- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 13 ไม่คู่ควร
บทที่ 13 ไม่คู่ควร
บทที่ 13 ไม่คู่ควร
เหตุการณ์นี้อยู่ในสายตาของเยว่ชิงอิง นางมองเขาด้วยแววตาที่มีประกายแห่งความผิดหวัง
“ยังมิทันสู้ก็หวาดกลัวแล้ว? เช่นนี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่าอัจฉริยะหรือ?”
“อะ...แม่นางเยว่!”
เยว่ชิงอิงเหลือบมองสองคนในห้องด้วยท่าทีเยือกเย็น ก่อนลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม
“ชีพจรวิญญาณธาตุไฟขั้นสวรรค์ระดับต่ำ นับว่าหาได้ยากถึงหนึ่งในร้อย แต่ถ้าจะให้เป็นศิษย์สายตรงของสำนักชิงเฉินก็พอเหมาะสม ทว่า...หากจะให้เรียกเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง เจ้าก็ยังห่างไกลจากคำนั้นอีกแสนลี้!”
“อะ...!”
คำพูดของเยว่ชิงอิงทำให้สองพ่อลูกตระกูลเฟิงถึงกับงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
หรือว่าการได้เป็นศิษย์สายตรงของสำนักชิงเฉินยังไม่เพียงพอที่จะถูกเรียกว่าอัจฉริยะ?
เยว่ชิงอิงกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าได้ยินมาว่าตระกูลเฟิงมีอัจฉริยะที่สามารถสร้างปรากฏการณ์พรจากสวรรค์มาได้ ข้าจึงมาด้วยความคาดหวังว่าจะได้พบคู่ต่อสู้ที่คู่ควร แต่ไม่คิดว่าการมาครั้งนี้จะเสียเวลาเปล่า เจ้าด้วยพรสวรรค์เช่นนี้ ไม่คู่ควรให้ข้าชักกระบี่ออกมาเลยด้วยซ้ำ!”
หลังกล่าวจบ เยว่ชิงอิงก็เดินไปที่ประตู เตรียมจะจากไปทันที
คำพูดที่ไร้ความปรานีนี้ทำให้สีหน้าของเฟิงโม่ซีดเผือดดั่งกินแมลงวันเข้าไป
เขาผู้มีชีพจรวิญญาณขั้นสวรรค์ ที่แม้แต่ผู้อาวุโสของสำนักชิงเฉินยังต้องการรับเขาเป็นศิษย์สายตรง!
แต่หญิงผู้นี้ที่เป็นเพียงศิษย์คนหนึ่งกลับกล้าดูแคลนเขาถึงเพียงนี้?
เขาจะทนได้อย่างไร?
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เขาตะโกน พร้อมกับรวบรวมพลังหมัดอันแข็งแกร่งพุ่งไปยังแผ่นหลังของเยว่ชิงอิง
ปัจจุบัน เฟิงโม่อยู่ในขั้นปราณยุทธ์ หมัดของเขาเปี่ยมด้วยพลังแห่งไฟอันรุนแรงและน่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง
เมื่อเยว่ชิงอิงสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง นางหยุดเท้าอย่างสงบ ก่อนจะลงมือในชั่วพริบตา
ชักกระบี่! หมุนตัว! ฟาดกระบี่!
ทุกการเคลื่อนไหวลื่นไหลราวสายน้ำ ไม่มีสะดุดแม้แต่น้อย
ปลายกระบี่ของเยว่ชิงอิงหยุดอยู่ห่างจากหว่างคิ้วของเฟิงโม่เพียงสามชุ่น ในขณะที่พลังปราณในมือของเฟิงโม่แตกสลายไปจนหมดสิ้น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
กระบี่นี้เหมือนน้ำเย็นในฤดูหนาวที่ราดรดลงมาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ไม่เพียงแต่พลังปราณในร่างกายของเขาถูกทำลายจนสิ้น แม้แต่แขนขาของเขายังสั่นสะท้าน
ไม่เพียงแค่เฟิงโม่ที่หวาดกลัว เฟิงฉางอวิ๋นที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ก็ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ ใบหน้าแข็งค้างราวกับกลายเป็นหุ่นไม้
ช่างเป็นกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวนัก!
แม้เป้าหมายของเยว่ชิงอิงจะไม่ใช่เขา แต่เขาก็ยังรู้สึกเหมือนถูกทิ่มแทงไปทั่วร่าง
หากเป็นเขา เกรงว่าคงกลัวจนทรุดเข่าลงไปแล้ว
ที่เฟิงโม่ยังยืนอยู่ได้จนถึงตอนนี้ นับว่ายังดีกว่าคนส่วนใหญ่นัก
เยว่ชิงอิงมองเขาด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะเก็บกระบี่ยาวกลับเข้าฝักอย่างช้าๆ
“ไม่ได้กลัวจนฉี่ราด นับว่าเจ้าเหนือกว่าพวกขยะทั่วไปอยู่บ้าง แต่...แค่ดีกว่าขยะเล็กน้อย เจ้าก็ยังเป็นขยะอยู่ดีใช่หรือไม่?”
หลังกล่าวจบ เยว่ชิงอิงก็หันไปพูดกับเฟิงฉางอวิ๋นว่า “จริงสิ ข้ามีเรื่องอยากสอบถามท่านเกี่ยวกับบุคคลผู้หนึ่ง เขาก็แซ่เฟิงเหมือนกัน”
“โอ้?”
เฟิงฉางอวิ๋นตาเบิกกว้างด้วยความตกใจปนยินดี
เพราะแซ่เฟิงนั้นไม่ใช่แซ่ที่พบบ่อยนัก ในเมืองลั่วเฟิง แซ่เฟิงนั้นมีเพียงคนในตระกูลเฟิงเท่านั้น!
หรือว่ายังมีคนอื่นในตระกูลที่ได้รับความสนใจจากสำนักชิงเฉินอีก?
ก่อนที่เยว่ชิงอิงจะทันได้อธิบายต่อ ก็มีบ่าวสองคนวิ่งเข้ามาจากนอกประตูด้วยท่าทางลนลาน
“ท่านรองประมุข...เกิดเรื่องใหญ่! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! ท่านผู้อาวุโสสาม...ถูกไอ้ขยะนั่นฆ่าตายแล้ว!”
เฟิงฉางอวิ๋นได้ยินดังนั้น ดวงตาพลันเบิกโพลง “อะไรนะ...รีบนำทางข้าไปเดี๋ยวนี้!”
ไม่นานนัก เฟิงฉางอวิ๋นก็นำคนของเขามาถึงลานพักของเฟิงซี
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าเต็มไปด้วยความน่าสยดสยอง เลือดนองพื้น ศพของเฟิงซีแน่นิ่งอยู่เบื้องล่าง
ทุกคนต่างตกตะลึงจนไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
ทั้งหมดนี้เกิดจาก...ไอ้ขยะนั่นจริงหรือ?
“ไอ้สารเลว...เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำอะไรลงไป?” เฟิงฉางอวิ๋นคำรามอย่างคลุ้มคลั่ง
แต่เฟิงอู๋เฉินไม่ได้สนใจคำพูดของเฟิงฉางอวิ๋นและเฟิงโม่ เขากลับจ้องมองไปยังหญิงสาวผู้มีท่าทีเยือกเย็นคนนั้น
“เจ้า...เหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่นี่?”
เยว่ชิงอิงกอดอกมองเฟิงอู๋เฉินด้วยแววตาครุ่นคิด “ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเจ้า!”
การสนทนาสั้นๆ ระหว่างทั้งสองทำให้เฟิงฉางอวิ๋นขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง “แม่นางเยว่...ท่านรู้จักกับไอ้ขยะคนนี้หรือ?”
“ขยะ?”
สีหน้าของเยว่ชิงอิงดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย กลายเป็นแปลกประหลาด
“ท่านกล่าวว่าเขาเป็นขยะรึ?”
เมื่อมองศพบนพื้น สีหน้าของเฟิงฉางอวิ๋นก็ยิ่งมืดมนลง
ใช่แล้ว หากเฟิงอู๋เฉินเป็นขยะ เช่นนั้นคนอื่นในตระกูลเฟิงจะไม่ยิ่งไร้ค่ายิ่งกว่าขยะอีกหรือ?