- หน้าแรก
- เนตรสีเลือดใต้ตะวันวิปริตกับระบบบัฟโกงสยบสิ่งลี้ลับ
- บทที่ 203 - จุดพลิกผันและความลับที่ซ่อนอยู่
บทที่ 203 - จุดพลิกผันและความลับที่ซ่อนอยู่
บทที่ 203 - จุดพลิกผันและความลับที่ซ่อนอยู่
บทที่ 203 - จุดพลิกผันและความลับที่ซ่อนอยู่
"งูพิษ? แกกล้าด่าฉันว่าเป็นงูพิษงั้นเหรอ! งั้นฉันจะเริ่มจากแกก่อนเลยก็แล้วกัน ฉันจะแล่เนื้อแกออกมาทีละชิ้นๆ..."
สีหน้าของฝางเหนียนเปลี่ยนเป็นดุร้าย จ้องมองจางหยางอย่างอำมหิต
"โอ๊ะ? ขอโทษที แกไม่ใช่งูพิษหรอก!"
จางหยางปรายตามองฝางเหนียนอย่างเหยียดหยาม
ฝางเหนียนชักมีดสั้นออกมาจากแหวนมิติ แล้วเดินย่างสามขุมเข้าไปหาจางหยางพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "หวังว่าเดี๋ยวแกจะยังปากดีแบบนี้อยู่นะ!"
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างบนร่างกาย จึงรีบหยุดชะงักทันที
จางหยางหัวเราะเบาๆ "ไง? รู้สึกตัวแล้วล่ะสิ?"
ฝางเหนียนหน้าซีดเผือด รีบถลกแขนเสื้อขึ้นดู ก็เห็นเนตรสีเลือดจำนวนมากผุดแทรกชั้นผิวหนังขึ้นมาเต็มท่อนแขน
เขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "กะ... แกไม่ได้โดนพิษงั้นเหรอ!?"
"โดนพิษงั้นเหรอ?!"
จางหยางหัวเราะเยาะ ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน แล้วปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า
ก่อนจะล้วงเอาขนมฮวาเกาออกมาจากแหวนมิติ แล้วโยนใส่หน้าฝางเหนียน
ขนมฮวาเกากระแทกเข้าที่หน้าอกของฝางเหนียนเต็มแรง แล้วหล่นลงไปแตกกระจายอยู่บนพื้น
เศษขนมฮวาเกาสีขาวที่หล่นเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น ราวกับกำลังเยาะเย้ยความโง่เขลาของฝางเหนียนอยู่
"ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในโลกใบนี้ ฉันก็ไม่เคยไว้ใจใครเลยสักคน... ไอ้ลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้... แกเอาไปหลอกฟางซิวอวี่ที่ไว้ใจแกเถอะ"
จางหยางแค่นเสียงหัวเราะเยาะ
ไม่ว่าจะมีพิษหรือไม่มีพิษ จางหยางก็ระแวงไว้ก่อนว่ามันต้องมีพิษแน่ๆ
นอกจากขุยเจินแล้ว เขาไม่เคยไว้ใจใครเลยสักคน ต่อให้ฝางเหนียน อินลี่ หรืออวิ๋นเฟย จะโดนเนตรปรสิตสีเลือดควบคุมอยู่ เขาก็ไม่เคยไว้ใจพวกมันเต็มร้อยหรอก
"แล่เนื้อฉันเหรอ? ก็เอาสิ เข้ามาแล่เลย!"
ดาบโซ่เทาเถี่ยสองเส้นพุ่งพรวดออกมาจากกระดูกสันหลังของจางหยาง
เส้นหนึ่งพุ่งเข้าไปรัดร่างของฝางเหนียนแล้วยกขึ้นไปห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ ส่วนอีกเส้นก็พุ่งเข้าไปเฉือนเนื้อของฝางเหนียนราวกับกำลังฝานบะหมี่
"อ๊าก... ปล่อย..."
ฝางเหนียนร้องโหยหวนขอความเมตตา
"หนวกหูโว้ย!"
จางหยางขมวดคิ้วมุ่น ดาบโซ่เทาเถี่ยพุ่งแทงทะลุเข้าไปในปากของฝางเหนียน แล้วปั่นลิ้นของเขาจนเละเป็นโจ๊ก
เพียงไม่นาน เลือดเนื้อบนตัวของฝางเหนียนก็ถูกเฉือนออกไปจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงแค่โครงกระดูกที่ห่อหุ้มอวัยวะภายในที่กำลังเต้นตุบๆ อยู่
หัวใจของเขายังคงเต้นแผ่วๆ ฝางเหนียนยังไม่ตาย!
ฝางเหนียนที่เหลือเพียงแค่ลูกตา กลอกตามองฟางซิวอวี่ที่นอนหมอบอยู่บนพื้นด้วยแววตาเว้าวอน
ฟางซิวอวี่มีสีหน้าซับซ้อน "ศิษย์น้องจาง ช่วยสงเคราะห์เขาทีเถอะ แล้วฉันจะบอกความลับเรื่องหนึ่งให้นายรู้"
จางหยางหันไปมองฟางซิวอวี่ แล้วส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ ไม่คิดเลยว่าฟางซิวอวี่ยังจะเหลือความเมตตาให้กับฝางเหนียนอยู่อีก
"ก็ได้!"
ดาบโซ่เทาเถี่ยพุ่งเสียบทะลุขั้วหัวใจของฝางเหนียนทันที
แววตาของฝางเหนียนที่จ้องมองฟางซิวอวี่ ฉายแววสำนึกผิดและหลุดพ้น ก่อนที่แสงสว่างในดวงตาจะค่อยๆ ดับวูบลง
"จางหยาง อยากฟังเรื่องราวของฉันไหม? ยังไงซะคำพูดก่อนตายของคนเรา มักจะเป็นความจริงเสมอ!"
ฟางซิวอวี่หันไปส่งยิ้มให้จางหยาง เขารู้ดีว่าคราวนี้เขาคงไม่รอดแล้ว!
จางหยางเลิกคิ้วขึ้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
ฟางซิวอวี่จึงเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเอง โดยไม่รอให้จางหยางอนุญาต
"ความจริงแล้วเมื่อก่อนฝางเหนียนไม่ได้เป็นคนแบบนี้หรอกนะ... สมัยก่อนเขาคอยดูแลฉันเป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่ตอนก่อนจะเข้าสำนักอี้เฟิงนะ แต่หลังจากเข้าสำนักมาแล้วก็เหมือนกัน
เวลาได้ของดีอะไรมา เขาก็จะแบ่งให้ฉันเสมอ
นายรู้ไหมล่ะ? ว่าความจริงแล้วพรสวรรค์ของฉันสู้ฝางเหนียนไม่ได้เลย
อย่างที่เขาพูดนั่นแหละ ฉันได้เข้ามาอยู่ในเส้นทางการฝึกยุทธ์ ก็เพราะบังเอิญไปเจอโอสถชำระไขกระดูกที่ร่วงหล่นมาจากซากโบราณสถาน..."
จางหยางมองฝางเหนียนด้วยสายตาแปลกๆ "สรุปก็คือ ที่ฝางเหนียนพูดมามันเป็นความจริง พี่แย่งวาสนาของเขามาจริงๆ สินะ"
"ฉันเปล่าแย่งนะ!"
เมื่อได้ยินจางหยางพูดแบบนั้น ฟางซิวอวี่ก็เกิดอาการฉุนเฉียวขึ้นมาทันที "ของพวกนั้นมันควรจะเป็นของฉันอยู่แล้ว..."
จางหยางมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเองทันที เขาปรายตามองฟางซิวอวี่อย่างเหยียดหยาม "หึหึ... ดูเหมือนที่ฝางเหนียนพูดมาจะถูกเป๊ะเลยแฮะ"
"ฉันไม่ได้แย่งนะ ต่อให้เขาได้ไป เขาก็ไม่รู้วิธีใช้อยู่ดี..."
ฟางซิวอวี่พยายามแก้ตัว
แต่ข้อมูลที่หลุดออกมาจากปากของฟางซิวอวี่ ทำให้จางหยางเดาความจริงได้ทะลุปรุโปร่ง
"ผู้กลับชาติมาเกิดงั้นเหรอ?!"
พอได้ยินคำสามคำนี้ ฟางซิวอวี่ก็เงยหน้าขวับขึ้นมาจ้องจางหยางเขม็ง "นายรู้ได้ยังไง? สรุปแล้วนายเป็นใครกันแน่?"
"หึหึ... มิน่าล่ะ! มิน่าล่ะฝางเหนียนถึงได้เกลียดพี่เข้าไส้ มิน่าล่ะพี่ถึงได้รู้ล่วงหน้าว่าของดีอยู่ที่ไหนบ้าง
ฮ่าๆ... พี่คงจะไปแย่งวาสนาของฝางเหนียนมาหมดเลยล่ะสิ?
ของพวกนั้นมันควรจะเป็นของฝางเหนียนตั้งแต่แรกแล้ว ฉันพูดถูกไหมล่ะ?"
จางหยางหัวเราะลั่น
แม้แต่การมาสำรวจสุสานอสูรในครั้งนี้ ก็ควรจะเป็นวาสนาของฝางเหนียนด้วยเหมือนกัน
"ตำหนักหลุนเนี่ย ภูเขาหยินหยาง ถ้ำมรณะ สระเลือดอสูร... แล้วต่อไปจะมีอะไรอีกล่ะ? แท่นโลงศพลอยฟ้างั้นเหรอ?"
จางหยางพูดเน้นทีละคำ
สีหน้าของฟางซิวอวี่เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง สีหน้าของเขาตอนนี้มันดูตลกชะมัด
ทั้งตกใจ ประหลาดใจ หวาดระแวง และสำนึกผิด... ไม่คิดเลยว่าคนๆ หนึ่งจะสามารถแสดงสีหน้าออกมาได้หลากหลายอารมณ์ขนาดนี้
ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น ราวกับถูกใครจับแก้ผ้าล่อนจ้อนประจานต่อหน้าสายตาประชาชี
ใช่แล้วล่ะ ทุกสิ่งที่เขาเผชิญมาตลอดทาง ล้วนเป็นวาสนาของฝางเหนียนทั้งสิ้น
ที่เขารู้รายละเอียดพวกนี้ได้ชัดเจนขนาดนี้ ก็เพราะในชาติที่แล้ว เขาเคยเป็นศิษย์รับใช้ส่วนตัวของฝางเหนียนมาก่อน และฝางเหนียนก็คือศิษย์สายตรงตัวจริง!
ฝางเหนียนต่างหากล่ะคือลูกรักของสวรรค์ตัวจริงเสียงจริง!
เพราะแบบนี้แหละ ลึกๆ ในใจของเขา ถึงได้รู้สึกผิดต่อฝางเหนียนมาโดยตลอด!
เมื่อถูกจางหยางแฉความจริงออกมา ฟางซิวอวี่ก็คอตก ไร้เรี่ยวแรง ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว
"รู้ไหมว่าทำไมพี่ถึงล้มเหลว?" จางหยางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ฟางซิวอวี่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา เขาก็อยากจะรู้เหตุผลเหมือนกัน
อุตส่าห์ดวงดีมาตลอดทางแท้ๆ แต่ทำไมถึงต้องมาพังไม่เป็นท่าเพราะจางหยางด้วย
"ให้ข้าวสารหนึ่งทะนานคือผู้มีพระคุณ ให้ข้าวสารหนึ่งกระสอบคือศัตรู จิตใจมนุษย์นี่แหละยากแท้หยั่งถึงที่สุด!" จางหยางถอนหายใจยาว
นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เขาได้เจอกับคนที่กลับชาติมาเกิดใหม่ตั้งแต่ทะลุมิติมา มันก็เลยทำให้เขารู้สึกอินเป็นพิเศษจนอยากจะพูดอะไรสักหน่อย
"ถ้าพี่เป็นฉัน พี่จะทำยังไงล่ะ?"
จางหยางส่งยิ้มกริ่มให้ฟางซิวอวี่
เขาค่อยๆ เดินเข้าไปหาฟางซิวอวี่ "บอกความลับของพี่มาสิ!"
ฟางซิวอวี่ได้ยินดังนั้น ก็พยายามรวบรวมความคิด "นายรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงอยากได้เลือดของราชันอสูรนัก?
เพราะในอีกสิบปีข้างหน้า ไม่สิ... อีกเก้าปีข้างหน้า ทวีปอู๋หยินแห่งนี้จะต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่!
เมื่อถึงเวลานั้น ประชากรบนทวีปนี้จะล้มตายไปกว่าเก้าในสิบส่วน! ไม่เว้นแม้แต่พวกผู้ฝึกยุทธ์อย่างพวกเรา หรือแม้แต่... ระดับปรมาจารย์ก็ไม่รอด!"
จางหยางขมวดคิ้วมุ่น โลกใบนี้มันก็เป็นโลกของสิ่งลี้ลับอยู่แล้ว ปกติก็มีคนตายเป็นเบืออยู่แล้ว แต่คนในโลกนี้ก็ขยันปั๊มลูกกันเก่ง ประชากรก็เลยไม่ได้ดูลดน้อยลงไปสักเท่าไหร่
แต่ถ้าถึงขั้นประชากรหายไปเก้าในสิบส่วน นี่มันก็ออกจะเวอร์เกินไปหน่อยแล้วมั้ง
"ภัยพิบัติเหรอ? ภัยพิบัติอะไรกัน?"
จางหยางไม่ได้เป็นห่วงตัวเองเลยสักนิด อีกเก้าปีข้างหน้า ดีไม่ดีเขาอาจจะทะลวงถึงระดับ 9 ไปแล้วก็ได้
ภัยพิบัติอะไรก็คงทำอันตรายเขาไม่ได้หรอก
ฟางซิวอวี่เหมือนจะรู้ความคิดของจางหยาง จึงหัวเราะเยาะออกมาเบาๆ
"ในชาติก่อน ตอนที่ฝางเหนียนบรรลุถึงระดับ 9 เป็นถึงปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ เขาก็ยังเอาชีวิตไม่รอดจากภัยพิบัติครั้งนั้นเลย
มีเพียงการครอบครองเลือดของราชันอสูร และเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นอสูรเท่านั้น ถึงจะสามารถรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้ แถมยัง... อาจจะทำให้ก้าวข้ามไปสู่อีกระดับหนึ่งได้ด้วย"
นี่คือเหตุผลที่เขายอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้เลือดของราชันอสูรมาครอง เพราะในชาติก่อน ป๋ายอี้เป็นคนได้เลือดของราชันอสูรไป เขาไม่เพียงแต่จะรอดตายมาได้ แต่ยังสร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาบนทวีปอู๋หยินอีกด้วย
และยังเป็นผู้ปกป้องมวลมนุษยชาติที่รอดชีวิตมาได้เกือบทั้งหมด!
"โอ๊ะ? สรุปว่ามันคือภัยพิบัติอะไรกันแน่?"
จางหยางเริ่มรู้สึกสนใจภัยพิบัติที่ว่านี่ขึ้นมาซะแล้วสิ
"อสูร! ภัยพิบัติจากอสูรต่างมิติ!"
(จบแล้ว)