- หน้าแรก
- สาวน้อยดวงดี พกมิติไปทำฟาร์ม
- บทที่ 70 ภารกิจชั่วคราว/ บทที่ 71 ยืมข้าว/ บทที่ 72 ผู้คนที่ได้พบ
บทที่ 70 ภารกิจชั่วคราว/ บทที่ 71 ยืมข้าว/ บทที่ 72 ผู้คนที่ได้พบ
บทที่ 70 ภารกิจชั่วคราว/ บทที่ 71 ยืมข้าว/ บทที่ 72 ผู้คนที่ได้พบ
บทที่ 70 ภารกิจชั่วคราว
ตั้งแต่ที่เด็กสาวตระกูลอินกลับมาจากบนเขา เซียวเสวียนก็สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายแอบมองเขาอยู่เรื่อย ๆ แววตาคู่นั้นแฝงไว้ด้วยความสงสัยอยู่บ้าง แต่ที่มากกว่านั้นคือความอยากรู้อยากเห็น
"ขึ้นเขาไปเจอผู้ใดมาหรือไม่?"
เซียวเสวียนลุกขึ้นยืน แล้วยื่นสัตว์เทพคืนให้อินเมี่ยว จากนั้นก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ เอื้อมมือหยิบใบไม้ที่ติดอยู่บนไหล่ของนางออกให้
"เปล่า ข้ามิได้พานพบผู้ใดเลยเจ้าค่ะ"
อินเมี่ยวรีบส่ายหน้าปฏิเสธ นางลอบเหงื่อตกแทนหลี่เทียนหยางในใจ
"อืม อีกไม่กี่วันข้าจะต้องออกเดินทางหนึ่งวัน คงต้องรบกวนเจ้าเล็กน้อย"
เซียวเสวียนหันกลับไปกล่าวขึ้น
"เจ้าค่ะ ไม่มีปัญหาเลย"
กลิ่นหอมของไม้สนค่อย ๆ เจือจางลง อินเมี่ยวรู้ดีว่า 'รบกวน' ที่เขาหมายถึง ก็คือให้ช่วยคอยอำพรางให้เขานั่นเอง เรื่องแค่นี้สำหรับนางมันไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร
"เจ้าดูจะมิได้ใคร่รู้สักเท่าไร?"
เซียวเสวียนถามอีกครั้ง
หือ?
นางควรจะอยากรู้อะไรกันล่ะ?
อินเมี่ยวชะงักไปเล็กน้อย แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า 'รู้อะไรมากไปจะโดนเก็บ' แบบที่เขาว่ากัน แต่นางก็พูดประโยคนั้นออกมาไม่ได้หรอก
"คนทุกคนล้วนมีความลับเป็นของตนเอง เป็นเรื่องธรรมดายิ่งนักเจ้าค่ะ"
อินเมี่ยวเอ่ยตอบไป
แต่ยังไม่ทันที่นางจะภูมิใจกับคำพูดสุดเท่ของตนได้สำเร็จ เสียงของระบบก็ดังขึ้นมาทำให้นางชะงักค้างอยู่กับที่ทันที
【ติ๊ง~ ภารกิจชั่วคราวของระบบได้ถูกเปิดใช้งาน พยายามซักถามจุดประสงค์ของตัวละครหลักในเนื้อเรื่อง *1】
"……"
ภายในใจของอินเมี่ยวถึงกับปั่นป่วนทันที นางรู้เลยว่าทุกครั้งที่เซียวเสวียนเริ่มมีอะไรเคลื่อนไหว ระบบเจ้ากรรมก็ต้องออกมาเพ่นพ่านทุกที
แล้วยัง *1 นั่นอีก หมายความว่าอะไร? หรือต่อไปมันยังจะมีอีกเรื่อย ๆ งั้นหรือ!?
อินเมี่ยวถอนหายใจแล้วกล่าวขึ้นด้วยความปลงว่า
"แต่หากความลับนั้นมีมากเกินไป เกรงว่าจะกลายเป็นบ่อเกิดของโรคไข้ใจ หากท่านไม่ถือสา จะลองเจาะโพรงต้นไม้เล่าความออกมาก็ยังได้ หรือ…ข้าก็ยินดีเป็นโพรงต้นไม้ให้ท่านเล่าความก็ได้นะเจ้าคะ"
เอาเถอะ ฟังดูสิ คำพูดแบบนี้มันใช่สิ่งที่นางคนใจแข็งจิตโหดอย่างนางควรพูดหรือ? ถึงกับอยากถุยน้ำลายใส่ตนเองเลยทีเดียว!
"โพรงต้นไม้…ก็น่าสนใจดีอยู่หรอก"
เซียวเสวียนยิ้ม แล้วจ้องมองเด็กสาวตรงหน้า ใบหน้าของนางเริ่มขึ้นสีระเรื่อ หันหน้าหนีเล็กน้อย ใบหูเล็กขาวยังเป็นสีชมพูจาง ๆ อยู่เลย
"แต่เจ้าก็ยังเยาว์วัยอยู่มากนัก บางเรื่องแม้ข้าจะกล่าวออกไป ก็เกรงว่าเจ้าจะยังมิอาจเข้าใจได้"
เซียวเสวียนเปลี่ยนน้ำเสียง กล่าวอย่างหนักแน่น
"……"
แล้วแบบนี้นางจะต้องอยากรู้อะไรตรงไหนอีกล่ะ?! เจ้าระบบ กำลังเล่นตลกกับข้าใช่ไหมเนี่ย!
【ติ๊ง~ ภารกิจชั่วคราวของระบบเสร็จสมบูรณ์แล้ว รางวัลได้ถูกส่งไปยังพื้นที่จัดเก็บแล้ว】
อินเมี่ยวที่หัวใจแทบแหลกสลายไปเมื่อครู่ ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนได้รับการเยียวยาจากเสียงแจ้งเตือนของระบบแล้วอย่างประหลาด
"ท่านกล่าวได้ถูกต้อง ข้าเองเหมือนได้ยินเสียงท่านแม่เรียกอยู่ เห็นทีว่าคงจะถึงเวลามื้ออาหารแล้วล่ะเจ้าค่ะ ท่านก็ควรเตรียมตัวมารับประทานด้วยนะเจ้าคะ"
อินเมี่ยวกล่าวจบ ก็รีบพาเจ้าเซียงรุ่ยที่ร้องโวยวายจะกินข้าวออกจากห้องของเซียวเสวียนกับพวกเขาทันที
หลังจากอินเมี่ยวจากไป หยุนเจียงก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนว่า
"นายท่าน วันนี้คุณหนูอินมีอายุครบสิบห้าปีเต็มแล้ว ถือว่าเข้าสู่วัยปักปิ่นแล้วขอรับ"
ในแคว้นหนานเซียวนั้น หญิงสาวเมื่ออายุครบสิบห้าก็สามารถแต่งงานได้แล้ว แต่เมื่อครู่นายท่านยังกล่าวว่า 'นางยังเยาว์วัยอยู่เลย'…
"อืม ที่กล่าวไปเมื่อครู่ ก็แค่คำพูดเท่านั้นแหละ"
เซียวเสวียนเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ
เรื่องพิธีปักปิ่นของอินเมี่ยวนั้น คนในครอบครัวต่างก็เห็นพ้องกันว่าจะเลื่อนออกไปก่อน
ในแคว้นหนานเซียว เมื่อหญิงสาวอายุครบสิบห้าจะสามารถจัดพิธีปักปิ่นได้ โดยเลื่อนได้ช้าสุดไม่เกินอายุยี่สิบ ด้วยความที่เป็นเรื่องใหญ่ในบ้าน เว่ยซื่อจึงตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่าจะเลื่อนไปก่อน เพราะนางไม่อยากให้ลูกสาวต้องรู้สึกฝืนใจ
นางคิดว่า หากฐานะของบ้านดีขึ้นในภายหน้า งานพิธีของลูกสาวก็จะยิ่งสมเกียรติและยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น
ส่วนอินป๋ออู่นั้นก็เห็นด้วยอย่างมาก เพราะการจัดพิธีปักปิ่น ก็เป็นเสมือนการประกาศว่าบุตรสาวพร้อมจะเข้าสู่วัยแต่งงานแล้ว แต่พอมองไปรอบหมู่บ้าน เขาไม่เห็นว่ามีชายใดคู่ควรกับบุตรสาวเลยแม้แต่คนเดียว
แม้เว่ยซื่อจะเคยกล่าวถึงซูหว่านเฟิงว่ามีนิสัยดีมีคุณธรรม แต่อินป๋ออู่กลับเห็นว่าชายคนนั้นยังขาดความเป็นชายในแบบที่เขาคาดหวังอยู่ดี อย่างน้อยก็ต้องเป็นชายที่เหมาะสมกับบุตรสาวของเขาอย่างแท้จริงจึงจะยอมรับได้
“ท่านพ่อ ข้าได้ยินหมอซูเอ่ยถึงอาการของคุณชายเซียวเมื่อหลายวันก่อน บอกว่าช่วงนี้อากาศเริ่มอบอุ่น หากได้ขยับร่างกายเสียบ้าง จะเป็นผลดีต่อการฟื้นตัวเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวกับน้องชายกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร เห็นเซียวเสวียนเดินออกมาจากด้านใน ก็หันไปกล่าวกับอินป๋ออู่ทันที
“อืม ระยะนี้ก็อากาศอุ่นขึ้นจริง ๆ ตอนเช้าก็ไม่มีลมเย็นแล้วล่ะ”
อินป๋ออู่พยักหน้าเห็นด้วย
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ควรออกเดินเล่นบ้างเถิด ขอเพียงเป็นผลดีกับร่างกายของคุณชายเซียวก็เพียงพอแล้ว”
หลิวซื่อเองก็กล่าวด้วยน้ำเสียงห่วงใย
เซียวเสวียนรู้ดีว่าสาวน้อยผู้นี้กำลังช่วยตนอยู่ จึงยิ้มพลางกล่าวว่า
“ข้าก็ใคร่จะออกไปเดินเล่นอยู่หรอก เพียงแต่ยังมิได้คุ้นเคยกับบริเวณรอบบ้านเท่าใดนัก”
“พี่ชายอยู่แต่ในบ้านทั้งวัน แน่นอนว่าย่อมไม่คุ้นเคย! แต่พี่สาวเมี่ยวของข้าน่ะ รู้จักทุกซอกทุกมุมเลยนะ!”
เสี่ยวหานเอ่ยอย่างภูมิใจเต็มที่
“อา ใช่แล้ว ภายในหมู่บ้านฉางหลิงแห่งนี้ ไม่มีที่ใดที่ข้ามิรู้จักเลยล่ะเจ้าค่ะ สองวันนี้ข้าว่างอยู่พอดี เดี๋ยวจะพาพวกท่านออกเดินชมหมู่บ้านเอง”
อินเมี่ยวรับมุกต่ออย่างคล่องแคล่ว
“แต่อย่าได้เดินไกลเกินไปนัก คุณชายเซียวมิได้ออกจากเรือนมานานนัก ควรค่อย ๆ ทำไปจะดีกว่า”
หลิวซื่อกล่าวเสริมอีกครั้ง เมื่อมองดูคนทั้งบ้านแล้ว เว้นเสียแต่พวกสะใภ้ทั้งสามแล้ว อินเมี่ยวก็เป็นผู้ที่มีเวลาว่างมากที่สุด ส่วนจางซื่อถึงจะว่างก็เถอะ แต่ไหนเลยจะไปเดินกับบุรุษอื่นได้ นางเป็นหญิงมีสามีแล้ว ดูไม่เหมาะนัก
“เช่นนั้นก็ขอเป็นหนี้คุณหนูอินสักครั้งแล้ว”
เซียวเสวียนกล่าวพลางหันหน้ากระแอมเบา ๆ
“หาได้เป็นสิ่งใดไม่เจ้าค่ะ!”
อินเมี่ยวรีบตอบกลับด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย ขณะนั้นอาหารทั้งหมดก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะแล้ว อินเมี่ยวที่วิ่งขึ้นเขามาแล้วรอบหนึ่งก็หิวจนท้องร้องแล้วเช่นกัน
เว่ยซื่อรินสุราใส่จอกมอบให้แก่บุรุษทั้งหลายที่นั่งร่วมโต๊ะ หน้าซียวเสวียนเองก็มีจอกเล็ก ๆ หนึ่งใบ แต่เป็นสุราที่ผ่านการอังน้ำร้อนมาแล้ว ถึงคนป่วยจะไม่ควรดื่มสุรา แต่เซียวเสวียนก็กล่าวว่าไม่เป็นไร ขอจอกหนึ่งจิบพอหอมปากหอมคอก็พอใจแล้ว
“ฝีมือของหยุนเหอช่างประณีตยิ่งนัก ถือเป็นของล้ำค่ายิ่ง”
อินเฉิงอวิ๋นตักซุปไก่ตุ๋นโสมขึ้นมาชิม รสชาตินั้นทั้งหอมหวานกลมกล่อม เนื้อไก่เองก็นุ่มลิ้นแทบละลายในปาก
หยุนเหอกับหยุนเจียงก็ถูกเชิญมานั่งร่วมโต๊ะด้วย เมื่อได้ยินคำชม หยุนเหอก็ไม่แสดงอาการใด เพียงพยักหน้าน้อย ๆ เท่านั้น
“ทุกท่านลองชิมจานเห็ดหูหนูดูสิเจ้าคะ นี่เป็นของที่เมี่ยวเอ๋อร์พาข้าไปหาเอาบนเขา รสชาติดีกว่าที่เคยกินมาอีก”
จางซื่อเอ่ยพลางใช้ตะเกียบกลางคีบอาหารใส่จานให้พ่อแม่สามีอย่างใส่ใจ
“เมี่ยวเอ๋อร์เอ๋ย ระยะนี้ก็ลำบากเจ้าอยู่มาก ย่ารู้สึกขอบใจอย่างสุดหัวใจ เจ้าต้องคอยนึกถึงตัวเองให้มากด้วยนะ ตอนนี้คนในบ้านก็อยู่พร้อมหน้าแล้ว ทุกคนต้องช่วยกันประคับประคองเมี่ยวเอ๋อร์ให้มาก ๆ ด้วย”
ท่านย่าหลิวซื่อวางตะเกียบลง แล้วเอ่ยกับทุกคนในบ้านด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงใจ
“เจ้าค่ะ ท่านย่า”
อินเมี่ยวรู้สึกซาบซึ้งใจมาก ย่าหลิวซื่อถึงแม้จะไม่ค่อยออกจากเรือน แต่ก็เป็นคนที่ห่วงใยนางที่สุดรองจากพ่อแม่
“ท่านแม่ ท่านวางใจเถิด หากวันหน้าเมี่ยวเอ๋อร์ถูกผู้ใดรังแก ข้าจะเป็นคนแรกที่กระโจนเข้าไปอัดมันจนฟันหลุดหมดปาก!”
อินป๋ออู่กล่าวขึ้นอย่างฮึกเหิม
“ข้าด้วย ๆ ข้าก็จะช่วยพี่สาวเมี่ยวอัดคนเลวเหมือนกัน!”
เสี่ยวหานตะโกนเสียงใส ทุกคนที่โต๊ะก็หัวเราะครื้นเครงกันทั่วหน้า
อาหารมื้อนี้ผ่านไปอย่างชื่นมื่น ทั้งโต๊ะพูดคุยกันอย่างมีความสุข แม้แต่เซียวเสวียนก็อยู่ร่วมโต๊ะจนจบมื้อ ก่อนจะกลับเข้าห้องพัก
เดิมทีเซียวเสวียนต้องพิงแขนหยุนเจียงกับหยุนเหอถึงจะเดินเข้าห้องได้ แต่พอประตูไม้ปิดลง ร่างของเขาก็กลับมายืนมั่นคงเหมือนไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเลย
“ไปบอกหลี่เทียนหยางว่า มะรืนนี้ออกเดินทาง”
“ขอรับ”
หยุนเจียงก้มศีรษะรับคำสั่ง แล้วร่างก็หายวับออกจากห้องไปทันที…
ภายในมิติลับ อินเมี่ยวถอนหายใจยาว แล้วหยิบพัดหยกพร้อมฐานที่หลี่เทียนหยางให้มาวางไว้ใต้ศาลา
ไม่ผิดจากที่คิด เสียงของระบบก็ดังขึ้นมาอีกครั้งทันที
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 71 ยืมข้าว
【ขอแสดงความยินดีกับเจ้าของภารกิจ! พื้นที่เก็บของได้รับการอัปเกรดเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่นี้ไปพืชผลประเภทธัญพืชภายในพื้นที่จะสุกพร้อมเก็บทุก ๆ 15 วัน】
อินเมี่ยวฟังแล้ว ใจยังคงนิ่งสงบไม่ตื่นเต้น
เอาเถอะ เวลาเก็บเกี่ยวมันก็เท่ากับที่นางบอกไว้กับเว่ยซื่อกับอินป๋ออู่อยู่แล้วนี่นา เดิมทีนางตั้งใจจะเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้หน่อย ตอนที่ในพื้นที่ยังสุกทุก 20 วัน ก็เลยบอกทั้งสองคนไปแค่ 15 วัน
ไม่คิดเลยว่า...จะอัปเกรดง่ายขนาดนี้!
แต่ช่างมันเถอะ ถึงยังไงข้าวสารที่เก็บไว้จากรอบก่อน ๆ ในพื้นที่ก็ถูกใช้จนหมดแล้ว ที่คิดไว้ว่าจะลำบากก็เลยกลายเป็นไม่มีอะไรน่ากังวล
อินเมี่ยวคิดพลางเดินไปทางเล้าไก่อีกครั้ง ไก่พวกนั้นตอนนี้ดูจะโตขึ้นอีกระดับแล้ว ข้างรั้วไม้กลมที่ล้อมเป็นคอก นางก็เห็นของที่ไม่คาดฝันเข้าอย่างหนึ่ง
ไก่นางออกไข่แล้วเหรอ?!
แถมยังออกมาเรียงสวยเป๊ะอยู่สี่ฟองติดกัน! โตเร็วกว่าไก่รุ่นที่ซื้อมาก่อนหน้าเยอะมาก
【หลังจากพื้นที่ได้รับการอัปเกรด อัตราการเติบโตของสัตว์เลี้ยงก็จะเร็วขึ้นเช่นกัน】
ระบบรีบแจ้งอธิบาย
“อย่างนั้นรึ ข้าเข้าใจแล้ว”
พอได้ยินระบบพูด อินเมี่ยวก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้ตัวเองน่าจะได้รับรางวัลจากภารกิจด้วย เมื่อนางเปิดกล่องแช่เย็นใส่ไข่ทั้งสี่ฟองลงไปแล้ว ก็เจอของที่เพิ่มขึ้นมาในนั้นจริง ๆ
เป็นไอศกรีมรสวานิลลาถังใหญ่
จะบอกว่าไม่ดีใจเลยก็คงโกหก อย่างน้อยภารกิจครั้งนี้ก็แค่พูดจาไร้หลักการไม่กี่ประโยคเท่านั้น
แต่เพราะตอนเย็นกินข้าวอิ่มเกินไป นางเลยแค่ลองชิมไปไม่กี่คำ แล้วก็เก็บไอศกรีมคืนกลับไปในกล่องเหมือนเดิม
“ระบบ ถ้าไม่ได้รับชุดเริ่มต้นตอนแรก อย่างเช่นพื้นที่นี้ งั้นรางวัลจากภารกิจที่ตามมาทั้งหมดก็จะไม่ได้ใช่มั้ย?”
อินเมี่ยวคิดถึงหลี่เทียนหยางที่ลืมกดรับชุดเริ่มต้นขึ้นมา
【ใช่แล้ว รางวัลภารกิจทั้งหมดจะถูกส่งเข้าไปในพื้นที่ หากไม่มีพื้นที่ จะถือว่าเจ้าของภารกิจสละสิทธิ์ในการรับรางวัล】
โอ้โห...น่าสงสารจริง ๆ
อินเมี่ยวอดรู้สึกเสียดายแทนหลี่เทียนหยางไม่ได้ ถึงขั้นไม่มีสิทธิ์รับรางวัลเลยเหรอ!?
เช้าวันถัดมาก็มีชาวบ้านอีกกลุ่มมายืนหน้าประตูบ้านตระกูลอิน ขอจะยืมข้าวกิน แต่ก็ถูกสามพี่น้องตระกูลอินที่กำลังจะออกจากบ้านปฏิเสธ
“พูดตรง ๆ เลยนะ เมื่อวานพวกข้าก็เอาข้าวสารที่เหลืออยู่ทั้งหมด ไปตอบแทนพี่น้องที่มาช่วยงานแล้ว ตอนนี้ในบ้านก็ไม่มีข้าวให้ยืมอีกแล้วล่ะ”
อินป๋อเหวินพูดขึ้น พลางนั่งอยู่บนรถไม้ที่มีล้อเลื่อน
“งั้น...ยืมเป็นเหรียญอีแปะแทนได้ไหมล่ะ? ถ้าเอาข้าวไปส่งไม่ได้ ก็ส่งเป็นเหรียญก็ได้ไม่ใช่รึไง?”
หลี่ซานเลี่ยงแทรกเข้ามาถามจากแถวหน้า
“เจ้าคิดว่าพวกข้าเป็นเศรษฐีรึ?”
อินเฉิงอวิ๋นย้อนถามกลับ
“ก็พวกท่านช่วยกันตั้งมากมาย พวกเราก็จนตรอกแล้วจริง ๆ นี่นา”
หลี่ซานเลี่ยงตอบกลับด้วยเสียงแผ่ว ๆ
“งั้นก็คงช่วยไม่ได้แล้วล่ะ ข้าวกับเงินในบ้านเมื่อวานก็ใช้จนหมดเกลี้ยงแล้ว”
อินป๋ออู่ยกมือขึ้นแบบหมดหนทาง
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากช่วยนะ แต่เมื่อวานยังมีข้ออ้างให้ช่วย วันนี้ไม่มีข้ออ้างอะไรอีกแล้ว
สุดท้าย ชาวบ้านพวกนั้นก็ต้องเดินจากไปอย่างหงอยเหงา ส่วนสามพี่น้องก็เพิ่งจะรู้ว่า วันนี้คือวันสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่จะมารับส่งข้าว ถ้าใครยังส่งไม่ได้ ก็ต้องถูกเกณฑ์แรงงานไปทำงานนอกพื้นที่
สิ่งที่เรียกว่า "แรงงานเกณฑ์" หรือ "เหยาอี้" นั้น ก็คือแรงงานฟรีที่ถูกเรียกไปทำงาน เช่น สร้างถนน สร้างสะพาน หนักเอาเรื่อง และบางคนต้องอยู่ทำอยู่นานถึงสองเดือน
ที่แย่คือ บางคนถึงกับตายกลางทางเพราะอุบัติเหตุจากงานหนัก แต่ทางการก็ไม่รับผิดชอบ ไม่ให้ข้าวไม่ให้ที่พักอีกต่างหาก ใคร ๆ ก็เลยไม่อยากไป
แต่ถึงอย่างนั้น ทุกปีแรงงานเกณฑ์ก็ยังมีจำนวนมาก เพราะคนที่ไม่มีปัญญาส่งข้าวหรือจ่ายภาษีนั้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนอินเมี่ยวนั้นถูกเสียงร้องไห้จากบ้านข้าง ๆ ปลุกให้ตื่น
บ้านตระกูลอินกับบ้านตระกูลหลัวอยู่ติดกัน ถึงแม้จะมีการยกกำแพงบ้านให้สูงขึ้น แต่เสียงร้องไห้ที่ดังลอดมาก็ยังฟังออกว่าเป็นเสียงของหลัวซูอิง
สองบ้านนี้ถือว่าค่อนข้างสนิทกัน เว่ยซื่อกับเจินซื่อเองก็มีท่าทีจะไปดูให้รู้แน่ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่กลับโดนอินเมี่ยวรั้งไว้
“นางคือคนที่เคยแอบขโมยสมุนไพรจากบ้านหมอซูงั้นหรือ?”
พอเจินซื่อได้ยินก็ลังเลขึ้นมาทันที เมี่ยวเอ๋อร์พูดถูก เรื่องนี้คือเรื่องภายในบ้านของตระกูลหลัว
ฟังจากเสียงดูแล้วเหมือนกับว่าหลัวซูอิงกำลังขอยืมข้าวจากหลัวต้าจื้อ แต่กลับโดนปฏิเสธ
“เช่นนั้นก็อย่าเพิ่งเข้าไปยุ่งเลยดีกว่า เรื่องนี้ต้องให้คนในบ้านเขาจัดการกันเองเถิด”
เว่ยซื่อได้สติกลับมา ก็พยักหน้าเห็นด้วยกับเมี่ยวเอ๋อร์
เสียงโวยวายจากบ้านข้าง ๆ ยังคงไม่หยุดลง และเสียงของหม่าชุ่ยฮวาก็ดังชัดเจนลอดกำแพงเข้ามา
“บ้านเราก็เพิ่งจะส่งข้าวไปเมื่อวันก่อน จะมีเหลือให้เจ้ายืมได้อย่างไรเล่า เจ้าอ้าปากก็บอกจะเอาตั้งสามโต่ว บ้านเราก็ไม่มีเหมือนกันนั่นแหละ!”
“น้องสะใภ้ ข้าไม่มีหนทางแล้วจริง ๆ ตอนนี้ในบ้านก็มีแต่เจ้าเซี่ยที่ยังทำงานได้ ถ้าเขาต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงาน ข้ากับลูกสาวจะอยู่กันอย่างไรเล่า!”
หลัวซูอิงร่ำไห้กล่าวด้วยความสิ้นหวัง
“งั้นเจ้าก็ให้พี่เซี่ยของเจ้าหาวิธีเองบ้างสิ จะให้เจ้ามาคอยจัดการทุกเรื่องอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ได้อย่างไร?”
หม่าชุ่ยฮวากับหลัวต้าจื้อเห็นคนเริ่มมามุงดูอยู่หน้าประตูบ้านแล้ว เลยอยากจะรีบดึงหลัวซูอิงเข้าไปข้างใน แต่หลัวซูอิงกลับนั่งลงที่หน้าประตูเลย ดึงเท่าไรก็ไม่ยอมลุก
“พี่เซี่ยจะหาทางอะไรได้เล่า เขาก็เป็นแค่คนซื่อ ๆ คนหนึ่งเท่านั้น น้องสะใภ้ ดูทีเถิด ข้ายืมไปนิดเดียวก็ได้ วันหลังข้าจะเอามาคืนแน่ ๆ”
เสียงของหลัวซูอิงดังขึ้นอีกขั้นอย่างน่าสงสาร
“ชุ่ยฮวา…หรือเราจะให้พี่เขานิดหน่อยดีไหม?”
หลัวต้าจื้อกระซิบกับหม่าชุ่ยฮวาอย่างลังเล
“ไม่ให้! ให้แล้วพวกเราจะกินอะไรกัน?”
หม่าชุ่ยฮวาขมวดคิ้วแน่น ใจอยากจะลากสามีกลับเข้าเรือนไปอบรมสั่งสอนให้รู้สำนึกเสียจริง
“น้องชาย…บ้านพวกเจ้ามีข้าวเหลืออยู่ใช่ไหมล่ะ? พี่ขอร้อง แค่สามโต่วเอง ได้ไหม?”
หลัวซูอิงเห็นแววความหวัง ก็เปลี่ยนเป้าหมายไปอ้อนหลัวต้าจื้อทันที
“ซูอิง เจ้าก็แต่งงานออกไปตั้งนานแล้ว จะกลับมายืมนั่นยืมนี่จากบ้านน้องชายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกไม่ได้หรอกนะ อีกอย่าง เจ้าก็รู้อยู่ว่าบ้านน้องชายเองก็ลำบากใช่น้อย”
หลัวติ้งข่ายกล่าวด้วยน้ำเสียงอ้อมค้อม แต่ฟังแล้วก็ชัดเจนว่าเข้าข้างหม่าชุ่ยฮวา
“ท่านพ่อ ท่านใจดำถึงเพียงนี้เลยหรือ? ยอมปล่อยให้ข้ากับลูกอดข้าวก็ยังได้หรือไร?”
หลัวซูอิงต่อว่าพ่อของตนด้วยเสียงสะอื้น
“สิ่งที่น้องสะใภ้เจ้าว่าก็ถูก เจ้าเซี่ยก็ควรจะหาทางแก้ปัญหาบ้าง ทุกครั้งมีเรื่องอะไรเจ้าก็เป็นคนออกหน้า ถ้าคราวนี้ส่งข้าวไม่ได้จริง ๆ ข้าว่าปล่อยให้เขาไปเป็นแรงงานเสียสองเดือนก็ดีเหมือนกัน”
พอพูดถึงลูกเขยที่อ่อนแอไร้ความสามารถ สีหน้าและน้ำเสียงของหลัวติ้งข่ายก็แย่ลงกว่าเดิม
เสียงทะเลาะร้องไห้ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง เว่ยซื่อฟังแล้วก็ส่ายหน้า ไม่อยากจะฟังต่ออีก
“เมี่ยวเอ๋อร์ เจ้าว่าบ้านหลัวเขาจะยอมให้ยืมข้าวหรือไม่?”
ไม่รู้ว่าจางซื่อโผล่มาตอนไหน นางนั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ มือยังถือหมั่นโถวที่อุ่นไว้ตั้งแต่เช้า กำลังกัดกินอยู่พลางถาม
อินเมี่ยวถอนหายใจแล้วตอบว่า
“ไม่แน่หรอกเจ้าค่ะ ป้าหม่าน่ะไม่ให้แน่ ๆ แต่สองคนที่เหลือนั้น...ยังพอมีความเป็นไปได้”
“แต่ข้าได้ยินว่าท่านติ้งข่ายเองก็เหมือนจะเข้าข้างป้าหม่านะ?”
จางซื่อยังคงคิดว่าคงไม่ให้แน่
“ภายนอกอาจดูเหมือนเข้าข้าง แต่ถ้าปล่อยให้คนในบ้านตัวเองถูกเกณฑ์แรงงานจริง ๆ ความรับผิดชอบก็จะตกอยู่กับพี่หม่าทั้งหมดนั่นแหละ”
เจินซื่อตอบแทนเมี่ยวเอ๋อร์อย่างแน่นอน
จางซื่อพยักหน้าอย่างไม่แน่ใจนัก จนกระทั่งเสียงทะเลาะโวยวายจากบ้านข้าง ๆ เงียบลง นางจึงยอมรับว่าที่อินเมี่ยวกับเจินซื่อพูดนั้นถูกต้องจริง ๆ หลัวต้าจื้อให้หลัวซูอิงยืมข้าวไปแล้วจริง ๆ
เกร็ดอธิบายท้ายบทจากผู้แต่ง
มีหลายคนถามเข้ามาว่า 1 โต่ว เท่ากับกี่จิน
คำตอบคือ:
1 โต่ว = 12 จิน
1 ฉือ = 10 โต่ว = 120 จิน
ผลผลิตในพื้นที่ของนางเอกแต่ละครั้ง จะได้ประมาณ 1000 จิน หรือก็คือ 8 ฉือ
ส่วนหน่วยเงินที่ใช้ในเรื่องมีดังนี้:
1 ตำลึงทองคำ = 2,000 หยวน ≈ 10 ตำลึงเงิน
1 ตำลึงเงิน = 200 หยวน ≈ 1,000 เหวิน หรือ 1 ก้วน (พวงเหรียญ)
1 อีแปะ ≈ 0.2 หยวน
(หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยนนี้เป็นค่ากลางในแต่ละยุคเท่านั้น เอาไว้ใช้ในเรื่องเพื่ออ้างอิงคร่าว ๆ)
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 72 ผู้คนที่ได้พบ
พวกเจ้าหน้าที่ที่มารับข้าวในหมู่บ้านฉางหลิงในที่สุดก็ออกเดินทางกลับแล้ว รถไม้บรรทุกที่ตอนมาเปล่าโล่ง พอตอนกลับกลับอัดแน่นไปด้วยถุงข้าวเต็มคัน มองดูรถม้าเคลื่อนห่างออกไปเรื่อย ๆ จิตใจของเว่ยหลี่เจิ้งกลับเต็มไปด้วยความหดหู่
“กฎหมายร้ายยิ่งกว่าสัตว์ร้าย” ทุกครั้งที่ต้องส่งข้าวหรือจ่ายภาษี ก็เท่ากับต้องควักผลของแรงงานทั้งปีของชาวบ้านออกมาทิ้งเปล่า ๆ
แต่ก็ยังดีอยู่บ้าง ที่รอบนี้มีคนต้องไปเป็นแรงงานเกณฑ์แค่สิบกว่าคน ต้องขอบคุณที่ทางบ้านตระกูลอินยอมให้ยืมข้าวกันไปบ้าง ไม่อย่างนั้นคงมีคนถูกเกณฑ์ไปมากกว่านี้แน่
“แค่ให้ยืมข้าวนี่ถึงขั้นกลายเป็นมีศัตรูเลยหรือ? พวกเขาจะต้องไปเป็นแรงงานเกณฑ์มันเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วยล่ะ ข้ากลับมาพยุงท่านพี่รองอยู่ดี ๆ ยังเห็นสายตาบางคนเปลี่ยนไปเลย”
อินเฉิงอวิ๋นบ่นอย่างไม่เข้าใจนัก แต่เพราะอินป๋อเหวินคลุกคลีอยู่ในหมู่บ้านมานานกว่าก็เลยเตือนเขาให้มองโลกตามความเป็นจริง
“เรื่องในหมู่บ้านบางทีก็ยิ่งกว่าราชสำนักนะ เราจะไปทำให้ทุกคนพอใจไม่ได้หรอก”
อินป๋อเหวินกล่าวพลางจัดเรียงสมุดโบราณที่เป็นแบบร้อยด้ายซึ่งเหลืองเก่าไปตามกาลเวลาอยู่ในมือ
“ท่านอาสามไม่ต้องไปใส่ใจพวกนั้นหรอก ข้าขุดสมุนไพรจากเขาลงมา ยังมีคนแอบมองแรงใส่ข้าเลยด้วยซ้ำ”
อินเมี่ยวพูดแบบติดตลก นางเคยผ่านโลกหลังหายนะมาก่อน หลายอย่างที่นี่ก็ไม่ต่างกันเท่าไร
“คราวหน้าข้าจะขึ้นเขาไปกับเจ้า หากผู้ใดกล้ามอง ข้าจะจ้องกลับให้เลย!”
คำพูดของอินเฉิงอวิ๋นทำให้อินเมี่ยวหลุดหัวเราะออกมาเสียงใส จากนั้นก็นึกขึ้นได้บางเรื่อง จึงรีบบอกขึ้นว่า
“พรุ่งนี้ข้าอยากออกไปหาอะไรในป่าบนเขาแต่เช้า พอดีคุณชายเซียวก็อยากออกมาเดินบ้าง ข้าจะพาเขากับสองคนนั้นขึ้นเขาไปเดินเล่นกัน”
“ได้เลย ขอเพียงอย่าให้คุณชายเซียวเหนื่อยเกินไปก็พอ”
อินป๋ออู่กล่าว เขาไม่ได้กังวลเลย เพราะมีหยุนเจียงกับหยุนเหอตามไปด้วย
“ท่านพ่อวางใจเถิด พวกเราจะค่อย ๆ เดินขึ้นไป อาจได้ปีนขึ้นถึงยอดเขาเล่นด้วยนะเจ้าคะ!”
อินเมี่ยวพูดด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ข้าก็อยากไปกับพี่สาวเมี่ยวจังเลย แต่ข้าต้องไปเรียนที่โรงเรียนของท่านอารอง…”
เสี่ยวหานเบ้ปากน้อย ๆ แถมเขาก็ยังตื่นเช้าไม่ค่อยไหวด้วย
“โรงเรียนก็มีวันหยุดนี่ ไว้เจ้าหยุดเมื่อใด พี่จะพาเจ้าขึ้นเขาไปเที่ยวด้วย”
อินเมี่ยวลูบศีรษะเจ้าตัวน้อยพร้อมเสียงปลอบเบา ๆ
เช้าวันถัดมา เว่ยซื่อลุกขึ้นมาแต่เช้าตามปกติ ตั้งใจจะมาปลุกลูกสาวให้ล้างหน้าแปรงฟันก่อน แต่พอเปิดประตูเข้าไปในห้องของอินเมี่ยวกลับพบว่าในห้องว่างเปล่า
“เด็กคนนี้ออกไปแต่เช้าเชียว ไม่คิดจะบอกอะไรเลยหรือไงนะ”
เว่ยซื่อบ่นกับตัวเองเบา ๆ
“อาจเพราะกลัวจะรบกวนพวกเราก็ได้ ข้าเห็นคุณชายเซียวกับพวกเขาทิ้งกระดาษจดหมายไว้บนโต๊ะอยู่ หมึกยังไม่แห้งดีเลย คงเพิ่งออกไปไม่นาน”
เจินซื่อพูดพลางถือแผ่นกระดาษที่มีข้อความเขียนอยู่ด้วยลายมือแบบเซียวเสวียน
เว่ยซื่อไม่ได้สงสัยอะไร ก็เลยเปลี่ยนไปปลุกเจ้าลูกชายแทน
ขณะเดียวกัน อินเมี่ยวกำลังเดินอยู่บนภูเขาฉางหลิงพร้อมกับเจ้าเซียงรุ่ย นางหยิบต้นมันเทศไม่กี่ต้นที่พกมาด้วยไปฝังไว้ในพงหญ้าอย่างไม่ดึงดูดสายตา แล้วก็เดินต่อไปตามลำพัง
เมื่อมุดเข้าไปในพุ่มไม้หนาใกล้ยอดเขา และแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่รอบ ๆ กับเจ้าเซียงรุ่ยแล้ว นางจึงเข้าสู่พื้นที่พิเศษของตนเอง
ตามแผนเดิม เซียวเสวียนได้ออกจากหมู่บ้านไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ส่วนกระดาษที่ทิ้งไว้บนโต๊ะนั้น อินเมี่ยวก็ลอกลายมือของเขาแล้วเขียนตามขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง แค่รอให้เขากลับมาที่ภูเขานี้ก็พอ
ในพื้นที่ของนาง มันเทศชุดก่อนถูกขุดจนแทบเกลี้ยงแล้ว แต่ตอนนี้รุ่นใหม่ก็สุกพร้อมเก็บอีก
นางไม่รู้ว่าสองหมูน้อยจะกินมันเทศหรือเผือกดิบหรือไม่ เลยเลือกจะนึ่งให้สุกในพื้นที่ก่อนแล้วค่อยโยนให้กิน
ส่วนไก่กับเป็ดทั้งหลายนั้น ก็กินแค่ธัญพืชกับเศษผักในพื้นที่ก็เพียงพอแล้ว
หลังจากทำงานไปสักพัก อินเมี่ยวก็กินอาหารที่เหลือจากคราวก่อนจนหมด จากนั้นก็ค่อย ๆ นั่งละเลียดกินไอศกรีมถังใหญ่ที่ได้รับรางวัลมาอย่างอารมณ์ดี
มันคือความสุขแบบ “หาเวลาพักท่ามกลางความยุ่งเหยิง” อย่างแท้จริง
อินเมี่ยวมองกล่องแช่เย็นที่ว่างเปล่าแล้วก็รู้สึกอยากให้ระบบส่งภารกิจใหม่มาอีกเร็ว ๆ จังเลย
“ก็ไม่รู้ว่าเซียวเสวียนกำลังทำอะไรอยู่ เขาน่าจะสวมหน้ากากหนังมนุษย์อยู่ สงสัยคงไปพบใครสักคนล่ะมั้ง?”
อินเมี่ยวพูดกับตัวเองพลางกินไปเรื่อย
ในเวลาเดียวกัน ด้านนอกเรือนเงียบสงบหลังหนึ่ง มีรถม้าธรรมดา ๆ คันหนึ่งจอดอยู่
หยุนเจียงกับหยุนเหอเดินตามหลังเซียวเสวียนเข้าไปด้านในอย่างเงียบเชียบ...
ผ่านโถงทางเดินที่มีหลังคาคลุมทั้งสองฝั่งไป จะเห็นซุ้มประตูที่สลับกันระหว่างกระเบื้องสีเทากับผนังสีขาว ตัวผนังของซุ้มประตูนั้นแกะสลักลวดลายงดงามประณีต กลางทางเป็นช่องทะลุที่มีฉากพิงหยกหินอ่อนบนโครงไม้จันทน์แดงตั้งอยู่ พอเดินอ้อมฉากไปแล้วจึงจะเข้าสู่ห้องโถงหลักของเรือนหลังนี้
“พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน”
เซียวเสวียนไม่ได้หันหลังกลับมา แต่เอ่ยกับคนด้านหลัง
“ขอรับ นายท่าน”
หยุนเจียงกับหยุนเหอรับคำ แล้วไปยืนเฝ้าอยู่ข้างฉากหินอ่อนตรงหน้าห้องโถงทันที
ด้านในห้องโถง เจ้าของบ้านก็รีบเดินออกมาด้วยท่าทางตื่นตระหนก
“เซวียนอ๋อง เซวียนอ๋อง เป็นพระองค์จริง ๆ หรือ!”
ชายชราวัยเกินครึ่งร้อยคนหนึ่งเอ่ยออกมาด้วยแววตาตื้นตันจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ต้องยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วสะอื้น
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ไร้ความสามารถ ทำให้ท่านต้องเป็นห่วงแล้ว”
ใบหน้าเย็นชาของเซียวเสวียนในยามนี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงเล็กน้อย
“ท่านอาจารย์จงไท่ฝู่กับเซวียนอ๋องได้พบกันอีกครั้ง ถือเป็นวาสนา เชิญเสด็จด้านในก่อนเถิด”
เว่ยจิงฝู่ซึ่งแต่งตัวอย่างเรียบง่ายกล่าวจบ ก็ประคองชายชราเข้าไปด้านใน
ภายในห้อง ม่านลูกปัดแก้วไหวเบา ๆ กลิ่นควันจากเตาชายังลอยคลุ้งอยู่บนโต๊ะ ชายชราผู้นั้นพลันทำถ้วยชาที่ถืออยู่หล่นลงพื้น
“ที่ฝ่าบาทตรัสหมายความว่า ภายในแคว้นหนานเซียวของเรา มีผู้แอบสมคบคิดกับแคว้นเป่ยโร่วอย่างนั้นหรือ?”
จงหยางเมิ่งเอ่ยพลางจ้องมองศิษย์คนโปรดในอดีตด้วยสายตาหนักแน่น
“เป็นเช่นนั้นขอรับ เดิมทีศิษย์ตั้งใจจะกลับเมืองหลวงเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ แต่กลับพบอุปสรรคมากมาย อีกทั้งยังถูกลอบสังหาร คนผู้นั้นต้องเป็นผู้มีอำนาจสูงแน่นอน”
เซียวเสวียนกล่าวพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวบนโต๊ะไปซับคราบน้ำที่พื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์ของตนอีกครั้ง
สีหน้าของจงหยางเมิ่งเปลี่ยนไปทันที “เรื่องนี้จะปล่อยไว้มิได้! ฝ่าบาทเสด็จกลับเมืองหลวงพร้อมข้าเถิด แม้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะทูลขอความเป็นธรรมให้ท่านให้จงได้!”
เซียวเสวียนกลับเพียงยิ้มเล็กน้อย แล้วไออย่างหนักก่อนจะพูดว่า
“ท่านอาจารย์ห่วงบ้านเมืองเช่นนี้ ศิษย์จึงกล้าพูด ขอฝากภาระนี้ไว้ที่ท่าน ขอเพียงมิใช่สายเกินไปนัก”
“แล้วตัวท่านเล่า? เหตุใดไม่เสด็จกลับกับข้าด้วย?”
จงหย่างเมิ่งเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ท่านอาจารย์ทราบหรือไม่ว่าบัดนี้บิดาของศิษย์อยู่แห่งหนใด? ต่อให้ศิษย์กลับเมืองหลวง บนร่างนี้ก็คงอยู่ได้อีกไม่นานนัก สิ่งที่เสียใจก็มีเพียงหนึ่งเดียว คือท่านพ่อฝากจดหมายไว้แล้วก็หายตัวไป ศิษย์เพียงอยากพบหน้าท่านสักครั้งในชาตินี้ สิ่งอื่นใดก็ขอฝากไว้กับท่านแล้วกันเถิด”
เซียวเสวียนหน้าซีดเผือด มองออกไปทางหน้าต่าง ดวงตาเต็มไปด้วยความคิดถึง
สีหน้าของจงหยางเมิ่งแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว แม้จะมีเพียงแวบเดียว แต่เซียวเสวียนที่หันกลับมาก็เห็นได้ทันที
“บิดาของท่านนั้น เป็นคนเจ้าสำราญอย่างแท้จริง แม้แต่ไท่ซ่างหวงยังไม่อาจควบคุมได้ ข้าก็เคยพยายามห้ามเขาแล้ว แต่เขาก็ยังตัดสินใจออกจากเมืองหลวงในที่สุด”
สิ่งที่จงหยางเมิ่งหมายถึงก็ชัดเจน เขาเองก็ไม่รู้ว่าอดีตอ๋องเซวียนผู้เฒ่าอยู่ที่ใด
พอได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเซียวเสวียนก็ปรากฏความผิดหวังชัดเจน เขาจึงกล่าวต่อไปว่า
“ข้าไม่ทราบว่า ครั้งนี้ที่ได้พบกับท่านอาจารย์ จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ ศิษย์ไร้ความสามารถ ขอฝากให้ท่านอาจารย์ช่วยกราบทูลต่อท่านพี่ข้า โปรดระวังผู้คนในราชสำนัก แม้แต่คนใกล้ตัวก็หาอาจไว้วางใจได้ไม่”
จงหยางเมิ่งพยายามเกลี้ยกล่อมอีกหลายประโยค แต่เมื่อเห็นว่าเซียวเสวียนไม่มีท่าทีจะยอมกลับ ก็ได้แต่ถอนหายใจยาวแล้วว่า
“ไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก ข้าจะนำความไปทูลแน่นอน”
(จบบท)