- หน้าแรก
- คู่นัดบอดของผมเป็นลูกสาวมาเฟีย
- บทที่ 23 ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
บทที่ 23 ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
บทที่ 23 ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
บทที่ 23 ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
“สำหรับพวกกลุ่มอันธพาลที่เรียกค่าคุ้มครอง ขูดรีด หรือทำลายข้าวของ เราสามารถใช้เงินซื้อความปลอดภัยมาป้องกันตัวได้”
“แต่กับพวกคนเจียงหู่เราทำไม่ได้ พวกเขาไม่ได้เผชิญหน้ากับเราโดยตรง แต่พึ่งพาการหลอกลวง ขโมย และต้มตุ๋นสารพัด”
“เริ่มจากการเข้าไปในทีมก่อสร้างของเรา สร้างสถานการณ์โดยเจตนา ทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินต่อไปได้”
“จากนั้นก็พยายามทุกวิถีทางที่จะขโมยความลับของเรา ทำลายความสามัคคีในครอบครัว”
"ญาติๆ ของตระกูลหลัวของพวกเราแทบทุกคนเคยถูกหลอก ถูกขโมย แม้แต่เด็กก็ยังถูกลักพาตัวไปหลายครั้ง"
"พวกเขาต่างหวาดกลัว เสียความไว้วางใจซึ่งกันและกัน บางคนก็ออกจากซินตูไป บางคนก็จากไปตลอดกาลที่ซินตู"
"แม้แต่คุณปู่ก็เคยถูกใส่ร้ายจนเกือบจะต้องหย่ากับคุณย่าคนเล็ก"
"ตอนนั้นทั้งตระกูลหลัวถูกสวนอุตสาหกรรมผูกมัดไว้ข้างใน โครงการไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ ภายในครอบครัววุ่นวายไปหมด"
“คุณปู่ขอร้องเจียงไคเจิ้ง หวังว่าเขาจะสามารถออกมาแก้ไขได้ แต่เจียงไคเจิ้งกลับบอกว่าเขาไม่สามารถจัดการได้”
"ตระกูลหลัวของพวกเราเกือบจะถูกบีบบังคับให้ครอบครัวแตกสลาย พวกเราก็โกรธแค้นและตั้งใจที่จะตายไปพร้อมกับอีกฝ่าย"
"คนที่หลอกเรา ตัดลิ้น! คนที่ขโมยของเรา ตัดนิ้ว! คนที่ลักพาตัวลูกของเรา หักขา!"
“แต่แล้วเราก็พบว่าเจียงไคเจิ้งก็ไม่ได้จัดการอะไรพวกเราเหมือนกัน”
"ในที่สุด ตระกูลหลัวก็เข้าสู่จุดที่ไม่มีวันหวนกลับ พวกเราทำทุกอย่างแม้กระทั่งเริ่มที่จะเคลื่อนไหวเพื่อแก้แค้นพวกคนเจียงหู่และกลุ่มอิทธิพลมืด"
“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกคนเจียงหู่ถูกกำจัดออกไปอย่างสิ้นเชิง กลุ่มอิทธิพลมืดเองก็บอกได้ว่าสาหัส”
“ส่วนตระกูลหลัวของพวกเราก็แตกสลาย เหลือไว้แค่เปลือกนอก พ่อแม่เสียชีวิต ฉันก็พิการ ญาติๆ ก็จากไปหมดแล้ว”
“และสวนอุตสาหกรรมที่ตระกูลหลัวใช้กระดูกและเลือดทั้งหมดแลกมา เพื่อความอยู่รอด ก็ต้องขายออกไปครึ่งหนึ่งในราคาถูก”
“เป็นยังไงบ้างล่ะซูโม พอได้ยินถึงตรงนี้แล้ว นายมีความคิดเห็นยังไงบ้างล่ะ”
ซูโมเงียบ เรื่องราวมันน่าเจ็บปวดเกินไปแล้ว เขาจึงทำได้เพียงปลอบใจว่า “คนบางคนจะได้รับผลกรรม”
“อย่างเช่นความสำนึกผิดในใจน่ะเหรอ” หลัวเทียนเฉินหัวเราะเบาๆ
ซูโมพูดไม่ออก เขาเคยได้ยินเรื่องเจียงไคเจิ้งว่าเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งเกษียณ พ่อกับแม่ของเขาต่างก็ชื่นชมเขาอย่างมาก บอกว่าเป็นนายกเทศมนตรีที่ดีที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
เขาไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายอะไรเป็นพิเศษในตอนนั้น อย่างมากก็แค่ละเลยหน้าที่ไปบ้าง
แถมผลงานของเขาก็ดี มีชื่อเสียงที่ดีในหมู่ประชาชน อย่างมากก็จะโดนแค่ตักเตือน จะไม่ได้ติดคุกแม้แต่วันเดียว
จากนั้นหลัวเทียนเฉินถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกและส่ายหัว "ไม่พูดถึงเรื่องพวกนี้แล้วดีกว่า ว่าแต่ซูโม นายคิดว่าไป๋ซวงน้องสาวของฉันเป็นยังไงบ้างหรอ"
"ห้ะ"
......
"ไอ้ซูโมนั่น มันไปไหนแล้วเนี่ย"
หลังจากที่หลัวไป๋ซวงสั่งสอนเสี่ยวหู่เสร็จ เธอออกมาจากห้องของเธอ ซึ่งเธอก็ไม่เห็นซูโมแล้ว
และหลังจากที่หาไปจนทั่ว เธอก็บังเอิญเห็นซูโมกับพี่ชายของเธออยู่ด้วยกัน
“พวกเขากำลังคุยอะไรกันเนี่ย”
ความอยากรู้อยากเห็นของหลัวไป๋ซวงเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน เธอเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ แล้วก็ได้ยินหลัวเทียนเฉินถามขึ้นมาว่า "ซูโม นายคิดว่าไป๋ซวงน้องสาวของฉันเป็นยังไงบ้างหรอ"
อ๊า!!! พี่!! ถามอะไรกันเนี่ย!
หลัวไป๋ซวงหน้าแดง รีบหลบไปอยู่หลังเสา หัวใจของเธอเต้นแรง แต่ก็อยากรู้คำตอบของซูโม
ซูโม ถ้านายกล้าด่าฉันให้พี่ชายของฉันฟังล่ะก็ นายตายแน่!
ในขณะนี้ ซูโมรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย ทำไมเขาถึงถามคำถามนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหันล่ะเนี่ย
คำถามนี้ต้องตอบตามความจริงเหรอ.. แต่ไม่ค่อยดีมั้ง ด่าลูกต่อหน้าพ่อ มันไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่
*** ด่าลูกต่อหน้าพ่อ - เป็นประโยคเปรียบเทียบ ประมาณว่านินทาว่าร้ายให้คนที่สนิทหรือคนในครอบครัวฟัง ***
แถมหลัวเทียนเฉินปูเรื่องมาตั้งเยอะ ทำให้ซูโมก็คิดว่าถ้าตัวเองพูดอะไรไม่ดีออกไป จะทำให้ตัวเองดูไม่มีความเห็นอกเห็นใจหรือเปล่า
แต่ว่า แค่ “อ่อนโยนและเอาใจใส่” นั้นเป็นคำชมทั้งหมดที่ตัวเขานึกออกต่อหลัวไป๋ซวงแล้ว เขาหมดมุกแล้วจริงๆ!
และจู่ๆ ซูโมก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เขาค่อยๆ หยิบโทรศัพท์ออกมา ค้นหาประวัติการแชทกับพี่เบียว จัดระเบียบเล็กน้อย จากนั้นก็ตอบกลับไปว่า:
“คุณหลัว ในความรู้สึกแรกที่ผมเห็นเธอก็คือ.. สวย”
“ความสวยที่ผมพูดถึง ไม่ใช่ความสวยบนรูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นความสวยงามในออร่าที่แผ่ออกมาจากภายใน!”
หลัวเทียนเฉินเบิกตากว้างเล็กน้อย น้องสาวของเขาได้รับการประเมินสูงขนาดนี้ในสายตาของซูโมเลยเหรอ
ในขณะนั้น หลัวไป๋ซวงที่แอบฟังอยู่ก็หน้าแดงเล็กน้อย นายนั่นพูดอะไรออกมาเนี่ย!
หลังจากที่ซูโมพูดออกมาแล้ว เขาก็รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว พี่เบียวคิดคำพวกนี้ออกมาได้ยังไงกันนะ
ช่างมันเถอะ ทำต่อไป แค่ทำให้เขาพอใจเฉยๆ เอง
"แถมคุณหลัวยังเผยให้เห็นถึงความมั่นใจ ความสง่างาม และความสูงส่ง"
“ผมคิดว่าต้องใช้เวลาหลายปีในการบ่มเพาะพรสวรรค์เกี่ยวกับสิ่งพวกนี้ ถึงจะทำให้เธอกลายเป็นคนแบบนี้ได้”
“แต่ถึงแม้ว่าภายนอกจะดูแข็งแกร่งมาก แต่ผมคิดว่าภายนอกที่แข็งแกร่งของเธอนั้นเป็นการแสดง”
“ในใจของเธอนั้นเต็มไปด้วยคุณสมบัติที่ดีงามของความสูงส่ง ความเมตตา และความบริสุทธิ์”
“ผู้หญิงแบบนี้ถือเป็นสมบัติล้ำค่า!”
ไม่ได้แล้ว! ทนไม่ไหวแล้ว! ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมันเจ็บปวดเหลือเกิน!
หลัวไป๋ซวงที่หลบอยู่หลังเสาเองก็หน้าแดงก่ำราวกับไฟลุก เธอเป็นแบบนี้ในใจของซูโมเองเหรอเนี่ย
ตัวเธอดีขนาดนั้นเลยเหรอ ซูโมเขา.. ชอบฉันเหรอ..
แต่ทำไมคำพูดที่ซูโมพูดเมื่อกี้ถึงให้ความรู้สึกคุ้นๆ แบบนี้กันนะ
หลังจากที่หลัวเทียนเฉินฟังจบ เขาก็รู้สึกเหมือนมีมดไต่ยั้วเยี้ยไปทั้งตัว มีคนชมน้องสาวของตัวเองมันก็ดีหรอก แต่แบบนี้มันเกินไปรึเปล่าเนี่ย
หลัวเทียนเฉินเงยหน้ามองซูโม ในดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย นายพูดเรื่องเหลวไหลแบบนี้ออกมาได้ยังไงกัน หรือว่านายชอบน้องสาวของฉันจริงๆ
เมื่อซูโมเห็นว่าถูกหลัวเทียนเฉินจ้องมองก็รู้สึกเขินเล็กน้อยและลูบจมูก
และหลัวเทียนเฉินที่มองเลยซูโมไปจนเหลือบไปเห็นชายเสื้อที่คุ้นเคยก็ยกมุมปากขึ้น จากนั้นก็ยิ้มแล้วถามว่า
"ในเมื่อนายประเมินน้องสาวของฉันสูงขนาดนี้ ถ้าฉันจะยกน้องสาวของฉันให้ นายคิดว่ายังไง"
ไอ้พี่!!! พี่พูดอะไรเนี่ย!!!
แก้มของหลัวไป๋ซวงแดงก่ำเหมือนกาต้มน้ำที่ต้มจนเดือด และรู้สึกเหมือนหัวกำลังจะระเบิด หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ
ซูโมเบิกตากว้าง ที่แท้เขากำลังรอให้ฉันพูดให้เข้าทางเขาอยู่ที่เอง! หลัวเทียนเฉินนี่ร้ายกาจจริงๆ!
คงเห็นว่าน้องสาวของตัวเองเอาแต่ใจจนแต่งงานออกไปไม่ได้ ก็เลยพยายามขายความน่าสงสาร จากนั้นก็รอให้คนชม แล้วสุดท้ายก็ขายน้องสาวแบบเนียนๆ งั้นหรอ
เขาชมเธอมาขนาดนี้ ถ้าจู่ๆ ปฏิเสธ หรือบอกว่าหลัวไป๋ซวงไม่ดี ก็เท่ากับว่าเป็นการตบหน้าตัวเอง
ซูโมรีบโบกมือ "ไม่ดีหรอกครับ ฐานะของผมต่ำต้อย เกรงว่าจะไม่คู่ควรกับคุณหลัวหรอกครับ!"
หลัวเทียนเฉินยิ้ม "ตระกูลหลัวของพวกเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับฐานะทางสังคม ขอแค่ทั้งสองคนชอบกัน แม้จะเป็นยาจกก็ไม่เป็นไร"
“ในวัยเด็กฉันกับไป๋ซวงเคยถูกลักพาตัว ฉันก็เลยกลายมาเป็นคนพิการอยู่แบบนี้ แล้วไป๋ซวงเอง เพื่อที่จะดูแลคนพิการอย่างฉัน เธอเลยไม่ได้ไปโรงเรียน”
"ตั้งแต่ประถมถึงมัธยม ไม่มีเพื่อนร่วมห้อง ไม่มีเพื่อนเล่น ทุกวันนอกจากเรียนรู้ความรู้ในตำราแล้ว ก็ยังต้องเรียนรู้การจัดการกิจการภายในครอบครัว"
"หลังจากที่พ่อแม่เสียชีวิต เธอก็ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก.. แต่ฉันกลับเห็นว่าตั้งแต่นั้นมา เธอก็ไม่เคยเติบโตขึ้นอีกเลย"
"ดังนั้นพวกเราจึงอยากเห็นไป๋ซวงมีความสุข ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นไม่ได้สำคัญกับพวกเรา"
เมื่อหลัวไป๋ซวงได้ยินคำพูดของหลัวเทียนเฉิน เธอก็ทั้งซาบซึ้งใจและรู้สึกผิดเล็กน้อย นอกจากดูแลพี่ชายแล้ว เธอก็ไม่ได้ใส่ใจในการเรียนเลยแล้วก็เอาแต่เล่นเกม
ส่วนหลัวเทียนเฉินตอนนี้ก็รู้สึกผิดเล็กน้อย แน่นอนว่าเขารู้ว่าน้องสาวของเขาไม่ได้ใส่ใจในการเรียนเหมือนกันนั่นแหละ
ทุกวันที่เขาได้ผ่านหน้าประตูของเธอ เขาก็จะได้ยินเธอทักทายญาติพี่น้องและอวัยวะของฝ่ายตรงข้ามในเกมอย่างต่อเนื่อง แต่เขาก็รู้ว่านั่นเป็นเพราะน้องสาวของเขาเครียดมากเกินไป และเกมก็เป็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้เธอสามารถผ่อนคลายได้
แต่เพื่อที่จะขายความน่าสงสาร เขาก็ทำได้แค่ฝืนใจพูดต่อไป
ซูโมขมวดคิ้วแน่น วัยเด็กของหลัวไป๋ซวงน่าเศร้าขนาดนี้เลยเหรอ แต่ทำไมความรู้สึกที่ผมได้รับถึงไม่ค่อยเหมือนกันเลยนะ..