เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DH บทที่ 4 - ติงโฮวมาเหนือเมฆ

DH บทที่ 4 - ติงโฮวมาเหนือเมฆ

DH บทที่ 4 - ติงโฮวมาเหนือเมฆ


DH บทที่ 4 - ติงโฮวมาเหนือเมฆ

เพราะความทรงจำของเจ้าของร่างทั้งสองได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ติงโฮวจึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับร่างนี้และสิ่งรอบตัวได้อย่างง่ายดาย

“ไม่ต้องห่วงนะ ข้าจะช่วยเจ้า...ไม่สิ ข้าจะช่วยพวกเราเอาตัวติงเค่อเอ๋อกลับคืนมาให้ได้”

ติงโฮวกำหมัดแน่นแล้วปฏิญาณกับตัวเอง

เมื่อได้กล่าวเช่นนั้นแล้ว ความโศกเศร้าและภาพความทรงจำก็ค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับความรู้สึกของเจ้าของร่างคนก่อน และจากนี้ ก็จะมีแต่ติงโฮวผู้ที่เดินทางข้ามเวลามานี้เพียงผู้เดียวเท่านั้น

ติงโฮวทำอาหารค่ำอย่างง่าย ๆ เขากินจนอิ่มแปล้แล้วจึงเริ่มวางแผน

เขาต้องแข็งแกร่งกว่านี้ถ้าต้องการจะตามหาน้องสาวของเขา ติงเค่อเอ๋อ

ในดินแดนแห่งนี้ การเป็นคนพเนจรนั้นช่างสิ้นหวัง ติงโฮวจะต้องเข้าสำนักพินิจดาบเพื่อฝึกฝนวิชาและวิทยายุทธอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจากเหล่าศิษย์ที่เก่งกล้าผู้มากประสบการณ์ของสำนักนี้ แต่ในการจะเข้าฝึกนั้น เขาจะต้องผ่านการทดสอบของสำนักให้ได้ก่อน ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือฝึกร่างกายให้แข็งแกร่ง เพราะร่างของเขาในตอนนี้ยังอ่อนแอมากเกินไป เด็กชายจึงจำเป็นต้องเข้าไปสถานที่อันตรายซึ่งเป็นที่ที่เขาจะสามารถเก็บสมุนไพรวิเศษได้

ติงโฮวหยิบเอาเชือกที่เขาหาเจอขึ้นมาและเอาผ้าบางส่วนมาขึง เขาผู้เชือกและผ้านั้นเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้เส้นเชือกที่ยาวมากพอ ติงโฮวพยักหน้ากับตัวเอง เขาเก็บเชือกพาดไว้บ่นไหล่ซ้ายและแบกดาบเปื้อนสนิมไว้บนหลัง ติงโฮวเปิดประตูและออกจากบ้านไป

ขณะนั้นเป็นเวลาดึกมากแล้ว

ทั้งดวงจันทร์และดวงดาวบนท้องฟ้าต่างก็ส่องแสงสีเงินสะท้อนลงบนพื้นดิน นี่สินะคือความงามที่แสนเยือกเย็นของการอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ติงโฮวออกแรงเฮือกใหญ่แล้วรีบออกเดินไปยังริมผา และในชั่วพริบตา ป่าหินสูงตระหง่านและอากาศเน่าเสียก็จางหายไปจากผาแห่งนั้นทำให้เด็กชายมองเห็นดวงจันทร์ในม่านหมอก

เขามีเวลาอีก 15 วันเท่านั้นก่อนจะถึงวันทดสอบเข้าสำนักพินิจดาบ

ตอนนี้ทุกนาทีมีค่าอย่างมากสำหรับติงโฮว เขาต้องแข็งแกร่งกว่านี้ให้ได้อย่างเร็วที่สุด แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีใครบางคนเข้ามาขัดจังหวะ

“เฮ้ นี่มันติงโฮวเจ้าของฉายา”ไอ้หมูพินิจดาบ“ใช่ไหมเนี่ย รีบไปไหนกันล่ะ จะไปขุดอาหารหมูจากกองขยะอีกแล้วรึไง” เสียงถากถางดังขึ้น

ภายใต้ดวงจันทร์สลัว เด็กวัยอายุ 13 สี่ถึงห้าคนเดินออกมาจากป่าหินด้วยท่าทีหาเรื่องและเข้ามาขวางทางติงโฮวไว้

เจ้าของร่างคนก่อนมักจะทำอะไรโง่ ๆ เพราะเขาหัวรั้นและไม่ฉลาดเอาเสียเลย จนพวกนักเลงตั้งฉายาให้เขาว่า “ไอ้หมูพินิจดาบ” เพื่อจะสื่อว่าติงโฮวคือคนที่โง่ที่สุดในเทือกเขาพินิจดาบนี้

ทุก ๆ วัน เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้จะเดินเตร็ดเตร่ไปรอบ ๆ และคอยหาเรื่องคนอื่นในสลัม พวกเขามักแกล้งติงโฮวอย่างสนุกสนานเป็นประจำ โดยเฉพาะเด็กชายร่างใหญ่ผิวดำที่เป็นหัวโจกของกลุ่ม จาวซิงเฉิง เขาอายุ 13 ปีและอาศัยอยู่ในสลัมนั้นเช่นเดียวกัน

จาวซิงเฉิงอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของเขาที่บ้าน จึงไม่ต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองอย่างติงโฮว ดังนั้นทักษะการต่อสู้ของเขาจึงถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ครั้งหนึ่งเข้าเคยเกือบผ่านการทดสอบเข้าสำนักพินิจดาบมาแล้วด้วย จาวซิงเฉิงฝึกฝนมาเป็นเวลาหลายปีและเขาตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเข้าเป็นศิษย์ของสำนักให้ได้

และยิ่งไปกว่านั้น จาวซิงเฉิงยังโชคดีที่ได้มีโอกาสรู้จักกับศิษย์คนหนึ่งของสำนักและได้รู้ทฤษฎีการฝึกจากเขา จาวซิงเฉิงพัฒนาตัวเองด้วยการฝึกด้วยวิธีที่ได้รู้มาและเพิ่มทักษะให้ตัวเองมากขึ้นทุกวัน ๆ ดังนั้นเด็กคนนี้จึงกล้าที่จะทำตัวเกเร แสดงท่าทีโหดเหี้ยมและหาเรื่องไปทั่วสลัมหลังเขานี้  และนั่นทำให้ไม่มีใครกล้าหือกับเขาด้วยเช่นกัน

ในอดีต ติงโฮวมักจะหลีกเลี่ยงจากเด็กกลุ่มนี้เสมอ หากจำเป็นต้องเผชิญหน้า เขาจะตัวแข็งทื่อและพยายามไม่ขัดใจพวกเขา เพราะติงโฮวคงไม่กล้าตอบโต้ถ้าพวกนั้นทำร้ายเขาขึ้นมา

แต่ตอนนี้ ร่างของติงโฮวมีเจ้าของคนใหม่แล้ว ติงโฮวคนนี้เมินพวกนั้นอย่างเปิดเผยและไม่แม้แต่จะชายตามอง เขากลับออกวิ่งอย่างรวดเร็วผ่านเด็กห้าคนนั้นไปยังริมผา

จาวซิงเฉิงตกใจไปชั่วขณะแล้วเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยเจตนาร้าย เขาแต่งตั้งตัวเองเป็นผู้นำของเหล่าวัยรุ่นในสลัมและได้รับการปฏิบัติราวกับว่าเขาเป็นราชา แต่เขาไม่เคยคาดคิดว่าเจ้างั่งที่ปกติจะกลัวเขาจนหัวหดคนนี้ จู่ ๆ จะกล้าหาญขึ้นมาเสียอย่างนั้น เจ้านี่ไม่ยอมคุกเข่าต่อหน้าเขาแถมยังเมินเขาอีก แบบนี้มันให้อภัยไม่ได้แล้ว!

จาวซิงเฉิงขยิบตา

เด็กหนุ่มสองคนข้าง ๆ เขายิ้มอย่างชั่วร้ายและออกวิ่งไปข้างหน้าทันทีแล้วกระชากติงโฮวจากด้านหลัง

หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหนุ่มร่างกำยำผิวสีเข้ม เขาเตะขาติงโฮวจากด้านหลังทำให้ขาของเขางอทันที

“ไปให้พ้น!”

ติงโฮวดูเยือกเย็นขึ้นในทันที เขาลุกขึ้นยืนแล้วสะบัดไหล่เล็กน้อย

นี่คือ “ท่าดาบผ่าเมฆา” ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายขั้นพื้นฐานของสำนักพินิจดาบ และติงโฮวเกือบจะใช้มันโดยไม่รู้ตัว

“โอ๊ย!”

“อ้อก…”

ภาพที่ติงโฮวโดนเตะจนลงไปกลิ้งอยู่กับพื้นที่ทุกคนคิดไว้นั้นไม่เกิดขึ้นตามคาด แต่กลับเป็นเด็กหนุ่มสองคนนั้นซึ่งมีร่างกายแข็งแรงกว่าติงโฮวที่ส่งเสียงกรีดร้องน่ากลัวออกมาแทน กว่าพวกเขาจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ก็มีแรงมหาศาลพุ่งเข้าปะทะ ทำให้แขนของทั้งสองปวดร้าวจนต้องลงไปนอนกลิ้งอยู่ที่พื้นเหมือนขวดน้ำเต้าไม่มีผิด โดยเฉพาะเด็กหนุ่มคนที่เตะติงโฮว เขานอนทรมานจนไม่สามารถลุกขึ้นมาได้เลย

ภาพที่สุดแสนจะเกินคาดนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงจนพูดไม่ออก

“ไอ้เวรนี่เป็นบ้ารึไง กล้าดียังไงมาทำคนของข้า”

หลังจากอึ้งไปชั่วขณะ จาวซิงเฉิงรู้สึกอับอายและส่งเสียงคำรามอย่างโกรธแค้น เขาหน้าบึ้งและกระทืบเท้าลงกับพื้น เกิดลมพัดผ่านวูบหนึ่งแล้วจาวซิงเฉิงก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วปานเสือชีต้าและชักดาบเล่มยาวออกมาจากเอว เด็กนั่นสั่นดาบเล็กน้อยทำให้มันเปลี่ยนเป็นรังสีเย็นเยือกพุ่งเข้าใส่แขนของติงโฮว

กระบวนท่านี้เรียกว่า “ท่าลิ้นอสรพิษ” จาวซิงเฉิงได้เรียนรู้มันมาจากเพื่อนของเขาที่เป็นศิษย์ในสำนักและมันเป็นท่าที่ชั่วร้ายเป็นอย่างมาก ดาบเล่มยาวนั้นโหดเหี้ยมผิดธรรมดา มันดูเหมือนของเหลวที่เป็นพิษถูกพ่นออกจากปากของงูร้าย ดาบนั้นจะไม่มีวันหยุดเมื่อมันพุ่งออกมาเช่นนั้นแล้ว

จาวซิงเฉิงตัดสินใจฝากบาดแผลที่มีเลือดอาบไว้บนร่างของติงโฮวเพื่อระบายความแค้นของตัวเอง ยังไงติงโฮวก็เป็นแค่เด็กกำพร้าที่ไม่มีใครสนใจและเขาสมควรตายไปแล้วด้วยซ้ำ

เพียงเพราะตกลงเรื่องเล็กน้อยกันไม่ได้ จางซิงเฉิงก็อยากจะเอาเขาถึงตาย ช่างเป็นเด็กที่โหดเหี้ยมโดยแท้

เหล่าวัยรุ่นต่างส่งเสียงเชียร์เมื่อเห็นจาวซิงเฉิงแสดงทักษะ กระบวนท่านั้นน่าเกรงขามมากถึงขั้นทำให้กลุ่มวัยรุ่นที่ดูอยู่ถึงกับขนลุกกราวไปตาม ๆ กัน พวกเขามีภาพในหัวว่าติงโฮวจะต้องลงไปกองอยู่บนพื้นและร้องขอความเมตตาจากจาวซิงเฉิงแน่ ๆ

แต่ทว่า...

“เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!”

ติงโฮวไม่ได้หันกลับมา มีเพียงลำแสงสีแดงพุ่งออกจากมือของเขาตามมาด้วยเสียงดาบกระทบกัน

จาวซิงเฉิงไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น เขารู้สึกเวียนหัวและทันใดนั้นฝ่ามือของเขาก็ร้อนขึ้น ดาบในมือสั่นอย่างรุนแรงทำให้นิ้วมือเขาปวดไปหมด จนในที่สุดจาวซิงเฉิงไม่สามารถถือดาบของตนเอาไว้ได้อีกแล้ว เขาเสียการควบคุมและปล่อยมันตกลงบนพื้น

วินาทีต่อมา ดาบเปื้อนสนิมเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจ่อที่คอของจาวซิงเฉิง

สัมผัสจากดาบเล่มนั้นเย็นยะเยือกราวกับเป็นสัมผัสของเทพเจ้าแห่งความตาย เขากลัวจับใจจนเหงื่อออกท่วมร่างเหมือนคนกำลังฝันร้าย

ติงโฮวจับด้ามดาบเปื้อนสนิมเล่มนั้น

“ถ้าทำให้ข้าโกรธอีกละก็ เจ้าตายแน่” ติงโฮวพูดชัดถ้อยชัดคำ

จบบทที่ DH บทที่ 4 - ติงโฮวมาเหนือเมฆ

คัดลอกลิงก์แล้ว