- หน้าแรก
- ท่านอ๋อง ลิโป้ และโฮมสเตย์สุดป่วนของผม
- บทที่ 103 ข้าต้องหลบเลี่ยงความห้าวหาญของมันงั้นหรือ?
บทที่ 103 ข้าต้องหลบเลี่ยงความห้าวหาญของมันงั้นหรือ?
บทที่ 103 ข้าต้องหลบเลี่ยงความห้าวหาญของมันงั้นหรือ?
"พ่ายแพ้แล้ว ขอรับท่านแม่ทัพ แตกพ่ายไปแล้ว!"
ระหว่างที่กำลังเร่งเดินทาง วิทยุสื่อสารในอกเสื้อของหลิวอวี้ก็ดังขึ้น
วิทยุสื่อสารทางการทหารแบบนี้ มีระยะครอบคลุมกว้างไกลมาก
อีกทั้งในยุคโบราณไม่มีสัญญาณรบกวนใดๆ ระยะทางไกลที่สุดอย่างน้อยก็ส่งสัญญาณได้ถึงสามสิบลี้
หลิวอวี้หยิบมันขึ้นมาพลางตวาดด้วยความโมโห "ใครแตกพ่าย? แล้วยังจะมาพูดว่า 'เปลี่ยน' อีก!"
จากนั้นเขาก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ จึงเอ่ยต่อว่า "เปลี่ยน!"
ปลายสายวิทยุสื่อสารตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงลนลานทันที "ท่านแม่ทัพ กองกำลังป้องกันของเซี่ยไท่โส่วพ่ายแพ้แล้ว หลิวซวนจือถูกตีแตกพ่ายไปแล้ว เปลี่ยน!"
"ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?"
หลิวอวี้รีบถามทันที "เปลี่ยน!"
"กองกำลังที่เหลือของหลิวซวนจือกำลังถอยร่นไปทางไคว่จี ซุนเอินกับพวกโจรขบถกำลังขึ้นเรือไล่ล่าตามมา เปลี่ยน!"
ไคว่จีตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำแยงซีพอดี อีกทั้งยังมีแม่น้ำลำคลองและสระน้ำอยู่มากมาย
หากหลิวอวี้กับพวกนั่งเรือไป ก็ย่อมจะไล่ตามได้ง่าย
แต่ทว่าหากนั่งเรือไปปะทะกับศัตรูเข้า นั่นก็คงจะเป็นปัญหาใหญ่แล้ว
ถึงอย่างไรพวกเขาก็มีกำลังคนไม่ถึงหนึ่งพันนาย ในขณะที่พวกโจรลัทธิอู่โต่วหมี่มีอย่างน้อยหลายหมื่นคน แถมจำนวนคนยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก
แม้ว่าพวกที่ต่อสู้ได้จริงจะมีไม่มากนัก แต่เมื่อมองดูแล้วก็น่าเกรงขามอยู่ไม่น้อย
หากต้องเผชิญหน้ากันกลางแม่น้ำ ก็จะไม่มีแม้แต่ที่ให้หนี
"พวกเราจะไปถึงเดี๋ยวนี้แหละ เปลี่ยน!"
เมื่อหลิวอวี้กล่าวจบ ก็สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเร่งความเร็วในการเดินทางต่อไป
ก็มีเพียงกองทัพชั้นยอดอย่างกองทัพเป่ยฝู่เท่านั้นแหละ ถึงจะสามารถเดินทัพเช่นนี้ได้
หากเปลี่ยนเป็นกองทัพธรรมดาทั่วไป เดินๆ ไปกำลังคนก็คงร่อยหรอลง ไม่เดินรั้งท้ายก็คงหนีทัพไปเลย
เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นปรากฏการณ์ปกติธรรมดาในยุคโบราณ
หวังเจิ้นเอ้อวิเคราะห์ว่า "เช่นนี้ก็ดี กองทัพโจรประชิดเมืองไคว่จี ขอเพียงพวกเรากับเซี่ยไท่โส่วโจมตีกระหนาบหน้าหลัง ซุนเอินก็ย่อมพ่ายแพ้ในศึกเดียว"
ส่วนหลิวอวี้กลับเอ่ยถามว่า "ถ้าหากเซี่ยหยวนเป็นฝ่ายนำทัพบุกออกไปก่อนเล่า?"
"เอ๋?"
หวังเจิ้นเอ้อชะงักไปครู่หนึ่ง "เขาไม่ใช่หมูโง่เขลาสักหน่อย เหตุใดถึงจะนำทัพออกไปก่อนเล่า?"
คนตาบอดยังมองออกเลยว่า โจรขบถอย่างซุนเอินไม่มีทางบุกโจมตีเมืองเป็นอันขาด
ไคว่จีนั้นเป็นถึงเมืองใหญ่ แม้ว่าศูนย์กลางการปกครองจะไม่ใช่ที่อำเภออู๋เซี่ยนอีกต่อไปแล้ว แต่กำแพงเมืองก็ยังสูงตระหง่าน แค่เห็นพวกกบฏธรรมดาก็ขยาดจนไม่กล้าเข้าใกล้แล้ว
ทว่าความคิดของเซี่ยต้าน ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้
ในเวลานี้ เมื่อเซี่ยหยวนได้ยินข่าวการพ่ายแพ้ของหลิวซวนจือ ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
จากนั้นเขาก็ถึงขั้นไม่เตรียมจะกินข้าวด้วยซ้ำ แต่เตรียมจะนำทัพออกไปรับศึกทันที
โชคดีที่คนรอบข้างรีบห้ามปรามเขาเอาไว้ "ท่านแม่ทัพ ทัพกบฏกำลังฮึกเหิม ทัพเราเพิ่งพ่ายแพ้ ทางที่ดีควรหลบเลี่ยงความห้าวหาญของพวกมันไปก่อน"
ทว่าเซี่ยหยวนผู้หยิ่งยโสเมื่อได้ยินเช่นนั้นกลับหัวเราะร่วน "ข้าต้องหลบเลี่ยงความห้าวหาญของมันงั้นหรือ?"
เขามีสีหน้าดูแคลน "เมื่อก่อนฝูเจียนมีทหารนับล้าน ยังต้องมาทิ้งชีวิตที่หวยหนาน นับประสาอะไรกับซุนเอินที่ลนลานหนีออกทะเล? ตอนนี้มันกล้ามารนหาที่ตาย ข้าย่อมต้องสับมันเป็นชิ้นๆ!"
เซี่ยต้านในวัยสี่สิบเก้าปียังคงแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า ทุกคนจึงพลอยรู้สึกฮึกเหิมตามไปด้วย
แต่ก็มีบางคนที่รู้สึกว่าทำเช่นนี้ออกจะไม่เหมาะสมอยู่บ้าง
ในปีนั้นที่ฝูเจียนอ้างว่ามีกองทัพแปดแสนนาย นั่นก็เป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้างเท่านั้น—
ต่อให้จะตะโกนป่าวประกาศไปมากเท่าใด แต่จำนวนคนจริงๆ ย่อมไม่มีทางเยอะถึงเพียงนั้นแน่
ในประวัติศาสตร์ มีเพียงหยางกว่างเท่านั้นที่ต่างจากคนอื่น ทหารนับล้านของคนอื่นล้วนเป็นคำโอ้อวดเพื่อข่มขวัญผู้คนทั้งสิ้น
มีเพียงกองทัพนับล้านของหยางกว่างเท่านั้นที่เป็นของจริง—
และที่สำคัญที่สุด ผู้บัญชาการในศึกเฟยสุ่ยก็คือเซี่ยเสวียน ไม่ใช่เซี่ยต้านเสียหน่อย
นี่แม่ทัพเฒ่าเซี่ยหยวนยังคงหลงอยู่ในความฝันหรืออย่างไร?
"ท่านแม่ทัพ พวกเราควรตั้งรับอย่างแน่นหนา จัดทัพเรือเตรียมพร้อมที่ทะเลสาบหนานหู และแบ่งกำลังทหารซุ่มโจมตีพวกกบฏที่บุกเข้ามา เช่นนี้ย่อมต้องชนะเป็นแน่"
ผู้ใต้บังคับบัญชารีบเสนอแนะทันที
เซี่ยหยวนจึงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว "รับมือกับโจรขี้ขโมย เหตุใดต้องใช้มีดฆ่าโคด้วย?"
"นี่—"
ขุนพลผู้ใต้บังคับบัญชาเงียบเสียงลงทันที
บางทีสิ่งที่เซี่ยไท่โส่วกล่าวอาจจะถูกต้องก็ได้
เผื่อแค่บุกเข้าไปฆ่าฟัน กองทัพศัตรูก็อาจจะแตกพ่ายไปเลยก็ได้กระมัง?
แต่ก็โชคดีที่ในที่สุดเซี่ยต้านก็ระงับความหุนหันพลันแล่นเอาไว้ได้
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็กินข้าวกันก่อนเถอะ
ในเวลานี้ ระหว่างทางซุนเอินก็เอาชนะจางเฉียนซั่ว ผู้ว่าการแห่งซ่างตั่งไปได้อีกหนึ่ง และมุ่งหน้าตรงมายังไคว่จี
จากเรื่องนี้ก็เห็นได้แล้วว่า กองทหารท้องถิ่นของตงจิ้นนั้นอ่อนแอเพียงใด มีเพียงกองทัพเป่ยฝู่เท่านั้นที่มีกำลังพอจะต่อกรได้
และในเวลานี้ กองทัพเป่ยฝู่ก็ถูกควบคุมโดยหลิวเหลาจืออย่างเบ็ดเสร็จ หากเขาพอจะมีความทะเยอทะยานอยู่บ้าง ก็ย่อมสามารถสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน
แต่น่าเสียดาย ที่หลิวเหลาจือเป็นคนขี้ขลาด
เขายอมเป็นขุนนางรับใช้ผู้อื่นไปตลอดชีวิต ดีกว่าจะต้องลงมือทำอะไรให้เป็นเรื่องใหญ่โต
ผ่านไปอีกหลายวัน หลังจากซุนเอินและพวกพ้องจัดงานเลี้ยงบำเหน็จรางวัลให้เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา ในที่สุดก็เดินทางมาถึงศูนย์กลางการปกครองของเมืองไคว่จี
ส่วนหลิวอวี้และคณะก็เร่งเดินทัพมาหลายวัน อ้อมผ่านเมืองโกวจางมาจนถึงที่นี่แล้วเช่นกัน
ทหารสอดแนมที่สะกดรอยตามกองทัพโจรมาตลอดทาง ในที่สุดก็กลับมารายงาน
"ท่านแม่ทัพ ไม่นานมานี้เซี่ยไท่โส่วส่งขุนพลกว่างอู่ หวนเป่าเป็นทัพหน้า สังหารศัตรูไปได้มากมายขอรับ"
"ซุนเอินกับพวกไม่กล้าขึ้นฝั่งแล้วขอรับ"
พวกหลิวอวี้จึงตั้งค่ายพักแรมกันตรงนั้น
เมื่อได้ฟัง หหลิวอวี้ก็กล่าวขึ้น "ส่งคนไปติดต่อเซี่ยไท่โส่ว พวกเราต้องล่อซุนเอินและพวกให้ขึ้นฝั่งมาก่อน จากนั้นค่อยโจมตีกระหนาบหน้าหลัง"
"ขอรับ!"
ติดต่อกันหลายวัน หลี่ลี่จื้อจะแวะเวียนมาหาเสมอ ในที่สุดก็รอจนหลี่ชิงเจ้ามาถึง
เมื่อเฉินอี้เห็นหลี่ชิงเจ้ามา ก็เอ่ยกับเธอว่า "หลี่ลี่จื้ออยากเข้าไปเที่ยวในเมืองตลอดเลย รอให้คุณมาจะได้ไปพร้อมกัน"
"ได้สิคะ"
หลี่ชิงเจ้าตอบตกลงทันที
เดิมทีเธอก็เป็นคนชอบเที่ยวเล่นอยู่แล้ว จึงเอ่ยถามขึ้นมาอีกว่า "คุณชายเฉิน ข้าสามารถอยู่ที่นี่ตลอดไปเลยได้ไหมเจ้าคะ?"
"ได้สิครับ"
เฉินอี้ตอบ "แค่คุณไม่ได้รู้สึกไม่สบายตัวอะไรใช่ไหม?"
"ครั้งนี้ข้าจะลองอยู่ให้นานขึ้นดูเจ้าค่ะ"
หลี่ชิงเจ้ากล่าวอย่างกระตือรือร้น เธอแค่กลัวว่าเฉินอี้จะปฏิเสธ
ก่อนหน้านี้เธอแทบไม่ค่อยได้ค้างคืนที่นี่เลย ครั้งนี้เธออยากจะอยู่ต่ออีกสักหลายวัน
และหลังจากนั้น เฉินอี้ก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ คำว่า 'อยู่ที่นี่ตลอดไป' ของหลี่ชิงเจ้า—ตลอดไปที่ว่านี่คือแค่ไหนกัน?
สายตาของทั้งสองสบกันชั่วครู่ก่อนจะผละออก หลี่ชิงเจ้าก้มหน้าพลางเอ่ย "ถ้าหากท่านพ่อของข้าพวกท่านสามารถมาได้ก็คงดีสิเจ้าคะ"
"ผมก็กำลังคิดหาวิธีอยู่ครับ"
เฉินอี้ตอบ
ก่อนหน้านี้ได้ทำการทดลองไปหลายครั้งแล้ว ผลปรากฏว่าแม้แต่ 'บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์' อย่างตั่งหวยอิงก็ยังมาไม่ได้
เรื่องนี้ทำให้เฉินอี้เริ่มสงสัยแล้วว่า ตกลงว่าเขาไม่สามารถพาคนอื่นข้ามมาได้เลยใช่หรือไม่?
หรือว่ามีกฎเกณฑ์อื่นๆ แอบแฝงอยู่อีก
หลังจากนั้น หลี่ชิงเจ้าก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วทั้งสองก็เตรียมตัวจะพาหลี่ลี่จื้อเข้าเมือง
เมื่อหลี่ลี่จื้อเห็นหลี่ชิงเจ้าในลุคใหม่เอี่ยม ก็ร้องด้วยความดีใจทันที "หนูก็อยากใส่เสื้อผ้าแบบพี่หญิงหลี่บ้างจังเลยค่า"
หลี่ลี่จื้อที่อายุยังไม่ถึงสิบขวบ แทบจะไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับ 'ประเพณีดั้งเดิม' อยู่เลย
หรือจะบอกว่ายังไม่ทันได้รับการปลูกฝังก็ว่าได้
คาดว่าคงต้องรอจนกว่าองค์หญิงจะออกเรือน ถึงจะมีการปลูกฝังแนวคิดเหล่านี้ให้
ในยุคนี้ หลี่ซื่อหมินย่อมไม่มีทางทรมานลูกสาวของตัวเองแน่
"ได้สิ เดี๋ยวพาไปซื้อนะ"
เฉินอี้ขับรถ มุ่งตรงไปยังห้างสรรพสินค้าที่ใกล้ที่สุด
พอลงจากรถ ก็ซื้อชานมมาก่อนสามแก้ว
หลี่ลี่จื้อมีของโปรดชิ้นใหม่แล้ว เดิมทีเธอก็ชอบของหวานอยู่เป็นทุนเดิม ชานมหนึ่งแก้วเธอจึงดูดรวดเดียวหมดเร็วกว่าเฉินอี้เสียอีก จนพุงน้อยๆ ป่องออกมาเลยทีเดียว
ทั้งสองพาเธอตรงไปที่ร้านขายเสื้อผ้าเด็ก พนักงานในร้านถึงกับตกตะลึงกับการแต่งหน้าทำผมของเธอ ถึงขั้นสาบานว่าอยากจะคลอดลูกสาวบ้างเลยทีเดียว
หลังจากซื้อเสื้อผ้าเสร็จ ก็ไปตระเวนชิมของอร่อยกันต่อ
ข้อดีของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แบบนี้ก็คือ แทบจะมีทุกสิ่งทุกอย่างครบจบในที่เดียว
เฉินอี้บังเอิญเหลือบไปเห็นโปสเตอร์ของโรงภาพยนตร์พอดี
"พวกเราไปดูหนังกันไหมครับ?"
"เอาสิคะ!"
หลี่ชิงเจ้าเองก็ยังไม่เคยดู จึงหันไปมองหลี่ลี่จื้อ
แม้ว่าหลี่ลี่จื้อจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นของสนุก จึงพยักหน้าหงึกๆ ตาม
ทั้งสามมุ่งตรงไปยังโรงภาพยนตร์ ดูโปรแกรมหนังที่กำลังเข้าฉายอยู่ แล้วก็สุ่มเลือกเรื่องที่เหมาะสำหรับเด็กมาเรื่องหนึ่ง
ถึงอย่างไรหลี่ลี่จื้อก็ยังเด็ก ต้องปกป้องสายตาสักหน่อย
หลังจากซื้อตั๋วหนังแล้ว เฉินอี้ก็ยังซื้อโค้กและป๊อปคอร์นมาด้วย เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การดูหนังของพวกเธอให้สมบูรณ์แบบที่สุด
...
หลังจากกำจัดขั้วอำนาจทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามไปได้แล้ว ก็ไม่มีใครคัดค้านเรื่องการย้ายเมืองหลวงของตั๋งโต๊ะอีกต่อไป
ลูกไม้นี้ของตั๋งโต๊ะช่างร้ายกาจยิ่งนัก เขาไม่เคยคิดจะแก้ปัญหาเลย คิดแต่จะแก้ที่คนเท่านั้น
ในชั่วขณะนี้ โลกก็ราวกับจะหยุดนิ่งไป
สิ่งที่เรียกว่ากองทัพพันธมิตรกวนตง เมื่อได้รู้ความคิดที่จะย้ายเมืองหลวงของตั๋งโต๊ะแล้ว ก็ไม่มีความคิดที่จะเข้าไปขัดขวางเลยแม้แต่น้อย
พวกเขาตั้งทัพอยู่ที่ซวนเจ่า ถึงเวลากินก็กิน ถึงเวลาดื่มก็ดื่ม เสบียงอาหารถูกส่งมาให้ไม่ขาดสาย
ทางด้านสายเหนือ อ้วนเสี้ยวกับอองของก็เป็นเช่นเดียวกัน อ้วนเสี้ยวปากก็ตะโกนปาวๆ ว่าจะแก้แค้น แต่ผลสุดท้ายก็ทำแค่ตั้งทัพประท้วงงิวฮูอยู่คนละฝั่งแม่น้ำทุกวัน
หากจะบอกว่าพวกเขาไม่ลงมือทำอะไรเลยก็คงจะเป็นการ 'ใส่ร้าย' กันเกินไป เพราะอย่างน้อยอองของก็ยังส่งกองทัพหน้าบุกไปตี เพียงแต่ถูกงิวฮูตีแตกพ่ายกลับมาก็เท่านั้น
และเมื่ออ้วนเสี้ยวเห็นเข้า ก็ร้องโอ้โหในใจ เปิดศึกครั้งแรกก็พ่ายเสียแล้ว สู้รอดูท่าทีไปก่อนดีกว่า—
ดังนั้น ทั้งสองคนจึงขลุกตัวอยู่แต่ในกระโจมทุกวี่ทุกวัน วันๆ เอาแต่ฟังดนตรีร่ายรำ
คนที่เคลื่อนไหวจริงๆ มีเพียงซุนเกี๋ยนเท่านั้น
แต่คนที่ซุนเกี๋ยนรับมือด้วยไม่ใช่ตั๋งโต๊ะ หากแต่เป็นขุนนางในเกงจิ๋ว เขาบีบให้หวังรุ่ย ผู้ตรวจการแคว้นเกงจิ๋วต้องฆ่าตัวตาย จากนั้นก็เตรียมจะไปที่หนานหยาง เพื่อสังหารจางจือ เจ้าเมืองหนานหยางอีก
ขบวนการปราบตั๋งโต๊ะยังไม่ทันเริ่ม ซุนเกี๋ยนก็มุ่งมั่นอยู่กับการ 'ใช้ตำแหน่งหน้าที่ชำระความแค้นส่วนตัว' เสียแล้ว
ในปีนั้น หวังรุ่ยเคยร่วมกับซุนเกี๋ยนปราบปรามหลิงหลิงและกุ้ยหยาง
เนื่องจากซุนเกี๋ยนเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ ดังนั้นหวังรุ่ยจึงอาจจะเคยพูดจาเหน็บแนมซุนเกี๋ยนไปสักสองประโยค ทำให้ซุนเกี๋ยนจำฝังใจมาจนถึงตอนนี้
ซุนเกี๋ยนผู้ผูกใจเจ็บ เมื่อสบโอกาสจึงจัดการปลิดชีพเขาทิ้งเสียเลย
ส่วนจางจือนั้นยิ่งอยุติธรรมเข้าไปใหญ่ ซุนเกี๋ยนยกทัพหลายหมื่นนายมาถึง ก็เอ่ยปากขอเสบียงอาหารทันที
จางจือย่อมไม่ตกลง ซุนเกี๋ยนไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือสังหารเขาทิ้งทันที
นี่มันทหารหลวงที่ไหนกัน โจรภูเขาชัดๆ
ดังนั้น การที่ภายหลังซุนเกี๋ยนต้องมาจบชีวิตลงที่เกงจิ๋ว จึงถือเป็นเรื่องสมควรแล้ว
ซุนเซ็กก็เหมือนกับซุนเกี๋ยน เมื่อเจอเรื่องอะไรก็รู้แค่จะใช้กำลังห้ำหั่น ดูเผินๆ อาจจะดูน่าเกรงขาม
แต่ปัญหาคือ ไม่ใช่แค่เจ้าคนเดียวที่รู้จักใช้กำลัง เจ้าฆ่าคนได้ คนอื่นก็ย่อมฆ่าเจ้าได้เช่นกัน
ดังนั้น ตั๋งโต๊ะจึงพบกับเรื่องแปลกประหลาดที่ว่า กองทัพพันธมิตรปราบตั๋งโต๊ะกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลยในช่วงเวลานี้
เรื่องนี้ทำให้ตั๋งโต๊ะเบาใจลง แต่เขาก็ยังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะย้ายเมืองหลวง
ลั่วหยางอยู่ใกล้กับกองทัพพันธมิตรพวกนี้เกินไป อีกทั้งยังสามารถบุกโจมตีลั่วหยางได้จากสามทิศทาง มันอันตรายเกินไปแล้ว
แค่พิจารณาจากแผนที่แล้ว ฉางอันที่อยู่ในดินแดนกวนจงต่างหากที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจ
ดังนั้น ในช่วงกลางเดือนสอง ตั๋งโต๊ะจึงเริ่มการย้ายเมืองหลวง
จักรพรรดิน้อยหลิวเสียและเหล่าขุนนางไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเป็นผู้นำขบวนอพยพ ใครที่ไม่ยอมขยับก็จะถูกตั๋งโต๊ะยึดทรัพย์สินทั้งหมด
หลังจากนั้น ตั๋งโต๊ะก็ยังส่งทหารออกไป ซึ่งรวมถึงกองทัพปิ้งโจวของลิโป้ด้วย เพื่อให้พวกเขาไปบังคับขับไล่ชาวเมืองลั่วหยาง
เมื่อลิโป้รับคำสั่งแล้ว ก็พากองทัพปิ้งโจวเดินกร่างเข้าไปในเมืองลั่วหยาง
ทั้งยังออกคำสั่งกำชับอย่างเข้มงวดว่า "ราษฎรทุกคนล้วนเป็นพี่น้องของพวกเรา พวกเราคือทหารของประชาชน!"
"ใครช่วยเหลือพี่น้องประชาชน คืนนี้คนนั้นจะได้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป!"
"โอ้!"
กลุ่มชายฉกรรจ์ต่างส่งเสียงโห่ร้องกึกก้อง แทบอยากจะกลายร่างเป็นทหารของประชาชนเสียเดี๋ยวนี้เลย
ลิโป้มีสีหน้าดำทะมึน "แม่มันเถอะ เรียนหนังสือตั้งเยอะยังไม่สู้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเลย ความรู้เข้าท้องหมาไปหมดแล้ว"
เตียวเลี้ยวที่อยู่ด้านข้างจึงหัวเราะขึ้นมาทันที "ท่านแม่ทัพ พวกเขาเพิ่งจะรู้หนังสือแค่ไม่กี่ตัว หลักการใหญ่โตก็กำลังเรียนรู้อยู่นี่ขอรับ"
"เขาว่ากันว่าเบื้องบนทำอย่างไร เบื้องล่างก็เอาอย่าง เมื่อพวกเขาเห็นย่อมต้องเลียนแบบตาม"
ลิโป้ได้ฟังก็รู้สึกโล่งใจ "บุนอ่วนพูดมีเหตุผล งั้นก็ยกให้เจ้าจัดการแล้วกัน ขุนพลอย่างข้ายังมีเรื่องใหญ่ต้องไปทำ"
เตียวเลี้ยวพยักหน้าตามระเบียบ "ท่านแม่ทัพไปเถอะขอรับ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง"
จากนั้นก็เห็นเพียงลิโป้ควบม้าจากไป ม้าเซ็กเธาว์พุ่งทะยานราวกับสายฟ้าแลบ
ส่วนเตียวเลี้ยวก็ลงจากหลังม้า เดินไปเคาะประตูบ้านด้วยตัวเอง แล้วลงมือช่วยประชาชนขนย้ายสิ่งของ
"ท่านลุง วางใจเถอะ กองทัพปิ้งโจวของพวกเราไม่หยิบฉวยเข็มหรือด้ายของประชาชนแม้แต่เส้นเดียว ของหนักๆ ให้ทหารของพวกเราช่วยถือเถิด พวกเขามีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ"
เตียวเลี้ยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
แม้ว่าการทำเช่นนี้จะไม่อาจช่วยเหลือคนได้มากนัก แต่อย่างน้อยก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้กองทัพปิ้งโจวได้
ท่านลุงได้แต่พยักหน้ารับคำอย่างหวาดหวั่น ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากพูด แล้วจะกล้าปฏิเสธแม่ทัพอย่างเตียวเลี้ยวได้อย่างไร?
ในตอนแรก เขายังคิดว่าเตียวเลี้ยวจะมาปล้นชิงเสียอีก
จนกระทั่งเห็นเตียวเลี้ยวช่วยขนย้ายของจริงๆ เขาก็ถึงกับซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก "ขอบพระคุณท่านแม่ทัพ แต่พวกเราไม่อยากไปนี่ขอรับ ที่นี่คือบ้านของพวกเรา!"
เตียวเลี้ยวเองก็รู้สึกเจ็บปวดใจเช่นกัน แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะตัดสินใจได้
เมื่อทหารที่อยู่ด้านหลังเห็นเตียวเลี้ยวทำเป็นแบบอย่างแล้ว ก็รีบเลียนแบบตามเตียวเลี้ยวไปช่วยขนย้ายของทันที