เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 37 แค้นนี้ต้องชำระ

ตอนที่ 37 แค้นนี้ต้องชำระ

ตอนที่ 37 แค้นนี้ต้องชำระ


ตอนที่ 37 แค้นนี้ต้องชำระ

ขณะที่นางกำลังจะลุกเดินออกไปข้างนอก จู่ ๆ กลุ่มคนที่สวมเครื่องแบบราชการก็รีบวิ่งเข้ามาในสวนหลังร้าน หลังจากเข้ามาแล้ว พวกเขาเคลื่อนตัวแหวกทางออกไปสองด้าน เพื่อหลีกทางให้ใครคนหนึ่ง

ชายในเครื่องแบบราชการเดินยืดอกเข้ามา หยวนเฟิงเห็นเช่นนั้นจึงรีบทักทายเขาทันที

“กุนซือหู”

ดวงตาเรียวเล็กของกุนซือหูจ้องไปที่ลั่วหลาน แล้วพูดว่า

“ข้าได้รับรายงานว่ามีคนแอบนำสมบัติของราชวงศ์ที่ไม่ทราบที่มามาจำนำ เป็นเจ้าหรือเปล่า?”

หลังจากได้ฟังสิ่งที่เขาพูด ในที่สุดลั่วหลานก็เข้าใจแล้ว เจ้าของร้านหยวนกล้าไปรายงานเจ้าหน้าที่ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจงใจถ่วงเวลา

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางไม่มีอันใดจะปกปิดแล้ว

นางยืนขึ้น แล้วเดินไปหากุนซือหูที่กำลังจ้องมองนางด้วยสีหน้าเหยียดหยาม

“ท่านคือกุนซือหูใช่หรือไม่? นำสมบัติของราชวงศ์มาจำนำแล้วมีปัญหาอันใด? ข้าไม่อาจนำสมบัติของตัวเองมาจำนำได้หรือ? กฎหมายใดของอาณาจักรต้าหนิง ที่บอกว่าการนำสมบัติของตัวเองมาจำนำนั้นผิดกฎหมาย?”

กุนซือหูขมวดคิ้วมองนาง ก่อนจะยกยิ้มมุมปากพูดอย่างเหยียดหยาม

“นำสมบัติของตัวเองมาจำนำหรือ? เจ้าไปเอาของมาจากไหน? เจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กสามขวบหรือ? เข้ามา…”

เมื่อเห็นว่ากุนซือหูกำลังจะลงมือเรียกคนมาจับ ลั่วหลานก็ขึ้นเสียงตวาดว่า

“ข้าคือพระชายาอวี้ พวกเจ้าคนใดกล้าแตะต้อง?”

ได้ฟังดังนั้น กุนซือหูจึงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ส่วนหยวนเฟิงก็นิ่งอึ้งไปเช่นกัน

ทุกคนในเมืองหลวงรู้ดีว่ามีพระชายาอวี้ที่ไม่เกรงกลัวความตาย แต่ยังไม่มีใครได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนาง ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าอ้างตนว่าเป็นพระชายาอวี้ กุนซือหูจึงไม่กล้าสั่งดำเนินการอย่างหุนหันพลันแล่น

แม้ว่าตำหนักอ๋องอวี้จะถูกราชสำนักปราบปราม และอ๋องอวี้กำลังจะสิ้นพระชนม์ แต่ก็มีการกล่าวกันว่าฉางกุ้ยเฟยมักจะไปตำหนักอ๋องอวี้เสมอ หากไปทำให้ใครบางคนในตำหนักอ๋องอวี้ขุ่นเคืองโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วทำให้ฉางกุ้ยเฟยโกรธ คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่นอน

กุนซือหูที่อยู่ตรงหน้านาง ไม่ใช่คนที่สามารถเกลี้ยกล่อมได้โดยง่าย เนื่องจากเขามาถึงที่นี่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะกลับไปมือเปล่า เขาสังเกตเห็นว่าคทาหรูอี้หยกที่อยู่ในมือของหยวนเฟิงเป็นของดี

ขณะที่ลูบเคราเล็ก ๆ ของตัวเอง เขาเบ้ปากแล้วถามว่า

“เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นพระชายาอวี้ ใครจะเชื่อล่ะ? ไม่เช่นนั้นหากข้าบอกว่าข้าเป็นฮ่องเต้ ก็ต้องมีคนเชื่อข้าน่ะสิ”

“บังอาจ”

ทันใดนั้นลั่วหลานก็จ้องหน้ากุนซือหู “เจ้ากล้าแอบอ้างตัวเป็นฮ่องเต้ได้อย่างไร เจ้ารู้หรือไม่ว่าโทษของการทำผิดเช่นนี้คืออันใด?”

กุนซือหูตระหนักได้ทันใดว่าตนทำผิดไปแล้ว เขาส่งเสียง “เฮ้ยเฮ้ยเฮ้ย” สามครั้ง แล้วพูดต่อ

“ข้า กุนซือหูกำลังถามเจ้าตอนนี้ อย่าเปลี่ยนเรื่อง เจ้าแค่บอกข้ามาสิ ว่าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเจ้าคือพระชายาอวี้? ถ้าวันนี้เจ้าไม่อาจพิสูจน์ให้ข้าเห็นได้ ก็อย่าโทษข้าที่จับเจ้ากลับไปสอบสวนที่ศาลาซุ่นเทียน”

ลั่วหลานได้ฟังเช่นนั้นก็กังวลเล็กน้อย นางไม่กลัวที่จะต้องเข้าไปในศาลาซุ่นเทียน นางกลัวว่าเหลิ่งอวี้จะกังวล ถ้านางกลับไปช้า ไม่ว่าวันนี้จะเป็นเช่นไร นางจึงต้องกลับไปก่อน

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางหรี่ตาพูดอย่างเย็นชา

“ถ้าเจ้าไม่เชื่อข้า เจ้าสามารถตามข้ากลับไปที่ตำหนักอ๋องอวี้ได้ คนรับใช้ทุกคนในตำหนักย่อมจำข้าได้ แต่ถึงตอนนั้นอย่าตำหนิว่าข้าหยาบคายกับเจ้าก็แล้วกัน”

สายตานางเฉียบคมขึ้นทันใด กุนซือหูนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นกะพริบตาสองสามครั้ง แล้วพูดด้วยสีหน้าถมึงทึง

“ข้าจะไม่ไปตำหนักอ๋องอวี้ ข้ายังมีธุระที่ต้องจัดการ”

พูดจบ เขาก็คว้าคทาหรูอี้หยกมาจากมือของหยวนเฟิง แล้วพูดอย่างเย็นชา

“ข้าจะเก็บของชิ้นนี้ไว้ให้เจ้าก่อน เมื่อเจ้าพิสูจน์ได้ว่าเจ้าคือพระชายาอวี้ ข้าค่อยคืนให้เจ้า”

หลังจากพูดแล้ว เขาโบกมือให้คนที่อยู่ข้างหลังเขา แล้วพูดว่า

“ไปเถิด กลับได้”

ลั่วหลานได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกราวกับว่าได้เผชิญหน้ากับโจร คนเหล่านี้ไม่ใช่ข้าราชการ เห็นได้ชัดว่าเป็นการปล้นกัน

แต่นางไม่อยากเข้าไปพัวพันกับพวกเขาอีกต่อไป เพราะเหลิ่งอวี้ยังรอนางอยู่ที่ตำหนัก ในใจนางได้บันทึกชื่อกุนซือหูกับเจ้าของร้านหยวนที่อยู่ตรงหน้านางไว้ในบัญชีดำแล้ว

นางหันไปมองเขาด้วยสายตาเย็นชา หยวนเฟิงรีบหลบสายตา แล้วพูดขณะโค้งคำนับว่า

“พระชายาโปรดอย่าโกรธเคืองเลย ข้าน้อยไม่ทราบจริง ๆ”

มุมปากของลั่วหลานกระตุกขณะมองเขา แล้วพูดด้วยความเย้ยหยัน

“ไม่มีประโยชน์ ข้าจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้แล้ว สักวันหนึ่งข้าจะคิดบัญชีกับเจ้าเป็นสองเท่า”

หลังจากพูดแล้ว นางหันหลังเดินออกจากประตูไปยังหน้าร้าน

เมื่อออกจากประตูโรงรับจำนำ นางเงยหน้าขึ้นมองป้ายเหนือประตู “โรงรับจำนำตระกูลหยวน”

นางจดจำชื่อนี้ไว้แล้ว ลูกผู้ชายสิบปีล้างแค้นก็ยังไม่สาย เพียงเพราะลั่วหลานยังไม่มีความสามารถในตอนนี้ ใช่ว่านางจะไม่มีความสามารถในอนาคต

ในเวลานี้ หยวนเฟิงวิ่งตามออกมา “พระชายา หากในอนาคตท่านนำสิ่งใดมาอีก หยวนจะรับไว้เอง...”

“ไม่ต้องแล้ว”

ลั่วหลานไม่ได้หันหน้าไปมองเขาตรง ๆ ด้วยซ้ำ เพียงแค่โบกมือโดยหันหลังให้เขา “ไม่มีอนาคตอีกแล้ว โรงรับจำนำตระกูลหยวน เจ้าละเมิดจรรยาบรรณของพ่อค้า สิ่งที่ข้านำมาจำนำคือสิ่งของ สิ่งที่ข้าต้องได้รับคือเงิน สำหรับคนที่มุ่งแต่จะเอาใจเจ้าหน้าที่เช่นเจ้า กิจการก็อยู่ได้ไม่นานหรอก”

หลังจากทิ้งคำพูดเหล่านี้ไว้ นางพ่นลมหายใจเบา ๆ แล้วสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

หยวนเฟิงรู้สึกเสียใจทันที เขาเป็นพ่อค้าที่จริงจัง แต่ครั้งก่อนที่นางมา เขาสงสัยว่านางอาจได้สิ่งของเหล่านี้มาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง คราวนี้นางนำของชิ้นใหญ่มาอีก เขากลัวว่าการยอมรับมันไว้จะทำให้เขาเดือดร้อน จึงบอกให้เสี่ยวเอ้อไปแจ้งเจ้าหน้าที่

เขาไม่คาดคิดว่านางจะเป็นพระชายาอวี้ แม้ว่าอ๋องอวี้ใกล้จะสิ้น แต่พระชายาอวี้คนนี้ก็ทำให้เขารู้สึกกลัวเล็กน้อย

ระหว่างทางกลับตำหนัก ลั่วหลานอารมณ์ไม่ดีเลย นางเสียคทาหยกหรูอี้ไป มิหนำซ้ำยังไม่ได้รับเงินสักตำลึง ซึ่งทำให้นางโมโหมาก

ทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่าไม่ว่าจะอยู่ในยุคใดก็ตาม มันเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่รอด หากไม่มีเงินและอำนาจ การที่คนธรรมดาจะมีชีวิตที่ดีได้นั้น เป็นเรื่องยากมากจริง ๆ

เรื่องนี้ยังกระตุ้นความปรารถนาของนางด้วย นางต้องการทำให้เหลิ่งอวี้ยืนหยัดขึ้นได้อีกครั้ง และทำให้ตำหนักอ๋องอวี้ได้รับความสนใจอย่างจริงจังอีกครั้ง

นางอารมณ์ไม่ดี แต่หลังจากกลับมาถึงตำหนักอ๋องอวี้ นางกลับมาร่าเริงสดใสอีกครั้ง

นางเป็นเจ้านายของตำหนักแห่งนี้ ถ้านางไม่มีชีวิตชีวา แล้วคนรับใช้เหล่านี้จะมีขวัญกำลังใจได้อย่างไร

หลังจากเข้าประตูแล้ว นางก็ตรงไปที่ห้องครัว ตอนนี้นางไม่มีเงินเหลือแล้ว นางอยากรู้ว่าในตำหนักมีอาหารเหลือเยอะแค่ไหน

เมื่อแม่ครัวสองคนในครัวเห็นนาง จึงรีบเข้ามาทักทาย

“พระชายา ห้องครัวแห่งนี้สกปรก ท่านควรเสด็จกลับออกไปเถิดเพคะ”

ลั่วหลานไม่เอ่ยคำใด แต่เปิดถังข้าวสารออกดูด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จากนั้นมองไปรอบ ๆ ห้องครัว แล้วพูดเสียงเบา

“หากยังไม่ซื้อมาเพิ่ม อาหารที่เหลือเหล่านี้จะกินได้อีกกี่วัน?”

แม่เฒ่าจาง หนึ่งในแม่ครัวตอบว่า

“กราบทูลพระชายา กินได้ราวสามวันเพคะ”

ลั่วหลานพยักหน้าเบา ๆ สามวันก็เพียงพอแล้ว

นางพูดกับแม่เฒ่าจางอีกครั้ง

“ให้กินอาหารเหล่านี้ไปอีกสามวัน หลังจากสามวัน ข้าจะบอกให้อาอวี่กับอาโฮ่วนำอาหารมาส่งให้”

แม่ครัวทั้งสองคนได้ยินมาว่าราชสำนักได้ตัดเงินเดือนของท่านอ๋องอวี้ แน่นอนว่าพวกนางไม่กล้าเอ่ยคำใดอีก ทำได้เพียงยอมรับเท่านั้น

หลังจากที่ลั่วหลานออกมาจากครัว นางก็ตรงไปที่ห้องของเหลิ่งอวี้ นางออกไปข้างนอกมาราวหนึ่งชั่วยามแล้ว เขาน่าจะตื่นแล้ว

อาอวี่ที่ยืนเฝ้าประตูเห็นนางกลับมา จึงรีบเข้ามาทักทาย

“พระชายา ท่านกลับมาแล้ว ฉางกุ้ยเฟยเสด็จมา ตอนนี้กำลังรอท่านอยู่ที่ห้องโถงด้านหน้าพ่ะย่ะค่ะ”

............................................................................................

จบบทที่ ตอนที่ 37 แค้นนี้ต้องชำระ

คัดลอกลิงก์แล้ว