- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 62 อดีตแห่งยอดเขาอู๋เหิน
บทที่ 62 อดีตแห่งยอดเขาอู๋เหิน
บทที่ 62 อดีตแห่งยอดเขาอู๋เหิน
ลั่วเฟิงกู่ถอนหายใจพักหนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“เมื่อหกสิบปีก่อน ยอดเขาอู๋เหินไม่เพียงเป็นยอดเขาที่แข็งแกร่งที่สุด แต่สำนักชิงเฉินทั้งหมดก็แข็งแกร่งกว่าทุกวันนี้มาก!”
“ในบรรดาห้ายอดเขา ศิษย์ของยอดเขาอู๋เหินมีน้อยที่สุด แต่กลับแข็งแกร่งที่สุด!”
“เพราะยอดเขาอู๋เหิน รับเฉพาะศิษย์ที่เป็นมือกระบี่เท่านั้น!”
“ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด ศิษย์ยอดเขาอู๋เหินมีเพียงสิบคนเท่านั้นที่ได้รับตำแหน่งศิษย์แท้จริง แต่ทุกคนล้วนเป็นผู้ฝึกกระบี่!”
“และในบรรดาศิษย์ทั้งสิบคน ผู้ที่โดดเด่นที่สุดก็คือสุ่ยฉางเฟิง เขาคืออัจฉริยะที่แท้จริง!”
“เขาปลุกชีพจรวิญญาณเมื่ออายุสิบสอง ปีถัดมาเขาก้าวเข้าสู่ขั้นปราณยุทธ์ และเมื่ออายุสิบห้า เขากลายเป็นผู้ฝึกกระบี่โดยสมบูรณ์!”
“ไม่ถึงสิบเจ็ดปี เขาก็กลายเป็นปรมาจารย์กระบี่!”
“พรสวรรค์ของเขาไม่ด้อยไปกว่าเยว่ชิงอิงในตอนนี้แม้แต่น้อย! หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ!”
“ในตอนนั้น ทุกคนต่างเชื่อว่าหากให้เวลาเขาอีกเพียงไม่กี่ปี เขาจะกลายเป็นจ้าวกระบี่คนแรกในประวัติศาสตร์ของสำนักชิงเฉิน!”
“เมื่อถึงวันนั้น สำนักชิงเฉินจะสามารถครองดินแดนชางโจวได้อย่างแน่นอน หรือกระทั่งก้าวเข้าสู่ดินแดนตอนกลางเสินโจวได้ด้วยซ้ำ!”
แต่เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของลั่วเฟิงกู่พลันมืดมนลง ราวกับอดีตอันรุ่งโรจน์ถูกทำลายลงในพริบตา
“แต่ทุกความหวังก็พังทลายลงในคืนฝนพรำเมื่อหกสิบปีก่อน…”
“คืนนั้น สุ่ยฉางเฟิงที่ออกไปฝึกฝนนานกว่าหนึ่งปี ได้เดินทางกลับสำนักพร้อมกับหญิงสาวคนหนึ่ง และทารกในอ้อมแขนของนาง…”
“ต่อมาเราจึงรู้ว่าหญิงสาวผู้นั้นคือ ธิดาศักดิ์สิทธิ์จากสำนักมนตราแห่งหนานเจียง และเป็นว่าที่ พระชายาของแคว้นปีศาจแห่งหนานเจียง!”
“เมื่อพวกเราตระหนักถึงความจริง มันก็สายเกินไปเสียแล้ว!”
“เพราะการกระทำของสุ่ยฉางเฟิง ทำให้เขาต้องตกเป็นศัตรูกับสำนักมนตราแห่งหนานเจียง และ แคว้นปีศาจ!”
“สุดท้าย ขุมพลังของทั้งสองฝ่ายก็บุกข้ามระยะทางหมื่นลี้มาถึงดินแดนชางโจว และออกคำสั่งให้สำนักชิงเฉินมอบตัวสุ่ยฉางเฟิง!”
“เพื่อปกป้องเขา ศิษย์ยอดเขาอู๋เหินกว่าหลายร้อยคนเข้าสู้กับขุมกำลังของสำนักมนตราแห่งหนานเจียงและแคว้นปีศาจ และเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน!”
“แต่เพราะความต่างของรากฐานพลัง ศิษย์แท้จริงทั้งสิบของยอดเขาอู๋เหิน ได้สังเวยชีวิตไปร่วมแปดคน!”
“ผู้อาวุโสและเจ้าหุบเขาล้วนถูกสังหาร สุ่ยฉางเฟิงเองก็หายสาบสูญ!”
“หลังจากคืนนั้น ยอดเขาอู๋เหินก็พังพินาศไม่เหลือชิ้นดี!”
“เพื่อสงบโทสะของสำนักมนตราแห่งหนานเจียงและแคว้นปีศาจ สำนักชิงเฉินต้องลบชื่อของ ยอดเขาอู๋เหินออกจากประวัติศาสตร์!”
“จากห้ายอดเขา เหลือเพียงสี่ยอดเขาเท่านั้น!”
“ศิษย์ที่เหลือรอดต่างแยกย้ายกันไป บ้างก็เข้าร่วมกับยอดเขาอื่น…”
“มีเพียงศิษย์แท้จริงคนสุดท้ายที่รอดมาได้ เขาฝังร่างของเหล่าพี่น้องร่วมสำนักที่ตายไป และอาศัยอยู่ที่นี่เพียงลำพังตราบเท่าทุกวันนี้ มันเป็นหกสิบปีแห่งความอ้างว้างเศร้าโศก!”
เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ
พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ยอดเขาอู๋เหินที่ดูเหมือนจะทรุดโทรมและรกร้างนี้ เคยมีอดีตอันรุ่งโรจน์ถึงเพียงนี้
“เช่นนั้นแล้ว… ตาเฒ่าลั่ว ท่านก็คือศิษย์แท้จริงที่รอดชีวิตคนนั้นใช่หรือไม่?”
“แล้วที่สุสานเบื้องหลังตำหนักใหญ่แห่งนี้ ก็คือที่ฝังศพของศิษย์ยอดเขาอู๋เหินที่สละชีวิตในวันนั้น?”
ลั่วเฟิงกู่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่น้ำตาจะรินไหลลงมาจากดวงตาที่ขุ่นมัว
“ตลอดหกสิบปีที่ผ่านมา ข้าเฝ้าภาวนาให้ข้าตายไปพร้อมพวกเขาในวันนั้น! ข้าไม่รู้ว่ากี่ครั้งที่ข้าอยากปลิดชีพตัวเอง แต่ข้าทำไม่ได้! เพราะทุกครั้งที่ข้าหลับตา ข้าได้ยินเสียงของพวกเขาดังก้องอยู่ในหู ข้าไม่สามารถล้างแค้นแทนพวกเขาได้ แม้ข้าตายไป ข้าก็ยังไม่มีหน้ากลับไปพบบรรพชนของข้าที่ใต้ธารนรก!”
ผู้ที่จากไปนั้นได้พ้นทุกข์แล้ว แต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ที่ต้องแบกรับภาระและความเจ็บปวด กลับเป็นคนที่รอดมาได้
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ลั่วเฟิงกู่ถึงจมอยู่กับสุรา ทำไมเขาถึงนอนอยู่ในโลงศพ
ในใจของเขา บางทีตัวเขาเองก็สมควรตายไปตั้งนานแล้ว
ทว่าสิ่งเดียวที่ทำให้เขายังมีชีวิตอยู่ อาจเป็นเพียงความแค้นและความไม่ยินยอมต่อชะตากรรมเท่านั้น
เขามีชีวิตอยู่… แต่กลับทุกข์ทรมานยิ่งกว่าคนที่ตายไปแล้ว
เฟิงอู๋เฉินพลันเอ่ยขึ้น “ที่ยอดเขาอู๋เหินไม่รับศิษย์ใหม่ ก็เป็นเพราะเกรงกลัวอำนาจของแคว้นปีศาจและสำนักมนตราแห่งหนานเจียงใช่หรือไม่?”
ใบหน้าของ ลั่วเฟิงกู่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทม ก่อนจะแค่นหัวเราะ
“ฮ่าๆ… สุ่ยฉางเฟิงเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น! ความจริงแล้ว พวกมันต้องการกำจัดยอดเขาอู๋เหิน เพราะเราก้าวหน้าเร็วเกินไป! สิ่งที่พวกมันหวาดกลัว คือวิถีกระบี่ของพวกเรา!”
“ดังนั้น… ตราบใดที่พวกเจ้ายังไม่มีพลังที่เหนือกว่าพวกมัน พวกเจ้าไม่ใช่ศิษย์ของข้า ข้าก็ไม่ใช่อาจารย์ของพวกเจ้า! และยอดเขาอู๋เหิน ก็ยังคงเป็นเพียงยอดเขาที่ถูกลบเลือนจากประวัติศาสตร์ไปแล้วเท่านั้น!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เย่เซียวก็กำหมัดแน่น ก่อนจะกล่าวอย่างแน่วแน่
“วางใจเถอะ ตาเฒ่าลั่ว! เมื่อใดที่พวกเราฝึกฝนจนแข็งแกร่ง พวกเราจะล้างแค้นแทนยอดเขาอู๋เหิน!”
แต่ลั่วเฟิงกู่กลับส่ายศีรษะ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“แก้แค้นหรือ? พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว! มันจะง่ายดายเพียงนั้นได้อย่างไร? หากวันใดพวกเจ้าก้าวถึงขั้นจ้าวกระบี่แล้ว ค่อยพูดถึงการล้างแค้น! หากทำไม่ได้ พวกเจ้าก็แค่ใช้ชีวิตเหมือนข้า อยู่ไปวันๆ เท่านั้นก็พอ!”
“แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็จะสอนพวกเจ้าเท่าที่ข้าสามารถทำได้ อย่างน้อยที่สุด พวกเจ้าจะไม่ตายอย่างไร้ค่าในมือของพวกเศษสวะจากยอดเขาอือหยาง!”
“ไม่จำเป็นต้องลำบากท่านมากังวล!”
เฟิงอู๋เฉินเอ่ยขัดขึ้นทันที
“เฟิงอู๋เฉิน! เจ้าอย่าลืมว่าเมื่อครู่ใครเป็นคนช่วยชีวิตเจ้า!” เสิ่นหงอีเอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจ
แต่ลั่วเฟิงกู่กลับไม่ได้โกรธเคืองต่อท่าทีของเขา เพียงยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า
“คนที่นั่งอยู่ที่นี่ต่างก็มีความลับเป็นของตนเองอยู่แล้ว อีกอย่าง พลังของกระบี่ที่เจ้าแสดงให้เห็นก่อนหน้านี้ ข้าเองก็ไม่มีวิชาใดที่ดีไปกว่านั้นจะสอนเจ้าได้แล้ว! บอกข้ามาเถอะ เจ้าอยากได้อะไร? หากเป็นสิ่งที่ข้าทำได้ ข้าจะให้เจ้า!”
เฟิงอู๋เฉินยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้น
“ข้าอยากเข้าไปฝึกฝนในห้องหินทุกเมื่อที่ต้องการ!”
ลั่วเฟิงกู่ ยกยิ้มน้อยๆ พลางพยัก
“ได้!”
เฟิงอู๋เฉินกล่าวต่อ “นอกจากนี้… ระหว่างที่ข้าฝึกฝน ข้าหวังว่าท่านจะช่วยดูแลน้องสาวของข้าด้วย!”
ลั่วเฟิงกู่ตอบกลับเสียงเรียบ “วางใจเถอะ ตราบใดที่นางไม่ออกจากยอดเขาอู๋เหิน ย่อมไม่มีผู้ใดทำร้ายนางได้”
หลังจากกล่าวจบ ลั่วเฟิงกู่ก็หันไปมองเย่เซียวและหลิวเฟย
“แล้วพวกเจ้าล่ะ? จะตัดสินใจอย่างไร?”
เย่เซียวและหลิวเฟย ย่อมแตกต่างจากเฟิงอู๋เฉินที่สามารถฝึกฝนได้ด้วยตนเอง พวกเขายังต้องการอาจารย์คอยชี้แนะ
“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่าน!”
ลั่วเฟิงกู่พยักหน้า “ดี! เช่นนั้น พรุ่งนี้เราจะเริ่มการฝึกอย่างเป็นทางการ แยกย้ายกันได้!”
“ช้าก่อน!”
เย่เซียวพลันกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งครึ้มพร้อมน้ำเสียงจริงจัง
“คืนนี้ข้ายังต้องนอนที่สุสานอีกหรือไม่?”
เฟิงอู๋เฉินเข้าใจผิดคิดว่ามีเรื่องสำคัญใด จึงทอดถอนใจกล่าวว่า
“ตอนที่ข้าทำความสะอาดที่พักเมื่อสองวันก่อน ข้าพบว่ามีกระท่อมอีกหลังหนึ่งที่สามารถพักอาศัยได้ มันอยู่ไม่ไกลจากที่ข้าอยู่”
“ส...สองวันก่อน! แล้วทำไมเจ้าไม่บอกข้าตั้งแต่แรกวะไอ้บ้าเอ้ย!?” เย่เซียวถลนตากว้างมองด้วยความคับแค้นใจ
เฟิงอู๋เฉินยักไหล่ “ก็เจ้าไม่เคยถาม”
“เฟิงอู๋เฉิน! ข้าเกลียดเจ้า!”
เมื่อเห็นท่าทางตลกๆ ของเย่เซียว เสิ่นหงอีก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันไปกล่าวกับหลิวเฟย
“เจ้ากลับไปพักก่อน แล้วข้าจะตามไปทีหลัง”
หลิวเฟยพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายไป เสิ่นหงอีก็เปลี่ยนสีหน้ากลายเป็นจริงจัง พลางกล่าวว่า
“ท่านคิดว่าเฟิงอู๋เฉินเป็นคนเช่นไร?”
ลั่วเฟิงกู่พูดโดยไม่ลังเล “สุขุม รอบคอบ และพรสวรรค์ของเขาก็น่าหวาดหวั่นยิ่ง! ข้าคิดว่าเขาอาจมีความลับมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ! ตระกูลเฟิงแห่งเมืองลั่วเฟิง ...ยากนักที่จะไม่เชื่อมโยงเขากับเหตุการณ์เมื่อสิบสองปีก่อน!”
“แล้วท่านคิดว่าเขาจะสำนึกบุญคุณหรือไม่?”
ลั่วเฟิงกู่พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แน่นอน! เขาอาจมิใช่คนดีนัก แต่เขาไม่ใช่คนไร้คุณธรรม!”