- หน้าแรก
- อัปเวลทะลุพิกัดด้วยสุดยอดระบบกลืนกิน
- บทที่ 7 - หลิ่วเอ๋อร์เกิดเรื่อง
บทที่ 7 - หลิ่วเอ๋อร์เกิดเรื่อง
บทที่ 7 - หลิ่วเอ๋อร์เกิดเรื่อง
บทที่ 7 - หลิ่วเอ๋อร์เกิดเรื่อง
แต่แบบนี้ก็มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือตราบใดที่มีของดีให้กลืนกิน เขาก็สามารถอัปเลเวลได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ต้องกลัวว่าจะธาตุไฟแตกซ่านเพราะทะลวงระดับเร็วเกินไป
จะว่าไปแล้ว ตอนนี้ก็มีคำศัพท์ใหม่โผล่มาอีกคำ นั่นก็คือแต้มกลืนกิน
"แต้มกลืนกิน แต้มกลืนกินคืออะไรกัน?" เย่เซวียนเอ่ยถามในใจด้วยความประหลาดใจ
โอสถรวมปราณที่เขาเพิ่งกินเข้าไปมีมูลค่าถึงหนึ่งล้านตำลึงเงิน ล้ำค่าอย่างยิ่ง ทว่ากลับได้แต้มมาเพียงแต้มเดียว แล้วแต้มนี้มันเอาไว้ทำอะไรได้ล่ะ?
"แต้มกลืนกินสามารถใช้แลกวิชายุทธ์ สายเลือด ศัสตราวุธเทวะ ของวิเศษ ฯลฯ..."
ยังไม่ทันที่เย่เซวียนจะเอ่ยปากถาม ในหัวก็ปรากฏรายการขึ้นมา เขาตรวจสอบดูอย่างละเอียด พบว่าวิชายุทธ์ระดับห้าใช้แต้มกลืนกินเพียงหนึ่งแต้มเท่านั้น
"หมัดพยัคฆ์คำราม บาทาเหินเวหา เพลงกระบี่อสนีบาต..."
เย่เซวียนอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา สิ่งที่เขาเห็นตอนนี้ล้วนเป็นวิชายุทธ์ระดับห้า ซึ่งแต่ละวิชาล้วนมีมูลค่านับล้านตำลึงเงิน
"ระบบ แต้มกลืนกินหามาได้อย่างไร?" เย่เซวียนเอ่ยถาม
"โฮสต์กลืนกินสิ่งของล้ำค่า ก็จะได้รับแต้มกลืนกิน"
เมื่อได้ยินดังนี้ ดวงตาของเย่เซวียนก็เป็นประกายขึ้นมา เมื่อครู่เขากลืนกินโอสถรวมปราณมูลค่าหนึ่งล้านตำลึงเงินเข้าไป จึงได้รับแต้มกลืนกินมาหนึ่งแต้ม
หากเขานำแต้มกลืนกินหนึ่งแต้มนี้ไปแลกเคล็ดวิชา แล้วนำไปถ่ายทอดต่อ ฟันกำไรก้อนโต จากนั้นก็ไปซื้อโอสถรวมปราณมาอัปเลเวล แบบนี้ก็ไร้เทียมทานแล้วไม่ใช่รึ?
ทว่าวินาทีต่อมา เขาก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เคล็ดวิชาระดับห้าแม้จะล้ำค่า แต่ก็ต้องมีคนมีปัญญาซื้อด้วยสิ ในเมืองเหลียนอวิ๋น นอกจากสี่ตระกูลใหญ่แล้ว ใครจะควักเงินทีละหลายแสนตำลึงออกมาได้รวดเดียว?
"เฮ้อ..."
เย่เซวียนส่ายหน้าอย่างผิดหวังเล็กน้อย แต่ตอนนั้นเอง ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง เพราะแต้มกลืนกินนอกจากจะใช้แลกเคล็ดวิชาได้แล้ว ยังสามารถแลกโอสถ ศัสตราวุธเทวะ ของวิเศษ และอื่นๆ ได้อีกด้วย
ในจำนวนนั้น มีหมวดหมู่หนึ่งที่เรียกว่าสายเลือด ดึงดูดความสนใจของเย่เซวียนได้เป็นอย่างดี
"สายเลือดราชันย์อสูร สายเลือดระดับสูงสุด สยบสัตว์อสูรทั้งมวล เสริมความแข็งแกร่งทางร่างกายอย่างมหาศาล..."
"สายเลือดเผ่าโลหิต สายเลือดระดับสูงสุด สามารถดูดกลืนเลือดผู้อื่นเพื่อการเติบโต สามารถกลายร่างเป็นค้างคาว สามารถทำการเปลี่ยนผ่านสายเลือด..."
"สายเลือดมนุษย์หมาป่ารัตติกาล สายเลือดระดับสูงสุด เสริมความแข็งแกร่งทางร่างกายอย่างมหาศาล สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่า อาบแสงจันทร์จะช่วยเพิ่มพลัง..."
"สายเลือดมังกรวารีห้วงลึก สายเลือดระดับสูงสุด เสริมความแข็งแกร่งทางร่างกายอย่างมหาศาล สามารถกลายร่างเป็นมังกรวารี..."
"สายเลือดไททันสีทอง สายเลือดระดับสูงสุด เสริมความแข็งแกร่งทางร่างกายอย่างมหาศาล สามารถกลายร่างเป็นไททัน..."
...
เมื่อเห็นสายเลือดเหล่านี้ เย่เซวียนก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก ทว่าเหนือสายเลือดระดับสูงสุดเหล่านี้ ยังมีสายเลือดระดับเทพอยู่อีก เช่น มังกรเขียว พยัคฆ์ขาว หงส์แดง เต่าดำ กิเลน
นอกจากนี้ เขายังเห็นสายเลือดเทพสงคราม สายเลือดราชันย์ปีศาจ สายเลือดต้าหลัวจินเซียน และอื่นๆ อีกมากมายนับพันชนิด และเมื่อเย่เซวียนเห็นราคาของสายเลือดเหล่านี้ เขาก็ตาลายไปหมด เห็นแต่เลขศูนย์เรียงกันเป็นพรืด
เขาไม่กล้าดูต่อ รีบเลื่อนไปที่สายเลือดระดับต่ำ
"สายเลือดเสือดาวล่าลม เพิ่มความเร็วในการวิ่ง สายเลือดระดับต่ำ..."
"สายเลือดร้อยอสูร เสริมความแข็งแกร่งทางร่างกาย มีพละกำลังดั่งร้อยอสูร สายเลือดระดับต่ำ..."
"สายเลือดร้อยบุปผา เพิ่มความสามารถในการฟื้นฟู ต้านทานพิษร้อยชนิด สายเลือดระดับต่ำ..."
สายเลือดระดับต่ำสุดก็มีไม่น้อย แต่เย่เซวียนกลับไม่มีปัญญาซื้อแม้แต่อย่างเดียว เพราะเขามีแต้มกลืนกินแค่แต้มเดียว
"ดูท่า คงต้องหาของดีมากินเยอะๆ ซะแล้ว..."
เย่เซวียนรู้สึกเสียดายเล็กน้อย สายเลือดเหล่านี้ล้วนยอดเยี่ยมมาก หากตอนนี้เขามีสายเลือดร้อยอสูร หมัดเดียวคงซัดกำแพงทะลุได้สบายๆ
สายเลือดร้อยบุปผาก็ไม่เลว ต้านทานพิษร้อยชนิด ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวใครลอบวางพิษแล้ว
ขณะที่เย่เซวียนกำลังคิดว่าจะอัปเลเวลอย่างไร จู่ๆ ก็มีร่างหนึ่งผลักประตูหน้าลานบ้านเข้ามา
ตามหลักแล้ว หลิ่วเอ๋อร์ไม่น่าจะกลับมาเร็วขนาดนี้ แต่คนที่กลับมาก็คือหลิ่วเอ๋อร์จริงๆ ทว่า หลิ่วเอ๋อร์กลับดูผิดปกติไป
"นายน้อย..."
เมื่อหลิ่วเอ๋อร์เข้ามา ก็จงใจกระชับเสื้อผ้าให้แน่นขึ้น แล้วเรียกเบาๆ
แม้เย่เซวียนจะรู้จักหลิ่วเอ๋อร์ได้ไม่นาน แต่ก็มองเห็นความผิดปกติได้
หลิ่วเอ๋อร์ เหมือนเพิ่งจะร้องไห้มา
แถมเนื้อตัวของหลิ่วเอ๋อร์ก็ยังมอมแมม ตามตัวมีรอยฟกช้ำเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าถูกคนทำร้ายมา
เย่เซวียนจึงพุ่งพรวดเข้าไป จับตัวหลิ่วเอ๋อร์ไว้ทันที เอ่ยถาม "หลิ่วเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น ใครรังแกเจ้า?"
"มะ... ไม่มีเจ้าค่ะ หลิ่วเอ๋อร์เพิ่งจะสะดุดล้มตอนเข้าประตูมา..." หลิ่วเอ๋อร์รีบส่ายหน้าปฏิเสธ
"เหลวไหล บอกข้ามา ใครทำร้ายเจ้า?" เย่เซวียนถลึงตา เลิกคอเสื้อของหลิ่วเอ๋อร์ขึ้น จริงดังคาด บนหัวไหล่มีรอยข่วนอยู่หลายรอย ดูเหมือนจะเป็นรอยเล็บผู้หญิง
เขาจะเชื่อคำโกหกของหลิ่วเอ๋อร์ได้อย่างไร รอยข่วนชัดเจนขนาดนี้ จะเป็นรอยถลอกเพราะหินได้อย่างไร?
เขาโกรธมาก เพราะเขาถือว่าหลิ่วเอ๋อร์เป็นน้องสาว น้องสาวตัวเองถูกรังแก เขาจะใจเย็นอยู่ได้อย่างไร?
"หลิ่วเอ๋อร์ บอกข้ามา!" สีหน้าของเย่เซวียนเย็นเยียบ
หลิ่วเอ๋อร์ที่เพิ่งจะร้องไห้มา สัมผัสได้ถึงเสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดของเย่เซวียน พอเธอนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น น้ำตาก็ร่วงเผาะลงมาอีกครั้ง โผเข้ากอดเย่เซวียนทันที
"เมื่อกี้หลิ่วเอ๋อร์ออกไป กะว่าจะเลือกผ้ามาตัดเสื้อให้นายน้อยสักชุด ใครจะรู้ว่ากลางทางดันไปเจอเฉินเหมย นางด่าว่านายน้อยเป็นขยะ หลิ่วเอ๋อร์ทนไม่ได้ ก็เลยเถียงไปประโยคหนึ่ง..." หลิ่วเอ๋อร์พูดไปร้องไห้ไป
"แล้วไงต่อ?" สีหน้าของเย่เซวียนยิ่งเย็นเยียบลงเรื่อยๆ
"แล้ว... แล้วนางก็ตีข้า ฉีกผ้าของข้าขาดวิ่น แล้วยังจะจับข้าแก้ผ้าโยนทิ้งกลางถนนอีก..." หลิ่วเอ๋อร์พูดอึกอัก
อะไรนะ?
เมื่อฟังถึงตรงนี้ สีหน้าของเย่เซวียนก็ดำมืดลงถึงขีดสุด เขาเอ่ยถามทันที "เฉินเหมยผู้นี้ช่างบังอาจนัก นางเป็นใคร?"
หลิ่วเอ๋อร์ปาดน้ำตา "นางเป็นสาวใช้ของนายน้อยเฉินซงแห่งตระกูลเฉินเจ้าค่ะ..."
เฉินซงงั้นรึ?
สำหรับคนผู้นี้ เย่เซวียนพอจะคุ้นหูอยู่บ้าง เฉินซงผู้นี้อายุมากกว่าเขาสองปี ระดับพลังอยู่ที่วิถีการต่อสู้ขั้นที่สี่ตอนกลาง ถือว่าเป็นบุคคลมีชื่อเสียงคนหนึ่ง
"ตอนนั้นเฉินซงก็อยู่ด้วยงั้นรึ?" เย่เซวียนเอ่ยถามต่อ
หลิ่วเอ๋อร์พยักหน้าเบาๆ "ตอนที่เฉินเหมยตีข้า เขากินข้าวอยู่ชั้นบนของหอจุ้ยเซียน โชคดีที่หน่วยลาดตระเวนเมืองผ่านมาพอดี ไม่งั้น..."
"ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว" เย่เซวียนพยายามข่มเพลิงโทสะในใจ ลูบผมหลิ่วเอ๋อร์เบาๆ
ในเมืองเหลียนอวิ๋นมีสี่ตระกูลใหญ่ นอกจากตระกูลเย่และตระกูลหลินแล้ว ยังมีตระกูลเฉินและตระกูลอู๋แห่งจวนเจ้าเมือง
ความแข็งแกร่งของตระกูลเฉินไม่ควรประมาท ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น เย่เซวียนก็ต้องทวงความยุติธรรมกลับคืนมาให้ได้
"นายน้อย ท่านอย่าไปเลย ตอนนี้ท่าน..."
หลิ่วเอ๋อร์รู้สึกเป็นห่วง แต่ยังไม่ทันพูดจบ เย่เซวียนก็ลูบผมของเธอพลางเอ่ยว่า "ไม่เป็นไร ตอนนี้นายน้อยของเจ้าฟื้นฟูพลังกลับมาแล้ว แถมพลังยุทธ์ยังกล้าแข็งกว่าเดิมด้วยซ้ำ"
"อ๊ะ? นายน้อย จุดตันเถียนของท่าน..." หลิ่วเอ๋อร์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
"อืม ซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว หลิ่วเอ๋อร์เจ้ารออยู่ที่บ้าน นายน้อยไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ" พูดจบ เย่เซวียนก็เดินออกไปทันที
(จบแล้ว)