- หน้าแรก
- ชาตินี้...ขอรีสตาร์ท!
- บทที่ 10【ลงโทษให้ยืน? ห้ามขาดแม้แต่คนเดียว】
บทที่ 10【ลงโทษให้ยืน? ห้ามขาดแม้แต่คนเดียว】
บทที่ 10【ลงโทษให้ยืน? ห้ามขาดแม้แต่คนเดียว】
บทที่ 10【ลงโทษให้ยืน? ห้ามขาดแม้แต่คนเดียว】
วันรุ่งขึ้น
เฉินกุ้ยเหลียงตื่นแต่เช้าตรู่ วิ่งไปโรงอาหารกินซาลาเปาไส้หมู
กินอิ่มติดต่อกันสามวัน แถมทุกมื้อยังมีเนื้ออีกด้วย ทำให้เฉินกุ้ยเหลียงรู้สึกมีเรี่ยวแรงไปทั้งตัว
แม้แต่แก้มที่ตอบลงไป ดูเหมือนจะเริ่มมีเนื้อขึ้นมาบ้างแล้ว
เฉินกุ้ยเหลียงกินจนอิ่มท้องแล้วก็มาถึงห้องเรียน หยิบตำราภูมิศาสตร์ออกมาเริ่มทบทวน
เขาไม่มั่นใจว่าจะได้โควตา ดังนั้นเรื่องที่ควรเรียนก็ยังต้องเรียน
ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการเมือง เป็นวิชาที่ง่ายที่สุด ความรู้พื้นฐานส่วนใหญ่ยังจำได้คร่าวๆ เพียงแค่ต้องเสริมในส่วนที่ลืมไป
เรียนด้วยตัวเองตอนเช้าไม่มีใครคุม แต่นักเรียนประจำสองในสามของทั้งห้อง ก็ทยอยกันมาเรียนที่ห้องเรียนโดยสมัครใจ
พอใกล้จะถึงเวลาเรียน นักเรียนก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ
เปียนกวนเยว่กับเจิ้งเฟิง เดินเข้าห้องเรียนมาทีละคน
ไอ้หนุ่มเจิ้งเฟิงนี่มีแผนการเยอะจริงๆ เขาอาศัยว่าอยู่ใกล้กับเปียนกวนเยว่ วันนี้จงใจตื่นเช้าเดินไปรอที่ป้ายรถเมล์ก่อนหนึ่งป้าย และไปรออย่างใจเย็นที่ป้ายรถเมล์ที่เปียนกวนเยว่อาจจะขึ้นรถ พร้อมกับทำทีเป็นอ่านหนังสือไปด้วย
รถเมล์ผ่านไปคันแล้วคันเล่า เจิ้งเฟิงก็ยังไม่ยอมขึ้นรถ
รออยู่สี่สิบกว่านาที ในที่สุดเขาก็รอจนเปียนกวนเยว่ปรากฏตัว สมใจปรารถนาได้นั่งรถเมล์คันเดียวกับสาวสวย
แต่คำพูดมากมายที่เจิ้งเฟิงเตรียมไว้ กลับไม่ได้พูดออกมาเลยสักคำเพราะความตื่นเต้นประหม่า
บทสนทนาตลอดทางของทั้งสองคนมีดังนี้:
“คุณเปียน อรุณสวัสดิ์ครับ”
“อรุณสวัสดิ์”
“บังเอิญจังเลยนะครับ คุณก็ขึ้นรถที่นี่เหมือนกัน”
“อืม”
“ทานข้าวเช้าหรือยังครับ?”
เปียนกวนเยว่หลับตาแกล้งทำเป็นหลับ ไม่พูดอะไรอีกเลยจนกระทั่งลงจากรถ
หลังจากลงจากรถแล้ว ก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเช่นเคย
เจิ้งเฟิงทำได้แค่เดินตามไปเงียบๆ ทำทีเหมือนเดินเคียงข้างไปกับสาวสวย แต่นี่ก็ทำให้เขาพอใจมากแล้ว รู้สึกเหมือนตลอดทางที่เดินมาห้องเรียน มีสายตาอิจฉาจากนักเรียนชายหลายคนจับจ้องมาที่เขา
โดยเฉพาะตอนที่เดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมกับเปียนกวนเยว่ ความรู้สึกดีๆ ที่คิดไปเองนี้ของเจิ้งเฟิงยิ่งรุนแรงมากขึ้น
ดูเหมือนนักเรียนทั้งห้องกำลังมองมาที่เขา!
เปียนกวนเยว่ยัดกระเป๋านักเรียนเข้าไปในโต๊ะ นั่งลงรอเรียนอย่างเงียบๆ
“อรุณสวัสดิ์”
เฉินกุ้ยเหลียงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง ยังคงทบทวนความรู้ภูมิศาสตร์ต่อไป เพียงแค่ทักทายตามมารยาทเท่านั้น
“อรุณสวัสดิ์”
เปียนกวนเยว่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
เธอมีความประทับใจที่ดีต่อเฉินกุ้ยเหลียงมาก นอกจากเรื่องที่แกล้งหลี่จวินเมื่อคืนแล้ว สาเหตุหลักก็คือเฉินกุ้ยเหลียงไม่น่ารำคาญ
ส่วนหลี่จวินกับเจิ้งเฟิง ทำให้เธอค่อนข้างรำคาญ
รออยู่ครู่หนึ่ง ยังไม่ถึงเวลาเรียนอย่างเป็นทางการ เปียนกวนเยว่ก็เริ่มพูดขึ้นมาก่อน: “ในตัวอำเภอมีร้านขายจักรยานที่ไหนบ้าง?”
“ไม่รู้สิ” เฉินกุ้ยเหลียงไม่รู้จริงๆ
หลังจากที่เฉินกุ้ยเหลียงกับเปียนกวนเยว่สลับที่นั่งกันแล้ว เจิ้งเฟิงก็นั่งอยู่ที่โต๊ะข้างๆ แถวหน้าพวกเขา ตอนนี้กำลังเงี่ยหูฟังบทสนทนาอยู่ด้วย
เจิ้งเฟิงรีบวิ่งมาสองสามก้าว: “คุณเปียนจะซื้อจักรยานเหรอครับ? ผมรู้ว่ามีขายที่ไหน จริงๆ แล้วผมก็อยากจะซื้อสักคันเหมือนกัน จะได้ปั่นจักรยานไปกลับโรงเรียนด้วยกันไงครับ”
เปียนกวนเยว่มีท่าทีเย็นชา: “ไม่ต้องแล้วค่ะ”
“ผม…”
เจิ้งเฟิงอ้าปากจะพูดแต่ก็หยุดไป
คำพูดมันหล่นลงพื้นไปแล้ว เก็บขึ้นมาไม่ได้จริงๆ
ครูสอนภาษาจีนเดินเข้ามาในห้องเรียน นักเรียนทั้งห้องก็เงียบลงอย่างรวดเร็ว
เฉินกุ้ยเหลียงถึงได้เก็บหนังสือภูมิศาสตร์ แล้วพูดกับเปียนกวนเยว่ว่า: “เดี๋ยวฉันช่วยถามให้”
เปียนกวนเยว่พูด: “ขอบคุณค่ะ”
เจิ้งเฟิงแอบฟังอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้รู้สึกเสียใจมาก
ตัวเองก็หล่อขนาดนี้ หรือว่าจะสู้เฉินกุ้ยเหลียงไม่ได้?
ถึงเฉินกุ้ยเหลียงจะสูง 180 เซนติเมตร แต่ก็ผอมเหมือนไม้เสียบผี หน้าตายิ่งไม่มีเนื้อเลย แก้มตอบจนเหมือนหัวกะโหลกเดินได้
อีกทั้ง ผลการเรียนของตัวเองก็ไม่ได้แย่กว่าเฉินกุ้ยเหลียงเท่าไหร่ สอบกลางภาคครั้งนี้ยังทำคะแนนแซงหน้าได้อีกด้วย
ทำไมเปียนกวนเยว่ถึงไม่สนใจตัวเองเลยล่ะ? แต่กลับยอมรับความช่วยเหลือจากเฉินกุ้ยเหลียง
เขาคิดไม่ตก!
ครูสอนภาษาจีนชื่อ หลี่รุ่นเจ๋อ อายุ 50 กว่าปีแล้ว เป็นครูระดับพิเศษ
ไม่เคยโมโหใคร ค่อนข้างจะเป็นคนสบายๆ ไม่ยึดติด
หลี่รุ่นเจ๋อไม่ได้เรียกชื่อแจกข้อสอบทีละคน พอเดินมาถึงหน้าห้องก็ตะโกนว่า: “ตัวแทนวิชา เอาข้อสอบกลางภาคไปแจกหน่อย”
เฉินกุ้ยเหลียงเป็นตัวแทนวิชาภาษาจีน
ขณะที่เฉินกุ้ยเหลียงกำลังแจกข้อสอบอยู่นั้น หลี่รุ่นเจ๋อก็เปิดกระติกน้ำร้อนอย่างช้าๆ เป่าใบชาที่ลอยอยู่ครึ่งค่อนวัน ยังไม่ทันได้ดื่มสักอึก ก็ปิดฝากระติกน้ำร้อนอีกครั้ง
เฉินกุ้ยเหลียงแจกข้อสอบเสร็จแล้ว แต่กลับไม่เห็นข้อสอบของตัวเอง
หลี่รุ่นเจ๋อหยิบข้อสอบแผ่นหนึ่งออกมา ยิ้มแล้วพูดว่า: “สอบกลางภาคครั้งนี้ เฉินกุ้ยเหลียงได้ที่หนึ่งวิชาภาษาจีนอีกแล้ว ส่วนการอ่านจับใจความโดนหักไป 3 คะแนน เรียงความโดนหักไป 2 คะแนน รวมได้ 145 คะแนน”
“ว้าว!”
บรรดานักเรียนส่งเสียงฮือฮาออกมา
มีเพียงหลี่จวินที่ทำหน้าดูถูก พึมพำว่า: “ภาษาจีนเก่งไปก็เท่านั้นแหละ”
หลี่รุ่นเจ๋อไม่ได้รีบร้อนที่จะอธิบายข้อสอบกลางภาค แต่หยิบข้อสอบขึ้นมาแล้วพูดว่า: “เรียงความของเฉินกุ้ยเหลียงฉบับนี้ เขียนได้ยอดเยี่ยมมาก ผมจะอ่านเป็นตัวอย่างให้ฟังหนึ่งรอบ แล้วจะวิเคราะห์เป็นส่วนๆ ว่าทำไมถึงได้คะแนนสูง…”
เฉินกุ้ยเหลียงเกิดใหม่ตอนที่กำลังสอบคณิตศาสตร์ ตอนนั้นวิชาภาษาจีนสอบเสร็จไปแล้ว
ในตอนนี้ เขาฟังเรียงความสมัยมัธยมปลายของตัวเอง ก็ไม่ได้รู้สึกภูมิใจอะไรมากมาย
แต่กลับรู้สึก… อับอาย…
เขียนได้แม่งโคตรน่าอายเลย ทั้งเรื่องมีแต่การพยายามจะบีบคั้นอารมณ์เศร้าออกมาทั้งที่ไม่จำเป็น
ความอับอายแบบนี้จะเปรียบเทียบยังไงดีล่ะ? ก็เหมือนกับตอนที่คนเราอายุเข้าวัยกลางคน แล้วไปเปิดดู QQ Space (โซเชียลมีเดียเก่าของจีน) ของตัวเองนั่นแหละ
แม่เจ้าโว้ย!
หลี่รุ่นเจ๋ออ่านเรียงความจบหนึ่งรอบ ก็เริ่มวิเคราะห์อย่างละเอียด: “หัวข้อเรียงความครั้งนี้คือ ‘ความรัก’ ไม่จำกัดชื่อเรื่อง บางคนเขียนถึงความรักในครอบครัว บางคนเขียนถึงมิตรภาพ บางคนก็เขียนถึงความรักแบบหนุ่มสาว”
“ความรักในครอบครัว มิตรภาพ และความรักแบบหนุ่มสาว ล้วนเป็นรูปแบบการแสดงออกที่แตกต่างกันของความรัก แต่คุณเฉินกุ้ยเหลียง กลับก้าวข้ามรูปแบบเหล่านี้ไป แล้วพูดถึงแก่นแท้ของความรักโดยตรง โดยเฉพาะตอนจบ ได้ดัดแปลงบทกวีของหลี่อวี้ประโยคหนึ่ง เปลี่ยนเป็น ‘รักดั่งหญ้าใบไม้ผลิ ยิ่งเดินยิ่งไกลยิ่งงอกงาม’ ใครๆ ก็บอกว่าเรียงความต้องมีหัวหงส์ ท้องหมู หางเสือดาว นี่แหละคือหางเสือดาว กระชับ ทรงพลัง งดงามจับใจ ทำให้คนอ่านประทับใจไม่รู้ลืม…”
“แนวคิดของเรียงความฉบับนี้สูงกว่าเรียงความทั่วไป อีกทั้งยังมีการอ้างอิงถึงเกร็ดความรู้ต่างๆ อย่างชาญฉลาดถึงหกเรื่อง การอ้างอิงก็เป็นส่วนที่ช่วยเพิ่มคะแนนได้ แต่จะอ้างอิงส่งเดชไม่ได้ บางคนก็ทำได้ไม่ดี…”
เฉินกุ้ยเหลียงไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ขอแค่เขาไม่อาย คนอื่นนั่นแหละที่ต้องอาย
อีกทั้ง กลับไม่มีใครรู้สึกอับอายเลยสักคน นักเรียนทุกคนต่างก็ตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ
โดยเฉพาะนักเรียนที่เรียนเก่งๆ หวังว่าจะได้ศึกษาเรียงความตัวอย่างของเฉินกุ้ยเหลียง เพื่อที่จะได้เพิ่มคะแนนเรียงความของตัวเองในอนาคต
เปียนกวนเยว่อดไม่ได้ที่จะแอบมองเฉินกุ้ยเหลียงแวบหนึ่ง
เพื่อนร่วมโต๊ะคนใหม่คนนี้เขียนหนังสือเก่งจังเลย ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อคืนได้ยินว่าเขาจะเข้าร่วมประกวดซินไกเนี่ยน
ตลอดทั้งคาบเรียนภาษาจีน ครูเอาแต่พูดเรื่องเรียงความ และใช้เรียงความของเฉินกุ้ยเหลียงเป็นตัวอย่าง วิเคราะห์ทีละคำทีละประโยค อธิบายเทคนิคการเขียนบทความอย่างละเอียด
“เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก็จะหมดคาบแล้ว”
หลี่รุ่นเจ๋อมองดูนาฬิกาข้อมือ: “พวกเธอค่อยๆ ทำความเข้าใจสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดไปนะ การจะเพิ่มคะแนนเรียงความ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการอ่านให้มากเขียนให้มาก อ่านหนังสือหมื่นเล่ม ย่อมเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว นี่คือสัจธรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คุณเฉินกุ้ยเหลียงทำได้ดีมาก ถึงขั้นยอมประหยัดค่าข้าว เพื่อที่จะได้ซื้อหนังสืออ่านนอกเวลามาอ่านเยอะๆ”
สวีไห่โปยกมือขึ้นทันที: “อาจารย์ครับ ปีนี้เฉินกุ้ยเหลียงส่งผลงานเข้าประกวดซินไกเนี่ยนด้วยครับ!”
“อ้อ?”
หลี่รุ่นเจ๋อยิ้มแล้วพยักหน้าทันที: “การเข้าร่วมประกวดซินไกเนี่ยนก็ดีเหมือนกันนะ ถ้าได้รางวัลที่หนึ่งก็จะได้โควตาเข้าเรียนต่อเลย”
สวีไห่โปยกสารประกาศประณามอเมริกาสูงขึ้น พูดอย่างภูมิใจนำเสนอ: “บทความรอบแรกของเฉินกุ้ยเหลียงเขียนได้ดีมากเลยครับ ผมยังอุตส่าห์คัดลอกเก็บไว้ชุดหนึ่งด้วย”
“เอามาให้ครูดูหน่อยสิ” หลี่รุ่นเจ๋อพูด
สวีไห่โตรีบวิ่งเอาบทความไปส่งให้
หลี่รุ่นเจ๋อยิ่งอ่านยิ่งชอบ เอ่ยชมไม่ขาดปาก: “บทความของคุณเฉินกุ้ยเหลียง เขียนได้เฉียบคมขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ ระดับความคิดก็เหนือกว่านักเรียนมัธยมปลายส่วนใหญ่ไปแล้ว เดี๋ยวครูจะอ่านบทความนี้ให้ทุกคนฟัง…”
เอาอีกแล้ว!
โชคดีที่สารประกาศฉบับนี้ไม่ดูเด็กน้อย
เสียงออดหมดคาบเรียนดังขึ้นในที่สุด หลี่รุ่นเจ๋อถือกระติกน้ำร้อนเดินจากไป
วันนี้วันจันทร์ เนื่องจากแต่ละระดับชั้นสลับกันสอบกลางภาค จึงไม่มีการเข้าแถวเคารพธงชาติและออกกำลังกายตอนเช้า
ข้อสอบภาษาจีนของเฉินกุ้ยเหลียง ถูกนักเรียนที่เรียนเก่งๆ แถวหน้าแย่งกันส่งต่อเพื่ออ่าน
เกียรติยศแบบนี้อยู่ได้ไม่นาน คาบต่อไปเป็นวิชาคณิตศาสตร์
ครูสอนคณิตศาสตร์ชื่อ หลินซง
ตอนที่แจกข้อสอบ หลินซงทำหน้าบึ้งตึงแล้วพูดว่า: “นักเรียนบางคน ท่าทีไม่เอาจริงเอาจังอย่างแรง นอกจากข้อเลือกตอบแล้วที่เหลือเป็นกระดาษเปล่าหมดเลย! ถ้าเป็นเพราะทำข้อสอบไม่ได้ ฉันก็จะไม่โกรธขนาดนี้ แต่นี่เขาทำข้อสอบได้นะ ข้อเลือกตอบของเขาผิดแค่ข้อเดียวเท่านั้น!”
เฉินกุ้ยเหลียงถอนหายใจในใจ: อาจารย์ครับ ผมทำไม่ได้จริงๆ ครับ
“เฉินกุ้ยเหลียง ลุกขึ้นมายืนเดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงของหลินซงหนักแน่นมาก
เฉินกุ้ยเหลียงที่เพิ่งจะโดนครูสอนภาษาจีนชมเชยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนนี้กลับกลายเป็นจุดสนใจของทั้งห้องอีกครั้ง
เปียนกวนเยว่ก็สงสัยมากเหมือนกัน ความแตกต่างนี้มันมากเกินไปแล้ว
หลินซงถาม: “ทำไมเธอถึงทำแค่ข้อเลือกตอบ?”
เฉินกุ้ยเหลียงพูด: “ปวดท้องครับ”
“ตอแหล!”
หลินซงเปิดโปงทันที: “มีคนเห็นเธอส่งข้อสอบก่อนเวลา แล้วก็วิ่งไปตั้งแผงขายหนังสือที่บอร์ดประชาสัมพันธ์นู่น”
หลี่จวินทำหน้าภูมิใจ ก็เขาเองนั่นแหละที่ไปฟ้อง
ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ หลี่จวินจงใจไปยืนรออยู่ที่ทางเดินหน้าห้องเรียน ก็เพื่อรอครูสอนคณิตศาสตร์ปรากฏตัว
เขาจะมาล้างแค้นที่เสียหน้าเมื่อคืนนี้
หลินซงดุด่าอยู่ครู่หนึ่ง พูดด้วยความโมโหที่ยังไม่หาย: “เอาข้อสอบกลับไป แล้วเธอก็ยืนฟังฉันสอนให้ดีๆ!”
เฉินกุ้ยเหลียงถอนหายใจอย่างจนปัญญา เกิดใหม่ทั้งที กลับต้องมาโดนลงโทษให้ยืนอีก
ครูเริ่มอธิบายข้อสอบคณิตศาสตร์ หลี่จวินเอียงคอทำหน้าทะเล้นใส่เฉินกุ้ยเหลียง แถมยังแอบชูนิ้วกลาง แล้วทำปากเป็นคำว่า “ไอ้โง่” ใส่เฉินกุ้ยเหลียงอีกด้วย
“อาจารย์หลินครับ” เฉินกุ้ยเหลียงมีแค้นต้องชำระ
หลินซงพูดอย่างรำคาญ: “มีอะไรอีก?”
“หลี่จวินรบกวนผมฟังอาจารย์สอนครับ แถมยังทำท่าแบบนี้อีกด้วย” เฉินกุ้ยเหลียงใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้มือซ้ายทำเป็นวงกลม แล้วใช้นิ้วกลางมือขวาทิ่มเข้าไปในวงกลมนั้นซ้ำๆ
ท่าทางแบบนี้ แน่นอนว่าหมายถึงการร่วมเพศ
หลี่จวินรีบปฏิเสธ: “อาจารย์ครับ ผมไม่ได้ทำ”
“นายทำ”
“ผมไม่ได้ทำ”
“นายทำ”
“ผมไม่ได้ทำ”
“…”
หลินซงฟังแล้วหงุดหงิด ในที่สุดก็พูดว่า: “อย่าทะเลาะกัน หลี่จวิน เธอก็ยืนฟังครูสอนด้วย”
“ทำไมล่ะครับ? เขาใส่ร้ายผมนะครับ!” หลี่จวินโกรธจนทุบโต๊ะ
หลินซงปกติก็ไม่ชอบหน้านักเรียนเกเรอย่างหลี่จวินอยู่แล้ว พอเห็นเขายังกล้าทุบโต๊ะเถียงอีก ในที่สุดก็โมโหขึ้นมาเหมือนกัน: “ลุกขึ้นยืน ห้ามพูด! ถ้ายังกล้ารบกวนในห้องเรียนอีก สุดสัปดาห์นี้ตอนประชุมผู้ปกครองฉันจะคุยกับผู้ปกครองของเธอ”
หลี่จวินลุกขึ้นยืนอย่างโมโห จ้องเฉินกุ้ยเหลียงเขม็ง
เฉินกุ้ยเหลียงยิ้มตอบ
ผ่านไปอีกสองสามนาที หลี่จวินยิ่งคิดยิ่งโมโห ทันใดนั้นก็นึกถึงเป้าหมายที่จะระบายอารมณ์ได้
หลี่จวินตะโกน: “อาจารย์ครับ”
หลินซงขมวดคิ้วแน่น: “มีอะไรอีกแล้ว?”
หลี่จวินชี้ไปที่เพื่อนร่วมโต๊ะของตัวเอง: “ก่วนจื้อเฉียงกำลังอ่านนิยายครับ เขาไม่ฟังอาจารย์อธิบายข้อสอบเลย”
ก่วนจื้อเฉียงทำหน้างง: พวกมึงทะเลาะกัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกูวะ?
หลินซงพูด: “ก่วนจื้อเฉียงก็ยืนฟังครูสอนด้วย”
ก่วนจื้อเฉียงที่โดนลูกหลง ลุกขึ้นยืนอย่างหมดแรง เขาอยากจะลงไม้ลงมือชกหลี่จวินสักทีจริงๆ
หลี่จวินกลับยิ้มออกมา ในใจรู้สึกสบายขึ้นมาอย่างประหลาด
เปียนกวนเยว่มองซ้ายมองขวา สังเกต “สามเทพมายา” ที่ยืนเรียนอยู่ รู้สึกว่าห้องเรียนนี้ดูน่าสนใจดีเหมือนกัน