- หน้าแรก
- ชาตินี้...ขอรีสตาร์ท!
- บทที่ 2【มีแต่หนังสือดีๆ ช่วยให้คุณเติบโต】
บทที่ 2【มีแต่หนังสือดีๆ ช่วยให้คุณเติบโต】
บทที่ 2【มีแต่หนังสือดีๆ ช่วยให้คุณเติบโต】
บทที่ 2【มีแต่หนังสือดีๆ ช่วยให้คุณเติบโต】
เฉินกุ้ยเหลียงตั้งแผงขายของอยู่ตรงจุดศูนย์กลางการสัญจรในโรงเรียน แถวนั้นยังมีบอร์ดประชาสัมพันธ์ตั้งเรียงกันอยู่แถวหนึ่ง
เขาหาต้นไทรใหญ่ที่กิ่งก้านสาขาแผ่ไพศาล นั่งยองๆ ใต้ต้นไม้แล้วเปิดกระเป๋าเดินทางเก่าๆออก
นักเรียนชั้น ม.5 หยุดเรียนสองวันนี้ เพื่อให้ ม.6 ใช้ห้องเรียนเป็นสนามสอบ ส่วนนักเรียนชั้น ม.4 ยังคงเรียนตามปกติ นานๆ ครั้งจะเห็นนักเรียนที่เรียนคาบพละเดินผ่านไปมา
เฉินกุ้ยเหลียงหยิบหนังสือและนิตยสารออกมาวางเรียง นั่งขัดสมาธิรอจังหวะเรียกลูกค้า
สมัยเด็กๆ เขาเป็นคนหน้าบาง ขี้อาย ไม่เหมาะกับการค้าขายเลย
จำได้ว่าตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อนหลังจบ ม.ต้น เฉินกุ้ยเหลียงหาบหน่อไม้เข้าเมือง เขาออกจากบ้านตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง ไปยืนเซ่อๆ อยู่ที่ตลาดตรงเขตรอยต่อเมืองกับชนบทตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง หน่อไม้สักหน่อก็ขายไม่ได้!
พอถึงตอนบ่าย เขาก็ต้องทนหิว หาบหน่อไม้กลับบ้านเหมือนเดิมโดยที่ไม่ได้ขายออกไปเลย
ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ไม่ไปตั้งแผงขายของอีกเลย
ตอนนี้มาคิดดูแล้ว ช่างโง่เง่าน่าสงสารจริงๆ
เฉินกุ้ยเหลียงที่เกิดใหม่กลับมาแล้ว ได้แต่สังเกตนักเรียนที่เดินผ่านไปมาเงียบๆ
การเรียกลูกค้าจะตะโกนส่งเดชไม่ได้ ต้องรู้จักสังเกตสีหน้าท่าทาง เลือกเป้าหมายให้ถูก
อย่างเช่นกลุ่มเด็กผู้ชายที่เพิ่งวิ่งผ่านไปเมื่อครู่ กำลังตบลูกบาสเกตบอลไล่กันอย่างสนุกสนาน ในสายตาของพวกเขามีแต่สนามบาส อยากจะรีบไปจองแป้นบาส ต่อให้กดหัวพวกเขาลงมาที่แผงหนังสือพวกเขาก็ไม่ซื้อ
ผ่านไปยี่สิบกว่านาที มีเด็กผู้หญิงสี่คนกินไอติมเดินมาด้วยกันเป็นกลุ่ม
พวกเธอคุยหัวเราะกันไม่หยุด หนึ่งในนั้นมองมาที่แผงหนังสือ แล้วฝีเท้าก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
เฉินกุ้ยเหลียงสายตาเฉียบแหลม ตะโกนออกไปทันที: “น้องสาว สนใจซื้อหนังสือไหม? มีวรรณกรรมชื่อดังทั้งในและต่างประเทศเลยนะ พี่อยู่ ม.6 แล้ว กำลังจะเร่งอ่านหนังสือสอบเข้ามหา’ ลัย เลยเอาหนังสือมาขายทิ้ง ราคาถูกเหมือนให้ฟรีเลยนะ”
เด็กผู้หญิงพวกนี้เป็นเด็ก ม.4 เพิ่งเข้าเรียนได้แค่สองเดือนกว่าๆ
พูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ: หลอกง่าย!
…
บ้านของเถาเสวี่ยอยู่ในตัวเมือง เพราะรักวรรณกรรม และชื่นชมกัวเสี่ยวซื่อ (นักเขียนชื่อดัง) ถึงได้ดั้นด้นมาเรียนที่โรงเรียนในอำเภอ
บรรยากาศของโรงเรียนที่นี่อิสระจริงๆ ถึงขั้นอิสระจนค่อนข้างจะเหลวไหล แม้แต่นักเรียนมีความรักในวัยเรียนก็ยังทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
เพื่อนร่วมห้องพักของเธอสองสามคน อากาศเริ่มเย็นลงแล้วยังไปซื้อไอติมกิน ระหว่างทางผ่านบอร์ดประชาสัมพันธ์ เถาเสวี่ยเห็นคนตั้งแผงขายหนังสือ เธอก็ชะลอฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว
เดิมทีก็ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อ แต่พอได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย เถาเสวี่ยก็เดินเข้าไปดูใกล้ๆ ด้วยความสงสัย
เธอดูดไอติมแล้วถาม: “มีเรื่อง ‘รักนี้ที่ขอบฟ้าฝัน’ ไหมคะ?”
จริงๆ แล้วหนังสือเล่มนี้เธออ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบแล้ว ที่พูดออกมาตอนนี้ก็แค่อยากจะอวดรสนิยมของตัวเอง
เฉินกุ้ยเหลียงยิ้มกว้าง อ้าปากพูดทันที: “น้องเป็นแฟนคลับของกัวเสี่ยวซื่อเหรอ? บังเอิญจังเลย พี่รู้จักเขาพอดี ชมรมวรรณศิลป์ของโรงเรียนเราน่ะ เขาเป็นประธานปี 01 ส่วนพี่เป็นประธานปี 02 เข้าใจยัง? เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันไง”
“จริงเหรอคะ?” เถาเสวี่ยครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย
เฉินกุ้ยเหลียงพูด: “จะหลอกน้องทำไม? ประธานชมรมวรรณศิลป์คนปัจจุบัน ก็พี่นี่แหละเป็นคนเสนอชื่อเลือกขึ้นมา”
เถาเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะถาม: “รุ่นพี่ชื่ออะไรเหรอคะ?”
เฉินกุ้ยเหลียงตอบ: “พี่ชื่อจางเหว่ย อยู่ ม.6/1 น้องก็เข้าชมรมวรรณศิลป์ด้วยเหรอ?”
เถาเสวี่ยพยักหน้าตอบ: “ค่ะ เมื่อไม่นานมานี้ชมรมวรรณศิลป์รับสมัครสมาชิกใหม่ หนูก็เลยกรอกใบสมัครเป็นสมาชิกแล้วค่ะ รุ่นพี่จางเหว่ยคะ รุ่นพี่มีเบอร์โทรศัพท์ของกัวเสี่ยวซื่อไหมคะ? หรือเบอร์ QQ ก็ได้ค่ะ”
“กัวเสี่ยวซื่อเขายุ่งมาก ข้อมูลส่วนตัวของเขาจะเปิดเผยส่งเดชไม่ได้” เฉินกุ้ยเหลียงรีบหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา “พี่ว่าเรื่อง ‘ความฝันในหอแดง’ เนี่ย เหมาะกับสาวน้อยวรรณกรรมที่มีความลึกซึ้งอย่างน้องมากเลยนะ”
เด็กผู้หญิงผมยาวอีกคนมองดูแล้วพูด: “นี่มันหนังสือเถื่อนใช่ไหม?”
เฉินกุ้ยเหลียงรีบพลิกหน้าหนังสือ: “ดูคุณภาพการพิมพ์นี่สิ ดูการเข้าเล่มสันปกนี่สิ ต่อให้เป็นหนังสือเถื่อน ก็เป็นหนังสือเถื่อนเกรดพรีเมียม นอกจากจะไม่มีเลข ISBN แล้ว มันต่างจากของแท้ตรงไหน? ปีที่แล้วพี่ซื้อมา 20 หยวน ตอนนี้ยังใหม่กิ๊กอยู่เลย ขายให้น้อง 5 หยวนเอง!”
เถาเสวี่ยรับหนังสือ ‘ความฝันในหอแดง’ มา ยืนพลิกดูอย่างละเอียด พบว่ามันไม่ต่างจากของแท้จริงๆ
จริงๆ แล้วเธออ่าน ‘ความฝันในหอแดง’ ตั้งแต่ตอนอยู่ ม.ต้นแล้ว แต่เฉินกุ้ยเหลียงกระตือรือร้นเกินไป จนเธอปฏิเสธไม่ลงในชั่วขณะนั้น
ทันใดนั้นเธอก็เกิดความคิดขึ้นมา เถาเสวี่ยถามว่า: “รุ่นพี่ชอบตัวละครตัวไหนมากที่สุดคะ? หนูชอบเซวียเป่าไช”
นี่เป็นการพูดอ้อมๆ เตือนเฉินกุ้ยเหลียงว่าเธอเคยอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้ออีก
เฉินกุ้ยเหลียงทำเหมือนไม่ได้ยิน แถมยังตอบแบบน่าตกใจว่า: “พี่ชอบยายหลิวที่สุด”
“หา?” เถาเสวี่ยประหลาดใจมาก
เพื่อนร่วมห้องอีกสามคนของเธอก็โดนทำให้หัวเราะลั่น
มีคนชอบยายหลิวด้วยเหรอ?
เฉินกุ้ยเหลียงพลิกไปที่สารบัญของ ‘ความฝันในหอแดง’ แล้วหาตอนที่ยายหลิวปรากฏตัวได้อย่างรวดเร็ว: “ใครๆ ก็เอายายหลิวเข้าต้ากวนหยวนมาเปรียบเปรยคนที่ไม่เคยเห็นโลกแล้วทำตัวเปิ่นๆ พวกน้องคิดว่ายายหลิวเป็นตัวตลกเหรอ?”
เด็กสาวพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
“ยายหลิวน่ะรู้จักกาลเทศะ วางตัวเก่งจะตายไป พวกน้องดูตรงนี้นะ” เฉินกุ้ยเหลียงพลิกหน้าหนังสือพูด “ไปเป็นแขกบ้านคนอื่น ป่านเอ๋อร์ (หลานยายหลิว) งอแงจะกินเนื้อ ยายหลิวตบคว่ำเลยนะ เขาจะเป็นคนไม่รู้ธรรมเนียมเหรอ?”
“แล้วดูตรงนี้อีก ยายหลิวก็มียางอายเหมือนกัน ที่ต้องยอมลดตัวลงมาก็เพื่อปากท้องชัดๆ บทสนทนาของเขากับเฟิ่งเจี่ย (หวังซีเฟิ่ง) ทุกประโยคเป็นการปะทะคารมกันแบบลับๆ ใช้การถอยเพื่อรุกจนหวังซีเฟิ่งปฏิเสธไม่ลง”
“จากการสังเกตการพูดคุยระหว่างหวังซีเฟิ่งกับเจี๋ยหรง ยายหลิวอ่านนิสัยของหวังซีเฟิ่งออกหมดแล้ว คำว่า ‘จิตใจสงบลง’ สี่คำนี้ไม่ใช่เฉาเสวี่ยฉิน (ผู้แต่ง) เขียนส่งเดชนะ มันบ่งบอกว่ายายหลิวมีแผนอยู่ในใจแล้ว ประโยคต่อมา ‘หลานชายของท่าน’ ก็บีบให้หวังซีเฟิ่งจนมุม ถ้าไม่ให้เงินบ้างก็เสียหน้าแย่”
“เขาลำบากยากเย็นกว่าจะได้เงินมาตั้งยี่สิบตำลึง แต่ยังอุตส่าห์แบ่งให้โจวรุ่ยเจีย (คนใช้ในบ้าน) หนึ่งตำลึง มีหัวคิด พูดจาเป็น รู้จักธรรมเนียม ไม่โลภมาก รู้จักบุญคุณ การวางตัวของยายหลิวไม่เพียงแต่เหนือกว่าโจวรุ่ยเจีย แม้แต่หวังซีเฟิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาก็ยังดูอ่อนหัดไปเลย”
“สิ่งที่ยายหลิวขาดไป ก็แค่ประสบการณ์โลกภายนอกเท่านั้นเอง”
เถาเสวี่ยพอได้ฟังเฉินกุ้ยเหลียงวิเคราะห์แบบนี้ ก็รู้สึกว่ายายหลิวมีระดับสูงจริงๆ
ตอนตัวเองอ่าน ‘ความฝันในหอแดง’ ทำไมมองไม่ออกนะ?
เฉินกุ้ยเหลียงพลิกหนังสือต่อไปแล้วพูดว่า: “พวกน้องคิดว่ายายหลิวทำตัวตลกน่าอาย แต่หวังซีเฟิ่งไม่ได้คิดแบบนั้นนะ ดูบทที่ 113 นี่สิ หวังซีเฟิ่งรู้ตัวว่าอยู่ได้อีกไม่นาน ในคฤหาสน์ตระกูลเจี่ยใหญ่โตขนาดนี้เธอไม่ไว้ใจใครเลย แต่กลับคิดจะฝากฝังลูกสาวให้ยายหลิวดูแล ถ้าพวกน้องมีลูกสาว แล้วตัวเองก็ป่วยหนักอยู่ได้อีกไม่นาน จะฝากลูกสาวให้หญิงชราชาวบ้านโง่ๆ คนหนึ่งดูแลไหมล่ะ?”
เถาเสวี่ยเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง
เฉินกุ้ยเหลียงพูด: “เพราะหวังซีเฟิ่งรู้ดีแก่ใจว่ายายหลิวรู้จักบุญคุณ ทดแทนคุณ มีน้ำใจ มีทั้งความกล้าและความคิด อ่านพึ่งพาได้มากกว่าพวกคนในตระกูลเจี่ยเยอะ การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเธอ ก็คือการบังคับให้ลูกสาวรับยายหลิวเป็นแม่บุญธรรมก่อนที่ตัวเองจะตาย ตอนที่คนในตระกูลเจี่ยไม่มีใครปกป้องลูกสาวของเธอได้ ก็มีแต่ยายหลิวเท่านั้นที่จะยืนหยัดออกมาช่วยเหลืออย่างไม่หวั่นเกรง”
เถาเสวี่ยเหมือนตาสว่าง เกิดความชื่นชมขึ้นในใจแล้วพูดว่า: “รุ่นพี่เก่งจริงๆ เลยค่ะ ไม่แปลกใจเลยที่ได้เป็นประธานชมรมวรรณศิลป์!”
เฉินกุ้ยเหลียงยิ้มกริ่มแล้วยื่น ‘ความฝันในหอแดง’ ให้: “เพราะฉะนั้น หนังสือเล่มนี้ น้องควรอ่านซ้ำๆ ทุกครั้งที่อ่าน ก็จะได้แง่มุมใหม่ๆ เสมอ ห้าหยวน เอาหนังสือไปเลย”
เถาเสวี่ยควักเงินจ่ายอย่างงงๆ พอซื้อหนังสือเสร็จแล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ที่บ้านตัวเองก็มีอยู่เล่มหนึ่งนี่นา
เธอก็ไม่กล้าขอคืนของเสียด้วย
เฉินกุ้ยเหลียงเพื่อป้องกันไม่ให้เถาเสวี่ยเปลี่ยนใจ ก็หันไปคุยกับเด็กผู้หญิงอีกสามคนแล้ว: “พวกน้องอยากให้พี่แนะนำหนังสือให้สักสองสามเล่มไหม? เล่มนี้ ‘ยุคเงิน’ ก็ดีนะ ของหวังเสี่ยวโป สนุก ตลก มีสาระ”
เด็กผู้หญิงอ้วนๆ คนหนึ่งพลิกนิตยสารดูแล้วถาม: “พวกนี้ขายเล่มละสองเหมาจริงๆ เหรอคะ?”
“สามเล่มห้าเหมา แปดเล่มหนึ่งหยวน” เฉินกุ้ยเหลียงเชียร์ขายอย่างกระตือรือร้น “นิตยสาร ‘ตู๋เจ่อ’ กับ ‘อี้หลิน’ เนี่ยเป็นหนังสือดีทั้งนั้นเลยนะ โดยเฉพาะบทความที่เขียนเกี่ยวกับต่างประเทศ ช่วยเปิดโลกทัศน์ของเราได้มากเลย”
“พวกน้องเพิ่งอยู่ ม.4 อ่าน ‘ตู๋เจ่อ’ กับ ‘อี้หลิน’ เยอะๆ นอกจากจะเพิ่มพูนความรู้แล้ว ยังช่วยพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความได้ด้วยนะ ไอติมแท่งใหญ่ที่น้องถือนั่นก็แท่งละห้าเหมาใช่ไหมล่ะ? ไอติมกินไม่กี่คำก็หมดแล้ว แต่น้องสามารถซื้อนิตยสารที่ดีที่สุดในโลกได้เลยนะ คุ้มจะตายไป!”
เด็กสาวทั้งหลายรู้สึกว่าที่พูดมาก็มีเหตุผล แม้แต่เถาเสวี่ยที่เพิ่งซื้อ ‘ความฝันในหอแดง’ ไป ก็ล้มเลิกความคิดที่จะคืนของ แล้วหันมาเลือกนิตยสารแทน
ยังไงก็ถูกมาก ซื้อไว้อ่านฆ่าเวลาก็ได้
พวกเธอเลือกกันอยู่พักหนึ่ง ก็รวมหัวกันซื้อนิตยสารไปจนหมดเกลี้ยง
ตอนที่เด็กสาวสี่คนกำลังเลือกหนังสือ ก็มีเด็กผู้ชายอีกสองคนเดินเข้ามาดูด้วยความสงสัย แต่ยืนมองอยู่ครู่หนึ่งก็หันหลังเดินจากไป
เฉินกุ้ยเหลียงรีบตะโกน: “หล่อๆ อย่าเพิ่งไป หนังสือของพี่เนี่ย โคตรเหลืองโคตรโหดเลยนะ!”
พอพูดคำนี้ออกมา ไม่เพียงแต่เด็กผู้ชายสองคนนั้นจะหยุดเดิน เถาเสวี่ยและคนอื่นๆ ก็มองเขาด้วยความประหลาดใจ
เด็กผู้ชายถามด้วยความสงสัย: “เล่มไหนเหลืองครับ?”
เฉินกุ้ยเหลียงชี้ไปที่ผลงานชิ้นเอกของนักเขียนร่วมสมัยกลุ่มหนึ่ง: “พวกนี้เหลืองหมดเลย ทะลึ่งทั้งเรื่อง ดูเล่มนี้สิ ‘อกอวบอั๋น ก้นดินระเบิด’ ชื่อหนังสือแบบนี้ น้องว่าเหลืองไหมล่ะ?” จากนั้นก็ชี้ไปที่เรื่อง ‘คนตายยาก’ ของอวี๋ฮว๋า “เล่มนั้นโหดมาก นอกจากพระเอกแล้วตายเรียบ”
เถาเสวี่ยหลุดขำพรืดออกมา เข้าใจแล้วว่าเฉินกุ้ยเหลียงกำลังพูดจาเหลวไหล
เฉินกุ้ยเหลียงยังคงหลอกล่อต่อไปอย่างสุดกำลัง ดึงดูดให้เด็กผู้ชายสองคนนั้นนั่งยองๆ ลงเลือกหนังสือ
สำหรับเฉินกุ้ยเหลียงแล้ว พวกเขาจะซื้อหรือไม่ซื้อไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขอแค่ช่วยเรียกแขกก็พอ
การตั้งแผงขายของ แค่มีคนมุง คนที่ชอบมามุงดูเรื่องชาวบ้านก็จะยิ่งเยอะขึ้น กลัวก็แต่จะเงียบเหงาจนคนที่เดินผ่านไปมายังขี้เกียจจะมอง
แม้แต่เด็กผู้หญิงสี่คนที่ซื้อนิตยสารไปแล้ว เฉินกุ้ยเหลียงก็ยังไม่ยอมปล่อยพวกเธอไป เขาบอกว่าตัวเองเป็นเพื่อนซี้กับกัวเสี่ยวซื่อ เล่าเรื่องซุบซิบคนดังของกัวเสี่ยวซื่อแบบแต่งขึ้นเอง จนเถาเสวี่ยฟังแล้วอึ้งไปเลย
ทยอยมีคนมาเพิ่มอีกสองสามคน ยืนล้อมวงรอบแผงฟังเฉินกุ้ยเหลียงโม้
พริบตาเดียว เสียงออดเลิกเรียนก็ดังขึ้น
จำนวนคนที่สัญจรไปมาตรงนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พอเห็นคนมุงกันเป็นวงกลมใต้ต้นไม้ใหญ่ นักเรียนที่เดินผ่านไปมาก็รีบวิ่งมาดูด้วยความสนใจ
“ลาก่อนค่ะรุ่นพี่ พวกหนูจะกลับห้องเรียนแล้ว” เถาเสวี่ยโบกมืออย่างมีความสุข เธอตั้งใจว่าถ้ามีเวลาจะไปหาจางเหว่ยรุ่นพี่คนนี้ที่ห้อง ม.6/1 เพื่อพูดคุยเรื่องวรรณกรรม
เฉินกุ้ยเหลียงก็มีความสุขมากเช่นกัน เขานับเงินพลางตะโกนว่า: “เดินทางปลอดภัยนะน้องสาว”
หลังจากโม้ไปอีกพักใหญ่ เสียงออดเข้าเรียนก็ดังขึ้น เวลาพักสิบนาทีสิ้นสุดลง หนังสือเก่าของเฉินกุ้ยเหลียงขายออกไปแล้วยี่สิบกว่าเล่ม ส่วนนิตยสารเก่าขายหมดเกลี้ยง
เพราะมันถูกจริงๆ
อีกทั้งโรงเรียนเฮงซวยแห่งนี้ดันมีกัวเสี่ยวซื่อเป็นศิษย์เก่า บรรยากาศทางวรรณกรรมในปัจจุบันจึงเข้มข้นเป็นพิเศษ มีนักเรียนที่ชอบอ่านหนังสือเล่นเยอะมาก
เฉินกุ้ยเหลียงบิดขี้เกียจอย่างสบายอารมณ์: นักเรียนนี่หลอกง่ายจริงๆ!
“เชี่ยเอ๊ย กระเป๋าเดินทางของกู!”
เด็กหนุ่มแว่นผมทรงกลางแสกคนหนึ่ง ยืนสบถอยู่หน้าแผงหนังสือของเฉินกุ้ยเหลียง
กระเป๋าเก่าๆ ที่ถูกยืมมาใส่หนังสือชั่วคราว เห็นได้ชัดว่าเป็นของเขา
เฉินกุ้ยเหลียงตาเป็นประกาย: “โย่ว ท่านนายอำเภอเซี่ย ไม่เจอกันนานเลยนะ”
เด็กหนุ่มแว่นอึ้งไปครู่หนึ่ง: “นายอำเภอเซี่ยอะไร?”
เฉินกุ้ยเหลียงยกนิ้วขึ้นมางอ ทำท่าเหมือนหมอดูแล้วพูดว่า: “ข้าพเจ้าคำนวณดูแล้ว ก็รู้ว่าท่านอายุ 40 ปีจะได้เป็นนายอำเภอ”
เด็กหนุ่มแว่นเชิดอกอย่างหยิ่งผยอง จมูกชี้ฟ้าแล้วพูดว่า: “นายอำเภอมันจะสักแค่ไหนกันเชียว ข้าไม่เป็นข้าราชการหรอกโว้ย อนาคตข้าจะทำธุรกิจ ทำเกมเหมือนเฉินเทียนเฉียว ติงเหล่ย พอเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วก็จะเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีนเลย!”
เฉินกุ้ยเหลียงบ่นในใจ: มึงจะทำเกมพ่องอะไร อนาคตกูต่างหากที่จะเป็นคนทำเกมเฮงซวยพวกนั้น