- หน้าแรก
- กลิ่นบุปผาหอมไกลสิบลี้
- บทที่ 20 ฉลาด
บทที่ 20 ฉลาด
บทที่ 20 ฉลาด
เกอเจินถังจ้องเจียงลี่เซิงเขม็ง
ผ่านไปครู่หนึ่งก็หัวเราะเยาะ “กระบี่เฮงซวยอะไรนั่น ใช้กระบี่เสริมมายาจากกระจกบันทึกภาพยังไม่เป็นเลย เมื่อวานเจ้าดูอะไรในชั้นเรียนกันแน่? สุดท้ายเจ้าก็แค่มองว่ากระบี่ของเว่ยชิงหลานมันสวยงามใช่ไหม?”
เจียงลี่เซิงเงียบเป็นเป่าสาก
ไม่ใช่นะ นางเรียนจริง ๆ แล้ว เว่ยชิงหลานก็ให้ตำรากระบี่มาด้วย แต่พอออกกระบวนท่า นางกลับลืมหมด ลืมจนไม่เหลือ
โจวเจิ้นเหยียนหัวเราะเสียงดัง “พี่เกอ อย่าดุนักเลย ข้าว่าดีออก หลานลี่เซิงไม่ตกอยู่ในมนต์ของกระบี่เสริมมายา ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจรับกระบี่ท่านได้มากถึงเพียงนั้น
ดูอย่างอันหรูซวี่สิ เขาเรียนจริงจัง แต่ยังรับได้แค่สามกระบี่เอง การเอากระบี่ที่เพิ่งเรียนมาไปสู้กับท่านซึ่งเชี่ยวชาญกระบี่เสริมมายามาก่อน มันไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว”
ว่าแล้วเขาก็เรียกเจียงลี่เซิงอย่างอยากรู้อยากเห็น “หลานลี่เซิง มานี่สิ”
เจียงลี่เซิงรีบลุกจากพื้น ปัดฝุ่นตามตัว แล้วหันไปพยุงอันหรูซวี่ก่อน
อันหรูซวี่เจ็บจนหายใจไม่ทัน พอเห็นเจียงลี่เซิงเหมือนไม่เป็นอะไร เขาแทบร้องไห้ “ศิษย์น้องเจียง รู้แบบนี้ ข้าจะไม่ออกตัวช่วยเลย”
เขาไม่มีฝีมือเท่านางสักนิด ออกไปช่วยมีแต่จะทำให้แย่
เจียงลี่เซิงหยิบโอสถเทียนเซียงออกมายัดใส่ปากเขาทีเดียวสามเม็ดอย่างไม่เสียดาย “ศิษย์พี่อัน ต้องคิดอย่างนี้ ท่านอาจารย์ทดสอบข้าเสร็จ คนต่อไปก็ต้องเป็นพี่ แต่ตอนนี้พี่รอดแล้วไง”
อันหรูซวี่: …
จริงเหรอ?
เขากลืนโอสถลงยากเย็นนัก แล้วนั่งปรับลมหายใจพักหนึ่ง ก่อนให้เจียงลี่เซิงพยุงกลับไปที่เดิม
โจวเจิ้นเหยียนถามด้วยความสงสัย “ในทำเนียบผู้กล้าแห่งสำนักสามพันอันดับ หากเจ้ารับกระบี่พี่เกอได้ตั้งยี่สิบกว่าไม่มีบาดเจ็บเลย ไม่น่าจะหลุดโผไปได้ แล้วตอนสอบรวมของแต่ละสำนัก เจ้าทำไมถึงสอบตก?”
เจียงลี่เซิงพูดอย่างละอาย “ข้าโดนซัดตกเวทีตั้งแต่กระบี่แรก”
โจวเจิ้นเหยียนตกใจ “ทำไมล่ะ? กระบี่เจ้ากระแทกใส่ใครแล้วแตกหรือ?”
เจียงลี่เซิงลูบจมูก “เปล่า กระบี่ข้าดีมาก อาจารย์ข้าหามาให้โดยเฉพาะ ใช้กับใครก็ไม่หัก เป็นข้าเองที่รับกระบี่ไม่ได้”
โจวเจิ้นเหยียนงง “ไม่น่าใช่นะ แล้วคู่ต่อสู้ของเจ้าเป็นใคร?”
เจียงลี่เซิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เย่ซิงฉือแห่งไท่อี”
โจวเจิ้นเหยียนถึงกับหลุดหัวเราะ “ฮะ งั้นเจ้าก็โชคดีแล้วล่ะ”
อันดับสองในทำเนียบผู้กล้าแห่งสำนัก เป็นรองเว่ยชิงหลานเพียงหนึ่งอันดับ เย่ซิงฉือแห่งไท่อี
“แม้จะเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักเหมือนกัน แต่เย่ซิงฉือก็อายุมากกว่าเจ้าเพียงสองปี หากข้าใช้กระบี่เสริมมายา เขารับได้ร้อยกระบี่” เกอเจินถังเองก็พูดอย่างเบื่อหน่าย “ส่วนเจ้าคือเจียงลี่เซิงแห่งชิงสู รับได้ยี่สิบกว่า แถมยังรับอย่างย่ำแย่ ไม่มีแบบแผน โง่ชะมัด สมแล้วที่รับกระบี่ของเย่ซิงฉือไม่ได้แม้แต่กระบี่เดียว”
เจียงลี่เซิงก้มหน้าก้มตา
“พอ ๆ ข้าว่าเจ้าทำได้ดีมากแล้ว ใครจะเป็นอัจฉริยะเหมือนเว่ยชิงหลานกับเย่ซิงฉือได้ทุกคน พวกนั้นถ้าออกมือแบบไม่ไว้หน้า ใครจะรับไหว” โจวเจิ้นเหยียนรีบช่วยพูดให้ “ว่าแต่เจ้าพกกระบี่มาตั้งมากมายเพื่อป้องกันมันหักงั้นหรือ? แปลกจริง กระบี่ธรรมดาไม่ทนมือพี่เกอข้าพอเข้าใจ แต่กระบี่ระดับกลางที่พี่เกอให้ก็ยังหักในมือเจ้า?”
เจียงลี่เซิงเงยหน้าขึ้นมองเกอเจินถังทันที พอเห็นเขาไม่ได้โกรธจึงตอบเสียงเบา “พลังวิญญาณของข้าไม่เหมือนใคร หากใช้กระบี่ ไม่ใช่ของระดับเซียนจะต้องหักหมด ตอนอาจารย์ข้าสอนฝึกกระบี่ กระบี่หักไปนับไม่ถ้วน จนหามาให้ได้เล่มหนึ่งระดับเซียน ถึงจะไม่หัก แต่ว่ากระบี่เล่มนั้น ข้าไม่ได้เอามาคุนหลุนด้วย”
โจวเจิ้นเหยียนถามด้วยความสงสัย “ข้าขอดูพลังวิญญาณเจ้าหน่อยได้ไหม?”
เกอเจินถังโบกมือห้าม “ถ้าเจ้าว่างมากนัก งั้นศิษย์ใหม่ที่เหลือ เจ้าก็ไปทดสอบพวกเขาเองเถอะ”
“โอ๊ย พี่เกอ ข้าแค่อยากรู้นิดหน่อยเท่านั้นเอง ศิษย์หลานลี่เซิงก็ทดสอบเสร็จแล้ว ข้าอยากศึกษานางหน่อย” โจวเจิ้นเหยียนเรียกเจียงลี่เซิง “ศิษย์หลานลี่เซิง เจ้าตกลงไหม?”
เจียงลี่เซิงพยักหน้าโดยไม่ขัดข้อง เดินไปหาด้วยความเรียบร้อย ยังไงที่ชิงสู ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ หรือเหล่าอาจารย์ลุงอาจารย์ป้า ล้วนเคยศึกษานางมาแล้ว ไม่มีใครหาคำตอบได้เลย
โจวเจิ้นเหยียนเห็นนางตอบตกลง ก็รีบบอก “เจ้าลองใช้พลังวิญญาณให้ข้าดูหน่อย”
เจียงลี่เซิงขยับปลายนิ้ว แสงสีฟ้าน้ำแข็งพวยพุ่งออกมาจากปลายนิ้ว
โจวเจิ้นเหยียนเพ่งดูอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติ เขาหยิบกระบี่ออกมาจากแหวนเก็บของแล้วยื่นให้นาง “เอาล่ะ ลองฟันข้าดู”
เจียงลี่เซิงมองกระบี่เล่มนั้นแล้วลองฟันไปที่เขา โจวเจิ้นเหยียนยกกระบี่รับมือโดยไม่ได้ออกแรงมาก และยังยั้งพลังไว้ด้วย แต่เสียง “เพล้ง!” ดังขึ้น กระบี่ในมือนางกลับหักอีก
เขาตกใจ มองนางอย่างทึ่ง “โอ้ พลังวิญญาณของเจ้า ดูไม่ต่างอะไร แต่ก็ประหลาดดีนะ” เขาลูบคาง “ถึงกับใช้ได้แค่กระบี่ระดับเซียนเท่านั้นหรือถึงจะไม่หัก? ช่างเป็นพลังวิญญาณระดับสูงจริง ๆ กระบี่ธรรมดาไม่คู่ควรเลยสินะ”
เจียงลี่เซิงเงียบ
“เอาล่ะ ข้าขอลองตรวจเส้นลมปราณเจ้าหน่อยได้ไหม?”
เจียงลี่เซิงพยักหน้า
โจวเจิ้นเหยียนวางมือลงบนข้อมือนาง ครู่ต่อมาก็ชักมือกลับ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง “ก็ดูปกตินี่ แล้วอาจารย์เจ้าว่าไง?”
เจียงลี่เซิงถอนหายใจ “อาจารย์ข้าบอกว่า ข้าเป็นไม้ผุไร้ค่า”
โจวเจิ้นเหยียน: …
เขาไอเบา ๆ “ไม่ใช่นั่น หมายถึงเรื่องพลังวิญญาณเจ้า”
เจียงลี่เซิงถอนหายใจอีกครั้ง “เดิมทีอาจารย์รับข้าเป็นศิษย์เพราะเข้าใจว่าข้ามีรากวิญญาณสวรรค์ แต่พอพากลับชิงสูได้ไม่ถึงเดือน ก็พบว่าข้ามีรากวิญญาณผสมมาก ไม่บริสุทธิ์เลย เรียกได้ว่าผสมทุกธาตุ แต่ตอนนั้นเขาก็ประกาศออกไปแล้ว”
“ไม่จริงหรอก เมื่อกี้พลังวิญญาณของเจ้า มันคือรากวิญญาณสวรรค์ชัด ๆ” พลังวิญญาณสีน้ำแข็งใสดูน่าจะบริสุทธิ์มาก โจวเจิ้นเหยียนมั่นใจในสายตาของตน
เจียงลี่เซิงส่ายหน้า “ท่านดูไม่ละเอียดพอ”
นางปล่อยพลังวิญญาณออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้นานกว่าครั้งแรก และปล่อยใกล้สายตาโจวเจิ้นเหยียน
โจวเจิ้นเหยียนเบิกตากว้างเพ่งดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วในที่สุดก็เห็นภายใต้พลังวิญญาณสีน้ำแข็งนั้น มีสีรุ้งแฝงอยู่ เป็นถึงเจ็ดสี ถือว่าเป็นพลังที่ปะปนสุดขีด ถ้าไม่เพ่งให้ดีจริง ๆ ก็จะไม่เห็นเลย
เจียงลี่เซิงเห็นเขามองออกแล้วจึงถอนพลังวิญญาณกลับ
โจวเจิ้นเหยียนรู้สึกซับซ้อน “อาจารย์เจ้าก็ลำบากไม่เบา”
สามารถหลอกเจ้าสำนักอวี้ได้ พลังวิญญาณนี้นับว่าเจ้าเล่ห์พอตัว
เจียงลี่เซิงเห็นด้วยอย่างยิ่ง อาจารย์ของนางต้องเลี้ยงดูนางมาหลายปีอย่างยากลำบาก แค่คนเดียวก็กวนจนแทบไม่ได้หลับ จนไม่ยอมรับศิษย์อีกเลย แม้นางจะขอร้องก็ไม่สำเร็จ ใครก็ขอแทนไม่ได้
โจวเจิ้นเหยียนมองสาวน้อยที่ถอนหายใจอย่างว่าง่าย ก็อดขำไม่ได้ “เจ้ายังเหลือกระบี่อยู่ไหม?”
เจียงลี่เซิงหันไปมองเกอเจินถัง เห็นว่าเขาไม่ได้สนใจนางอีกแล้ว กำลังทดสอบศิษย์กลุ่มอื่นอยู่ จึงตอบเสียงเบา “ข้ายังเหลืออีกเล่ม”
โจวเจิ้นเหยียนพยักหน้าอย่างชื่นชม “ฉลาดดี”