- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 56 ศิษย์ยอดเขาอู๋เหินล้วนเป็นผู้ฝึกกระบี่!
บทที่ 56 ศิษย์ยอดเขาอู๋เหินล้วนเป็นผู้ฝึกกระบี่!
บทที่ 56 ศิษย์ยอดเขาอู๋เหินล้วนเป็นผู้ฝึกกระบี่!
หลังจากที่ผู้ดูแลถูกจัดการ กลุ่มศิษย์จากยอดเขาอือหยางก็พุ่งเข้ามาล้อมรอบเขา เตรียมจะเข้าจู่โจมเฟิงอู๋เฉิน
“รนหาที่ตาย!”
บัดนี้ เฟิงอู๋เฉินได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณยุทธ์แล้ว
หากเขาทุ่มพลังทั้งหมดออกมา ก็สามารถต่อกรกับผู้ที่อยู่ในขั้นปราณยุทธ์ระดับเก้าได้
แล้วพวกเศษสวะกลุ่มนี้ จะสามารถเอาชนะเขาได้อย่างไร?
ทันใด เขาก็เคลื่อนไหวด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง ก่อนสะบัดกระบี่ในมือส่งรัศมีกระบี่สีขาวพุ่งทะยานออกไป
สามคนที่อยู่ใกล้ที่สุดปรากฏรอยแผลสีแดงพาดผ่านลำคอในชั่วอึดใจ ดวงตาพวกเขาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ร่างไร้วิญญาณจะค่อยๆ ล้มลงกับพื้น
“ต…ตายแล้ว?”
ไม่มีใครคาดคิดว่าเฟิงอู๋เฉินจะกล้าลงมือสังหารคนบนยอดเขาชิงเฉิน!
แม้แต่หลิวเฟยและเย่เซียว ก็ยังเผยแววตาสั่นไหว
“ศะ…ศิษย์พี่เฟิง! คนพวกนั้นอย่างไรเสียก็เป็นศิษย์ของสำนักชิงเฉิน… ท่านถึงกับฆ่าพวกเขาเช่นนี้เลยหรือ?”
เสียงของเย่เซียวสั่นเครือเล็กน้อย
เฟิงอู๋เฉินหัวเราะเย็นชา “ฮึ! พวกเจ้ายังจำคำพูดที่ตาเฒ่าลั่วเคยบอกก่อนที่พวกเราจะออกเดินทางได้หรือไม่?”
หลิวเฟยจ้องตาเป็นประกาย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “หนึ่งนำของกลับไป สองรักษาชีวิตเอาไว้ เขาไม่ได้บอกเราว่าห้ามฆ่าคน!”
“ถูกต้อง!”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ฆ่าคน’ เย่เซียวก็ถึงกับตัวสั่นสะท้าน
“ไม่ถึงขนาดนั้นกระมัง! ว่าแต่...ศิษย์พี่! ท่านไปทำอะไรมากันแน่? ทำไมทุกคนที่มองท่านถึงได้เหมือนมองศัตรูที่ฆ่าบิดาของพวกเขาอย่างนั้นเล่า!”
เฟิงอู๋เฉินแสยะยิ้มที่มุมปาก หากต้องไล่เรียงทีละเรื่อง เขากับยอดเขาอือหยางมีเรื่องบาดหมางกันไม่น้อยเลยทีเดียว
“ปีศาจเฟิง! เจ้าถึงกับกล้าลงมือฆ่าคนเลยงั้นหรือ!?”
จากในฝูงชน ศิษย์ยอดเขาอือหยางผู้หนึ่งที่อยู่ในขั้นปราณยุทธ์ระดับแปดก้าวออกมา ตะโกนก้องด้วยน้ำเสียงกังวาน
“พวกเจ้ารุมล้อมข้าโดยไร้เหตุผล ตายไปก็นับว่าสมควรแล้ว ถือเสียว่าเป็นการชดใช้กรรมที่พวกเจ้าเป็นคนก่อ!”
“รุมล้อมโดยไร้เหตุผลงั้นหรือ? เจ้าลืมเรื่องที่ตัวเองก่อเอาไว้หมดแล้วหรืออย่างไร?”
ศิษย์ยอดเขาอือหยางขั้นปราณยุทธ์ระดับแปดผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน แววตาเต็มไปด้วยโทสะ
“ที่เมืองลั่วเฟิง เจ้าสังหารคนทั้งตระกูลของศิษย์พี่หลินหว่าน ศิษย์แท้จริงแห่งยอดเขาอือหยางของพวกเรา!”
“ที่เมืองเฮยสุ่ย เจ้าสังหารน้องสาวแท้ๆ ของศิษย์พี่ฉินเฟิง ศิษย์แท้จริงอีกคนของพวกเรา!”
“ที่หออันดับหนึ่งในใต้หล้าแห่งเมืองหลวง เจ้าพูดจาดูหมิ่นแม่นางเจียงเชี่ยนเสวี่ยต่อหน้าผู้คนมากมาย!”
“ที่ประตูสำนักชิงเฉิน เจ้าถึงกับประกาศอย่างอุกอาจต่อหน้าธารกำนัลว่าจะฆ่าเจ้าหุบเขาอือหยาง!”
“และตอนนี้ เจ้ากลับมาสังหารศิษย์ยอดเขาอือหยางของพวกเราไปอีกสามคน!”
“ปีศาจเฟิง! เจ้าก่อกรรมทำเข็ญไว้มากมายจนยากเกินอภัยแล้ว! วันนี้ข้า เหยียนเหิง จะเป็นผู้สังหารมารร้ายเช่นเจ้าจากสำนักชิงเฉินเอง!”
ทุกครั้งที่เหยียนเหิงเอ่ยออกมา สีหน้าของเย่เซียวก็ยิ่งซีดเผือดลง
หลินหว่าน ฉินเฟิง เจียงเชี่ยนเสวี่ย… ชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นบุคคลที่โด่งดังในดินแดนชางโจวและแคว้นเฉิน
เขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า เฟิงอู๋เฉินต้องเป็นตัวปัญหาเพียงไร ถึงสามารถก่อเรื่องใหญ่โตจนมีศัตรูนับไม่ถ้วนขนาดนี้!
ชัดเจนว่า ตอนนี้เขาได้ทำให้คนจำนวนมากโกรธแค้นจนถึงขีดสุดแล้ว!
เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า เย่เซียวก็ถึงกับผงะถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
“นี่... นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับข้าใช่ไหม? ข้าไม่ได้เป็นคนก่อเรื่องพวกนี้เสียหน่อย...”
หลิวเฟยเหลือบมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคืองเล็กน้อย
“เจ้ายังเป็นบุรุษอยู่หรือไม่? เจ้าคิดว่าหากไม่มีเฟิงอู๋เฉิน พวกมันจะไม่มายุ่งกับพวกเราอย่างนั้นหรือ? เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อครู่ที่พวกเราไปรับเสบียง เจ้าได้รับการปฏิบัติอย่างไร?”
“หากเจ้ากลัวตาย เช่นนั้นจงไสหัวไปเสีย! ข้ากับเฟิงอู๋เฉินจะฝ่าออกไปเอง วันนี้ข้าจะให้พวกมันได้รู้ว่า ต่อให้ยอดเขาอู๋เหินเหลือเพียงสองคน ก็ไม่ใช่เศษสวะที่ใครจะดูถูกได้!”
“หลิวเฟย!” เฟิงอู๋เฉินเอ่ยเรียกนางขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“หืม?”
“เย่เซียวพูดถูก เรื่องนี้ข้าเป็นต้นเหตุ ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเจ้า พาเขากลับไปที่ยอดเขาอู๋เหินซะ พวกเศษสวะเหล่านี้ ข้าจะจัดการเอง!”
แต่หลิวเฟยกลับแสดงท่าทางเด็ดเดี่ยวผิดคาด “ไม่! ข้าหลิวเฟย มิใช่คนขี้ขลาดที่รักตัวกลัวตาย! ในเมื่อข้าเป็นศิษย์แห่งยอดเขาอู๋เหิน ข้าก็ต้องอยู่เป็นตายร่วมกับเจ้า!”
“เจ้า...”
เฟิงอู๋เฉินยังไม่ทันได้กล่าวอะไรต่อ เหยียนเหิงก็พาศิษย์ยอดเขาอือหยางกลุ่มใหญ่บุกเข้ามา
“เจ้าฆ่าศิษย์ยอดเขาอือหยางของพวกเรา แล้วยังคิดจะจากไปอย่างนั้นหรือ? ไม่ง่ายขนาดนั้น! พวกเจ้าฆ่าศิษย์ของพวกเราสามคน เช่นนั้นพวกเจ้าสามคนก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต! ศิษย์ยอดเขาอือหยางรับคำสั่ง! จัดการพวกมันซะ!”
“ฆ่า!”
เหล่าศิษย์ยอดเขาอือหยางกรูกันเข้ามาเป็นฝูงใหญ่
ทันใดเฟิงอู๋เฉินก็ระเบิดเจตนากระบี่ออกมาถึงขีดสุด ก่อนจะพุ่งเข้าไปกลางฝูงชน
กระบี่ของเขารวดเร็วปานสายฟ้า ฟาดฟันราวพยัคฆ์ลุยฝูงแกะ
เพียงพริบตา ศิษย์ขั้นปราณยุทธ์ช่วงต้นหลายคนก็ล้มตายลงไปอีก
“ข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ให้เจ้าเอง!”
เหยียนเหิงเป็นถึงยอดฝีมือขั้นปราณยุทธ์ระดับแปด พลังของเขาย่อมเหนือกว่าผู้ดูแลที่ถูกเฟิงอู๋เฉินจัดการไปก่อนหน้า
ฝ่ามือของเขาปลดปล่อยเปลวเพลิงออกมา เข้าขวางกระบี่ของเฟิงอู๋เฉินเอาไว้ในอึกใจเดียว
“หึ! เจ้าสามารถเป็นผู้ฝึกกระบี่ได้ ก็นับว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง แต่เจ้าคิดว่าในโลกนี้มีแต่อัจฉริยะเช่นเจ้าคนเดียวหรืออย่างไร? ศิษย์ที่เข้าสำนักชิงเฉิน ล้วนไม่มีใครเป็นคนไร้ฝีมือ!”
กล่าวจบ เหยียนเหิงก็ระเบิดพลังสูงสุด พร้อมกับซัดหมัดที่อาบไปด้วยเปลวเพลิงพุ่งเข้าใส่เฟิงอู๋เฉิน
ม่านตาเฟิงอู๋เฉินหรี่ตาลงชั่วขณะ ก่อนจะตวัดกระบี่รับการโจมตี
“เคร้ง!”
กระบี่เพลิงสุริยันปะทะเข้ากับข้อมือของเหยียนเหิง เสียงโลหะกระทบกันดังเสียดหู
“หืม?”
เฟิงอู๋เฉินคิ้วขมวดทันที ใจคิดว่ากระบี่นี้คงสามารถสะบั้นแขนเหยียนเหิงได้แน่ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น
เกือบจะเวลาเดียวกัน
“ครืน!”
คลื่นพลังมหาศาลจากกระบี่เฟิงอู๋เฉิน ทำให้แขนเสื้อของเหยียนเหิงฉีกขาด
จนเผยให้เห็นข้อมือของเขาซึ่งมีบางสิ่งเปล่งแสงออกมา…
มันเป็นกำไลทองแดงที่เปล่งแสงสีแดงฉาน
“หึหึ! เจ้าคิดว่าแค่เจ้าคนเดียวที่มีอาวุธวิญญาณอย่างนั้นหรือ? กำไลลี่ฮั่วของข้า ก็เป็นอาวุธวิญญาณระดับสูงเช่นกัน! แม้เจ้าเป็นผู้ฝึกกระบี่ที่มีพลังต่อสู้สูงสุดในสายยุทธ์ แต่เจ้าคงจะต้านทานพวกข้าได้อีกไม่นาน เพราะสหายร่วมยอดเขาของเจ้าอีกสองคนนั้น มิได้เป็นผู้ฝึกกระบี่เช่นเดียวกับเจ้า!”
ได้ยินเช่นนั้น เฟิงอู๋เฉินเหลือบมองไปยังหลิวเฟยที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน พลางเหยียดยิ้มเยาะแค่นเสียงกล่าวว่า
“หึ! ดูเหมือนว่าเจ้าจะเข้าใจผิดไปสองเรื่องแล้ว!”
“อะไรนะ?”
“เรื่องแรก! ผู้ฝึกกระบี่แห่งยอดเขาอู๋เหิน หาได้มีเพียงข้าคนเดียว! นั่นก็เพราะ ศิษย์ของยอดเขาอู๋เหินทุกคนล้วนเป็นผู้ฝึกกระบี่!”
“เหลวไหล! เรื่องเช่นนั้นมันไม่มีทางเป็นไปได้!”
เหยียนเหิงตวาดลั่น ผู้ฝึกกระบี่หาได้ยากเพียงใดเขาย่อมรู้ดีแก่ใจ
ต่อให้เป็นทั้งสำนักชิงเฉิน เกรงว่าคงมีไม่ถึงห้าคนที่สามารถบรรลุขั้นเจตนากระบี่ได้
ยอดเขาอู๋เหินจะมีถึงสามคนได้อย่างไร?
ทว่าเฟิงอู๋เฉินหาได้ใส่ใจว่าเขาจะเชื่อหรือไม่ เขาเพียงกล่าวต่อไปอย่างใจเย็น
“ส่วนอีกเรื่อง! กระบี่เพลิงสุริยันของข้า มิได้เป็นเพียงแค่อาวุธวิญญาณ!”
ระดับของกระบี่เพลิงสุริยันสามารถพัฒนาไปพร้อมกับระดับพลังยุทธ์ของเฟิงอู๋เฉินได้
ตอนนี้เขาทะลวงถึงขั้นปราณยุทธ์ ซึ่งนั่นหมายความว่า กระบี่เพลิงสุริยันก็พัฒนาเป็นกระบี่ลึกลับแล้วเช่นกัน!
กระบี่ลึกลับกับกระบี่วิญญาณ แม้จะต่างกันเพียงระดับเดียว แต่ความสามารถในการเสริมพลังให้แก่ผู้ถือครองนั้น แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!
เมื่อเห็นแสงกระบี่เพลิงสุริยันพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เหยียนเหิงถึงกับหน้าถอดสี
“กระบี่ลึกลับ! เป็นไปได้อย่างไร…”