- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 59 สาวงามช่วยวีรบุรุษ
บทที่ 59 สาวงามช่วยวีรบุรุษ
บทที่ 59 สาวงามช่วยวีรบุรุษ
ยังไม่ทันที่ฉินเฟิงและหลินหว่านจะเข้าประชิด เสียงเย็นเยียบพลันดังขึ้น ตามมาด้วยปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งลงมาจากฟากฟ้า
“แย่แล้ว!”
ทันทีที่ปราณกระบี่สัมผัสพื้น แรงกระแทกทำให้ฝุ่นตลบขึ้นมาอย่างรุนแรง
เมื่อหมอกฝุ่นจางลง สิ่งที่ปรากฏขึ้นระหว่างเฟิงอู๋เฉินและหลินหว่านก็คือร่องลึกยาวเหยียดที่แยกพวกเขาออกจากกัน
“ปรมาจารย์กระบี่! เป็นผู้ใดกัน!”
ไม่นานนัก เงาร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏจากทางเดินบนภูเขาเบื้องหลังของเหล่าผู้คน
เป็นสตรีในอาภรณ์ขาวบริสุทธ์ มือหนึ่งถือกระบี่ ก้าวย่างอ่อนช้อยงดงาม แต่ท่าทีเย็นชาราวกับเซียนสวรรค์ที่มิข้องเกี่ยวกับโลกมนุษย์
“เยว่ชิงอิง!”
เมื่อเห็นสตรีผู้นี้ สีหน้าของทั้งสองก็แปรเปลี่ยนไปในทันที
เยว่ชิงอิงยกปลายกระบี่ขึ้น แล้วชี้ไปทางทั้งสอง
“พวกเจ้า...ใครจะมาเป็นคนแรก?”
เอ่ยถามจบ นางก็คล้ายจะเปลี่ยนใจพลันกล่าวขึ้นใหม่
“ช่างเถอะ...พวกเจ้าสองคนเข้ามาพร้อมกันเถิด!”
การถูกเยว่ชิงอิงดูแคลนเช่นนี้ ทำให้ฉินเฟิงกัดฟันแน่น มือที่ถือหอกเอาไว้กำกระชับขึ้น
“แม้เจ้าจะได้รับการขนานนามว่าเป็นศิษย์สายตรงอันดับหนึ่งของสำนักชิงเฉิน แต่มิได้หมายความว่าเจ้าจะสามารถดูถูกพวกเราได้ถึงเพียงนี้!”
สิ้นคำ ฉินเฟิงยกหอกขึ้นแล้วพุ่งเข้าจู่โจมเยว่ชิงอิงด้วยความเร็วสูง
“ศิษย์พี่ฉิน ข้าจะช่วยท่านเอง!”
หลินหว่านเปล่งเสียงใสกังวาน เรือนร่างของนางปกคลุมไปด้วยสายฟ้าสีแดงฉาน นางกระโจนเข้าร่วมโจมตีในทันที
อัสนีสีชาดนั้นไม่เพียงแต่แฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างของอัสนี ยังมีคุณสมบัติแห่งเปลวเพลิง พลังของมันรุนแรงกว่ากระบวนท่าต่อสู้ทั่วไปเป็นเท่าตัว
หนึ่งหมัด หนึ่งฝ่ามือ ล้วนทรงอานุภาพน่าสะพรึงกลัว
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศิษย์สายตรงระดับแนวหน้าสองคน แต่เยว่ชิงอิงกลับยังมิได้ชักกระบี่ออกจากฝักแม้แต่น้อย
สำหรับฉินเฟิงและหลินหว่านแล้ว นี่คือความอัปยศอดสูอย่างถึงที่สุด
“บังอาจดูแคลนพวกเราถึงเพียงนี้! ตายซะเถอะ!”
กล่าวจบ ฉินเฟิงก็ปลดปล่อยวิชาหอกขั้นลึกลับระดับสูงที่แข็งแกร่งที่สุดของตนออกมา
“มังกรเขียวสังหาร!”
จนกระทั่งหอกยาวของฉินเฟิงพุ่งเข้าหาตัว เยว่ชิงอิงจึงยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
นางค่อยๆ ยกกระบี่ยาวในมือขึ้นช้าๆ
“ก็ดี...เพิ่งได้กระบี่เล่มนี้มา ขอใช้พวกเจ้าลับคมแล้วกัน”
“ชวิ้ง!”
ทันทีที่กระบี่ถูกชักออกจากฝัก เสียงกังวานของกระบี่ก็ดังก้องไปทั่วบริเวณเป็นระยะนับร้อยจั้ง
หลิวเฟยที่ยืนอยู่ด้านข้าง ดวงตาคู่งามพลันสั่นไหว
“กระบี่ดี!”
นางอดไม่ได้จนต้องเอ่ยชมออกมา
กระบี่ที่สามารถส่งเสียงขนาดนี้ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นกระบี่ลึกลับระดับสูงสุด หรืออาจเป็นกระบี่ราชัน!
อาวุธระดับราชันเช่นนี้ ต่อให้ทั่วทั้งดินแดนชางโจว ก็คงมีอยู่ไม่กี่เล่ม!
หลังจากเยว่ชิงอิงชักกระบี่ นางหาได้รอช้า ปราณกระบี่พลันฟาดออกไปอย่างเรียบง่าย ราวกับมิได้มีใจจะสู้
แต่ทว่าพลังแฝงภายในกระบี่นั้นกลับน่าสะพรึงกลัวจนผู้คนโดยรอบถึงกับหน้าถอดสี
ปราณกระบี่เข้าปะทะกับหอกเงินในมือของฉินเฟิงจนส่งเสียงดังกึกก้อง
“ปัง!”
พริบตานั้นเอง เจตนาหอกของฉินเฟิงก็ถูกฉีกทำลายจนสิ้น
ภายใต้แรงกระแทกมหาศาล ร่างของฉินเฟิงทั้งคนและหอกต่างกระเด็นปลิวไปไกลนับสิบจั้งกว่าจะทรงตัวได้ เลือดลมปั่นป่วน ก่อนที่เขาจะกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
ไม่เพียงเท่านั้น ตรงจุดที่หอกเงินของเขาปะทะกับปราณกระบี่ บนด้ามหอกได้ปรากฏรอยร้าวขึ้น
“เพล้ง!”
เสียงแตกร้าวดังขึ้น ตามมาด้วยภาพของหอกเงินที่แยกออกเป็นสองท่อน
เพียงกระบวนท่าเดียว หอกวิญญาณของเขากลับพังทลายเป็นเศษเหล็ก!
ช่องว่างระหว่างขั้นเจตนาหอกและขั้นปราณกระบี่ มันห่างชั้นกันเกินไป!
“อัสนีเพลิงกลืนสวรรค์!”
ในเวลาเดียวกัน เสียงร้องแหลมคมของหลินหว่านก็ดังก้อง พร้อมกับสายฟ้าสีแดงฉานพุ่งเข้าใส่เยว่ชิงอิงในระยะประชิดเพียงไม่กี่ศอก
ทว่าดวงตาของเยว่ชิงอิงกลับฉายแววเย้ยหยัน
“คิดจะโอ้อวดพลังที่แย่งชิงมา ช่างน่าขัน...เจ้ายังไม่คู่ควรให้ข้าชักกระบี่เลยด้วยซ้ำ”
สิ้นคำ มือซ้ายของนางพลันยกฝักกระบี่ขึ้นขวาง พร้อมกับที่พลังวิญญาณมหาศาลระเบิดออก
“วูมมมมมม!”
พลังนั้นรุนแรงถึงขนาดส่งร่างของหลินหว่านปลิวกระเด็นออกไป
แต่ในชั่วขณะที่ร่างของนางลอยอยู่กลางอากาศ พลันปรากฏสายฟ้าสีแดงพุ่งออกจากฝ่ามือของนาง มุ่งตรงไปยังเฟิงอู๋เฉินแทน!
เป้าหมายของนางตั้งแต่แรก มิใช่เยว่ชิงอิง!
แต่เป็น เฟิงอู๋เฉิน!
“แย่แล้ว!”
เมื่อสัมผัสถึงอันตราย เฟิงอู๋เฉินรีบตื่นตัวขึ้น นึกไม่ถึงว่านางยังคงคิดจะสังหารเขาแม้อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้!
เขากำลังจะใช้วิชาตัวเบาหลบหลีก ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง มือเรียวขาวของใครบางคนกลับเอื้อมมาโอบเอวเขาไว้เสียก่อน
“หืม?”
ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างของเฟิงอู๋เฉินก็ถูกเยว่ชิงอิงช้อนขึ้นแล้วทะยานสู่ฟากฟ้า หลบหลีกสายฟ้าสีแดงได้อย่างเฉียดฉิว
พริบตานั้นเอง กลิ่นเรือนกายสตรีหอมอ่อนๆ ของนางพลันอาบไล้ปลายจมูก ทำให้เขาถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ
พร้อมกันนั้น ความรู้สึกประหลาดบางอย่างก็ก่อกำเนิดขึ้นในใจของเขา
‘นี่มัน...สาวงามช่วยวีรบุรุษอย่างนั้นรึ?’
ในมุมมองหนึ่ง ชะตาของเฟิงอู๋เฉินไม่ว่าชาติภพก่อนหรือปัจจุบัน ล้วนต้องพ่ายแพ้ให้แก่สตรี ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงมีสัญชาตญาณต่อต้านสตรีโดยธรรมชาติ
เยว่ชิงอิงก็ดี มู่ฉิงก็ดี แม้จะนับได้ว่าเป็นสหาย แต่เฟิงอู๋เฉินก็หาได้ต้องการสนิทสนมเกินเลยกับพวกนาง
ทว่าในขณะนี้ เมื่อเยว่ชิงอิงโอบเขาไว้แนบอก สัญชาตญาณต่อต้านที่ควรมี กลับไม่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
เสี้ยวลมหายใจนั้น คล้ายเขาย้อนกลับไปกว่าร้อยปีก่อน ณ วันที่เขาพบได้กับเหยาจีเป็นครั้งแรก...
“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
เสียงเย็นเยียบของเยว่ชิงอิงดึงเขากลับมาสู่ความเป็นจริง
“ไม่เป็นไร...”
ขณะเดียวกัน ที่อีกฟากหนึ่ง เสิ่นหงอีก็ได้ตัดสินแพ้ชนะเป็นที่เรียบร้อย
นางมิใช่แค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกายสุวรรณทั่วไป แต่ยังเป็นผู้ฝึกกระบี่ขั้นเจตนากระบี่ระดับสูง ต่อให้หลี่จ้งโหลวจะมีวิชามากมายเพียงใด ก็ไม่มีทางต้านทานนางได้
เพียงสิบกว่ากระบี่ หลี่จ้งโหลวก็ไร้หนทางต่อต้าน
“เฟิงอู๋เฉิน! เจ้าคิดจะหลบอยู่หลังสตรีไปตลอดเช่นนี้รึ!?”
หลินหว่านกัดฟัน พลางตะโกนประณาม
สิ้นเสียง เยว่ชิงอิงพลันหรี่ตาลง ดวงตาเย็นเยียบฉายแววคุกคาม
ปลายกระบี่ชี้ตรงไปที่หลินหว่าน
“ข้าไว้ชีวิตพวกเจ้าเพราะเห็นแก่อาจารย์ อย่าได้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง หากยังกล้าพูดจาสะเพร่าอีกคำเดียว พวกเศษสวะเช่นพวกเจ้า ต่อให้มีกี่คน ข้าก็จะสังหารให้หมด!”
“เศษสวะงั้นรึ?”
ถูกเยว่ชิงอิงดูแคลนถึงเพียงนี้ ทำให้ร่างของหลินหว่านสั่นสะท้านด้วยความโกรธ
“เจ้าคิดว่าเป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักแล้วจะทำตามใจชอบได้หรือ? พวกข้าต่างก็เป็นศิษย์แท้จริงของสำนัก เจ้ากล้าสังหารพวกเรางั้นหรือ!?”
นางมองเยว่ชิงอิงอย่างเคียดแค้น ก่อนแค่นเสียงหัวเราะออกมา
“ที่สำคัญ เจ้ารู้หรือไม่ ว่าชายที่อยู่ข้างกายเจ้า เป็นเพียงชายที่ข้า หลินหว่าน เคยทอดทิ้งไปเท่านั้น!”
“การที่เจ้ามาอยู่ใกล้ชิดกับเศษสวะเช่นนี้ ข้าดูแล้ว เจ้านั่นแหละที่เป็นสวะยิ่งกว่าสวะ!”
“ศิษย์น้องหลิน! อย่าได้ยั่วโทสะนาง!”
ฉินเฟิงพลันรับรู้ถึงจิตสังหาร รีบตะโกนปราม
ทว่าเยว่ชิงอิงได้ยกกระบี่ขึ้นแล้ว
ร่างของนางขยับไหวหายไปจากที่เดิม ปรากฏตัวต่อหน้าหลินหว่านในชั่วพริบตา
ปลายกระบี่พุ่งเข้าหาด้วยความเร็วที่หลินหว่านมองแทบไม่ทัน!
จนกระทั่งปลายกระบี่จ่อถึงตรงหน้า นางจึงสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันแรงกล้าที่แทบจะหลอมเป็นของจริงได้
นัยน์ตาของนางพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง
‘นาง...คิดจะฆ่าข้าจริงๆ!”
‘หนี! ต้องหนี!’
นี่คือความคิดเดียวในใจของหลินหว่านในขณะนั้น!