เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 ปราณกระบี่

บทที่ 44 ปราณกระบี่

บทที่ 44 ปราณกระบี่


เมื่อร่างของผู้ดูแลทั้งสามกลับถึงประตูภูเขา เสิ่นหงอีขมวดคิ้วแน่น

“เขาล่ะ?”

“ฮ่าฮ่า! ตายไปแล้ว!”

เมื่อได้ยินคำตอบ นัยน์ตาของเสิ่นหงอีพลันฉายแววสังหาร

“พวกเจ้าฆ่าเขาจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”

เหล่าผู้ดูแลกลับมิได้แสดงความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย พวกมันเดินไปกระซิบกระซาบกับหลิงซง

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”

พอได้ยินเช่นนั้น หลิงซงถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดัง

“ช่างไม่รู้จักประมาณตนนัก กล้าบุกเข้าไปในเส้นทางโบราณนั่น รนหาที่ตายเองแท้ๆ! ฮ่าๆๆ”

กล่าวจบ เขาก็ปรายตามองเสิ่นหงอีด้วยแววตาเย้ยหยัน

“เจ้าหนูนั่นมิใช่ศิษย์ของสำนัก แต่กลับกล้าทำร้ายผู้ดูแล สมควรต้องโทษประหาร! หรือว่ายอดเขาอู๋เหินของเจ้าจะคิดตั้งตัวเป็นศัตรูกับทั้งสำนักเพียงเพราะคนผิดคนเดียว?”

ได้ยินเช่นนั้น กระบี่ในมือของเสิ่นหงอีสั่นสะท้านเล็กน้อย

นางนิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ จนในที่สุดจึงกดกลั้นโทสะไว้ได้

ถูกแล้ว!

เฟิงอู๋เฉินมิอาจก้าวผ่านด่านสุดท้าย เขาย่อมไม่นับว่าเป็นศิษย์ของยอดเขาอู๋เหิน

นางไม่มีเหตุผลให้ต้องล้างแค้นแทนเขา

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”

หลิงซงหัวเราะอย่างสะใจอีกครา

“ดูท่าคงไม่มีใครสามารถผ่านเส้นทางภูเขานี้ได้อีกแล้วกระมัง? เจ้าพวกนั้น รีบจัดเรียงรายชื่อศิษย์ที่ผ่านการทดสอบให้เรียบร้อย ผู้อาวุโสของแต่ละยอดเขาคงใกล้มาถึงแล้ว!”

“ซ่า...ซ่า...”

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าย่ำหิมะพลันดังขึ้นจากเส้นทางเบื้องหลังหลิงซง

ทุกคนหันขวับไปมองโดยไม่รู้ตัว แล้วก็พบเงาร่างสองสายค่อยๆ ก้าวออกมาจากเส้นทาง

คนหนึ่งเป็นหญิงสาวอายุราวสิบหกสิบเจ็ด อีกคนเป็นเด็กสาวราวสิบสองสิบสาม

เป็นมู่ฉิงกับเฟิงหนิง

เบื้องหลังประตูภูเขา ในหมู่ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งผ่านด่านทดสอบมา มีบางคนจำมู่ฉิงได้ในพริบตา

“นางคือแม่นางมู่แห่งหออันดับหนึ่งในใต้หล้า! นางมาได้อย่างไร?”

“หรือว่านางจะเข้าร่วมสำนักชิงเฉินด้วย?”

หลิงซงหรี่ตาลง รู้ทันทีว่าผู้ที่มามีเจตนาไม่ดี จึงส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ผู้ดูแล

เมื่อเข้าใจความหมาย พวกมันก็ขยับมาขวางสองสาวเอาไว้

“คนของหออันดับหนึ่งในใต้หล้า มายังสำนักชิงเฉินของเราด้วยเหตุใด?”

มู่ฉิงจูงมือเฟิงหนิง ดวงตาทอดมองไปยังทางออกของเส้นทางสายที่สอง

“รอคน!”

“รอคน…”

เสียงพึมพำดังขึ้นรอบด้าน ขณะเหล่าผู้ดูแลขมวดคิ้วเริ่มขมวดคิ้ว...

‘หรือว่าเด็กนั่นจะมีความเกี่ยวข้องกับหออันดับหนึ่งในใต้หล้า?’

แต่แล้วอย่างไรเล่า?

ในดินแดนชางโจว สำนักชิงเฉินมิได้หวาดหวั่นต่อผู้ใด รวมถึงหออันดับหนึ่งในใต้หล้าด้วย!

“ฮ่าฮ่า… แม่นางมู่ เด็กนั่นทำร้ายผู้ดูแลของสำนักชิงเฉิน อีกทั้งยังเลือกเดินเข้าไปในเส้นทางสายที่สองเอง พวกเจ้าคิดจะมาทวงความยุติธรรมแทนเขาหรือ?”

มู่ฉิงกล่าวเสียงเรียบ “หออันดับหนึ่งในใต้หล้ามิได้คิดจะแก้แค้นแทนเขา แต่หากเขาตายจริง ก็ยังมีผู้อื่นที่จะมาแก้แค้นให้เขา”

สิ้นคำ เสียงหัวเราะเย้ยหยันก็ดังขึ้นรอบด้าน หลิงซงถึงกับแค่นเสียงเย็นชา

“แม่นางมู่ล้อเล่นได้น่าขันยิ่งนัก เพียงเด็กไร้ค่าคนหนึ่ง หากพวกเราสำนักชิงเฉินจะลงมือฆ่า แล้วใครจะกล้าหาเรื่องกับเรา?”

แต่ไม่ทันที่เสียงของเขาจะจางหายไป

“ฟิ้ว!”

สายลมกรรโชกขึ้นพร้อมร่างสตรีนางหนึ่งที่ทะยานมาจากที่ไกลโพ้น

เส้นผมสีดำปลิวไสว ชุดขาวบริสุทธ์ดุจหิมะ มือเรียวบางถือกระบี่วิญญาณสีคราม ก้าวย่างเบาหวิวไร้ร่องรอยบนผืนหิมะ

ผู้มาเยือนก็คือ เยว่ชิงอิง!

ดวงตาเฉียบคมของนางกวาดมองเหล่าศิษย์ที่ผ่านการทดสอบก่อนจะคิ้วขมวดทันใด

“เฟิงอู๋เฉินอยู่ที่ใด?”

ชั่วขณะนั้น ผู้ดูแลรวมถึงหลิงซงถึงกับนิ่งงันไป

พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีคนมากมายให้ความสนใจเด็กหนุ่มไร้ค่าคนนั้น?

ยอดเขาอู๋เหิน พวกเขาไม่จำเป็นต้องให้เกียรติ

หออันดับหนึ่งในใต้หล้า พวกเขาก็สามารถเพิกเฉยได้

แต่ศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักเช่นนาง พวกเขามิอาจเมินเฉย!

หลิงซงส่งสายตาให้หนึ่งในผู้ดูแล อีกฝ่ายก็รีบก้าวออกมาพร้อมสีหน้าหวาดหวั่น

“แม่นางเยว่… เด็กนั่นไร้ซึ่งชีพจรวิญญาณ อีกทั้งยังทำร้ายผู้ดูแลฉู่เฟิง เดิมพวกเราต้องจับเขามารับโทษ แต่เขา… เขา…”

“เขาทำไม?”

เสียงของเยว่ชิงอิงเย็นเยียบลงเรื่อยๆ

“…เขาหนีเข้าไปในเส้นทางสายที่สองแล้ว…”

“บูมมม!”

สิ้นคำ รัศมีพลังอันมหาศาลพลันแผ่กระจายออกจากร่างของเยว่ชิงอิง

แรงกดดันของผู้บรรลุขั้นกายสุวรรณระดับสูงสุดบดขยี้ลงมา ทำเอาทุกคนแทบหายใจไม่ออก!

“ดูเหมือนว่า…พวกเจ้าจะรนหาที่ตายเสียแล้ว!”

“แม่นางเยว่…”

เหล่าผู้ดูแลฝืนกายยืนต้านแรงกดดัน ข่มกลั้นความปั่นป่วนในร่าง

“พวกเราเพียงทำตามกฎ โปรดอย่าทำให้พวกเราลำบากใจเลย”

“กฎอย่างนั้นหรือ? คนไร้ชีพจรวิญญาณจึงไม่อาจรับเข้าสำนัก นั่นเรียกว่ากฎงั้นหรือ? อาศัยอำนาจข่มเหงผู้อื่น เอาเรื่องส่วนตัวมาตัดสิน นั่นก็เรียกว่ากฎงั้นหรือ? วันนี้ ข้าจะช่วยสำนักชิงเฉินกำจัดเศษสวะเช่นพวกเจ้าเสีย!”

กล่าวจบ เยว่ชิงอิงพลันชักกระบี่ยาวออกจากฝัก

ไอสังหารเย็นยะเยือกโถมเข้าใส่ ทำให้เหล่าผู้ดูแลถึงกับแข้งขาอ่อนแรงยากจะยืนหยัด

“ผู้อาวุโสหลิง! ช่วยเราด้วย!”

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

ในช่วงเวลาคับขัน หลิงซงคำรามลั่น พลันปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาก่อเป็นเกราะป้องกัน พร้อมก้าวมายืนขวางหน้าเหล่าผู้ดูแล

“เจ้ากล้าลงมือสังหารศิษย์ร่วมสำนัก! แม้ว่าจะเป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนัก ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้เจ้าทำตามอำเภอใจได้!”

“แค่เจ้า?”

เยว่ชิงอิงแค่นเสียง พลันสะบัดกระบี่ฟันออกไป

แม้ระยะห่างจะมีหลายจั้ง แต่พลังปราณกลับพุ่งออกจากปลายกระบี่ของนาง ทะยานเข้าหาหลิงซงในชั่วพริบตา!

“ปราณกระบี่! เจ้า… เจ้าทะลวงได้แล้วงั้นหรือ!?”

ทุกคนรอบด้านต่างหน้าถอดสี!

การที่สามารถปลดปล่อยกระบี่ปราณออกจากร่างได้นั้น มีเพียงความหมายเดียว

เยว่ชิงอิงได้ก้าวเข้าสู่ขั้นปราณกระบี่แล้ว!

นางกลายเป็นปรมาจารย์กระบี่ที่แท้จริง!

สิบเจ็ดปีบรรลุขั้นกายสุวรรณระดับสูงสุด อีกทั้งยังเป็นปรมาจารย์กระบี่!

พรสวรรค์ของนาง… น่าหวาดหวั่นเกินไปแล้ว!

ภายใต้ปราณกระบี่อันน่าสะพรึงนี้ เกราะพลังของหลิงซงไหนเลยจะต้านได้

เพียงสามลมหายใจ มันก็แหลกสลายไปอย่างสมบูรณ์!

“พลั่ก!”

แรงปะทะมหาศาลทำให้หลิงซงรู้สึกราวกับกระดูกทั่วร่างถูกบดละเอียด ลมปราณปั่นป่วนจนกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ ร่างปลิวกระเด็นออกไปในพริบตา

ส่วนผู้ดูแลสี่คนที่อยู่เบื้องหลังเขา

ที่ลำคอของแต่ละคนปรากฏเป็นเส้นสีแดงบางๆ แววตาแข็งค้าง ร่างไร้วิญญาณยืนนิ่งงันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะล้มลงพื้นไปเกือบจะพร้อมกัน

เห็นได้ชัดว่าพวกเขาตายสนิท!

หลังจากสังหารทั้งสี่ เยว่ชิงอิงก็ค่อยๆ เบนสายตามองไปยังร่างของหลิงซง

“เรื่องนี้… เจ้าก็มีส่วนด้วยใช่หรือไม่?”

จบบทที่ บทที่ 44 ปราณกระบี่

คัดลอกลิงก์แล้ว