขึ้นด้วยสีหน้ากึ่งเย้าแหย่กึ่งจริงจัง
แต่ทันใดนั้นเอง
ฟุบ!
หลิวเฟยสะบัดเท้าเตะเข้าที่ขาของเย่เซียวทันที
"หุบปากของเจ้าซะ!"
……
ดวงตะวันลอยสูงขึ้นกลางฟ้า ทว่าร่างของเฟิงอู๋เฉินยังไม่ปรากฏตัว
ฝูงชนเริ่มแตกตื่นและซุบซิบกันไปมา
"ทำไมยังไม่มาอีก?"
"หรือว่าเจ้านั่นไม่กล้ามา?"
"ศิษย์พี่หลินหว่านตอนนี้บรรลุขั้นกายสุวรรณระดับสูงสุดแล้ว ส่วนเจ้านั่นยังเป็นแค่ขั้นปราณยุทธ์ จะมาที่นี่ก็เหมือนมาหาที่ตายไม่ใช่รึ?"
"ใช่! ถ้าข้าเป็นมัน ข้าจะไม่มาหรอก! ชีวิตข้าสำคัญกว่าศักดิ์ศรีเสียอีก!"
"……"
ท่ามกลางเสียงคาดเดาและเย้ยหยันทั้งหลาย มีเพียงคนเดียวที่ยังคงยืนอยู่บนเวทีอย่างสงบ คือหลินหว่าน
เพราะนางรู้ดี
ด้วยความเกลียดชังที่เฟิงอู๋เฉินมีต่อนาง เขาจะต้องมาแน่นอน!