เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 สมาชิกใหม่มาถึง

บทที่ 29 สมาชิกใหม่มาถึง

บทที่ 29 สมาชิกใหม่มาถึง


แกะกล่องกันต่ออีกพักหนึ่ง นำพัสดุที่ซื้อมาช่วงนี้ออกมาแกะจนหมด

ของเล่นแปลกใหม่มากมาย ทำให้ทั้งสามคนทดลองเล่นกันอย่างไม่รู้เบื่อ

โดยเฉพาะเฉินอี้ยังจงใจสั่งซื้อแล็ปท็อปมาสองสามเครื่องจากอินเทอร์เน็ต เพื่อที่ในเวลาว่าง พวกเขาก็สามารถมาเล่นคอมพิวเตอร์ได้

หลี่ชิงเจ้าดีใจกับเรื่องนี้มากที่สุด นางรู้สึกว่าคอมพิวเตอร์สนุกกว่าโทรศัพท์มือถือเสียอีก

ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะสั้นเสมอ เฉินอี้ดูเวลาแล้วเอ่ยว่า "ผมจะออกไปซื้อกับข้าวแล้วนะครับ"

เขาเก็บของขวัญที่ลิโป้และหลี่ชิงเจ้ามอบให้อย่างดี

ของดีขนาดนี้ เขาชักจะตัดใจขายไม่ลงเสียแล้ว

โดยเฉพาะบทกวีของหลี่ชิงเจ้า ที่เขียนด้วยอักษรโซ่วจินถี่ของจ้าวจี๋ แถมด้านหลังยังมีลายเซ็นพู่กันแท้ๆ ของเขาอีก หากนำออกไปข้างนอก จะต้องทำให้เกิดความฮือฮาครั้งใหญ่ในโลกภายนอกอย่างแน่นอน

เก็บรักษาไว้ให้ดีๆ ดีกว่า

ของสิ่งนี้อธิบายที่มาไม่ได้เลย ในประวัติศาสตร์ก็ไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำ

"ได้เจ้าค่ะ!"

หลี่ชิงเจ้ากับอีกสองคนกำลังเล่นของตัวเองกันอยู่

ลิโป้กับหลิวอวี้เชื่อมต่อไวไฟ แล้วก้มหน้าก้มตาเล่นด้วยสีหน้าจริงจัง ท่าทางเหมือนกับมีม 'คนแก่มองมือถือบนรถไฟใต้ดิน' ไม่มีผิด

แต่หลี่ชิงเจ้าไม่เหมือนกัน นางกอดแล็ปท็อปยี่ห้อxซุสเครื่องใหม่ที่เพิ่งซื้อมาไว้ในอ้อมแขน ดูเชี่ยวชาญราวกับวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน

หากไม่ใช่เพราะนางยังสวมชุดโบราณ เฉินอี้คงสงสัยว่านางเป็นเด็กประถมยุคนี้ไปแล้ว

จากนั้น เขาก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ากระต่ายน้อยสีขาว แล้วปิดประตูให้เรียบร้อย

เวลาไปซื้อกับข้าว ขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันเล็กสะดวกกว่าหน่อย

เหตุผลหลักคือมันลัดเลาะไปได้ทุกที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องรถติด

เขาคิดเมนูอาหารกลางวันไว้เรียบร้อยแล้ว รับรองว่าทุกจานต้องทำจากมันฝรั่ง

และทันทีที่เฉินอี้ออกไป หลี่ชิงเจ้าก็ไม่รู้ว่าไปหยิบไพ่โป๊กเกอร์มาจากไหนหนึ่งสำรับ

"พี่ชายทั้งสอง พวกเรามาเล่นโต้วตี้จู่กันเถอะเจ้าค่ะ?"

สำหรับหลี่ชิงเจ้า การเล่นเกมบนอินเทอร์เน็ตไม่สนุกเท่ากับการเล่นในชีวิตจริง เพราะนางสามารถสังเกตสีหน้าของคู่ต่อสู้ได้

เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวอวี้ก็รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาทันที จิตวิญญาณแห่งการพนันในใจลุกโชนขึ้นอย่างรุนแรง

"แบบนี้จะไม่ดีกระมัง? หลิวโหมวได้สาบานไว้แล้วว่าจะไม่เล่นการพนันอีก"

"พวกเราไม่ได้พนันเอาเงินเสียหน่อย แค่เล่นกันสนุกๆ เท่านั้นเองเจ้าค่ะ"

หลี่ชิงเจ้ารีบพูดเกลี้ยกล่อม

หลิวอวี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เข้าไปดึงตัวลิโป้มาเล่นด้วยกัน

ช่วยไม่ได้ เพื่อให้เข้ากับกลุ่ม ลิโป้จึงทำได้เพียงเล่นโต้วตี้จู่ไปกับพวกเขา

……

หลังจากที่เฉินอี้จากไปได้ไม่นาน จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่ด้านนอกของโฮมสเตย์

หญิงสาวสวมกระโปรงหลิวเซียน นางมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่ไหน

ทว่ารอบด้านดูเหมือนป่าเขาลำเนาไพร มีเพียงถนนหลวงใต้เท้าที่ดูไม่ธรรมดา รวมถึงบ้านที่อยู่ตรงหน้าหลังนี้ด้วย

แม้ตัวอักษรจะดูแปลกตาไปบ้าง แต่นางก็ยังพอเดาความหมายคร่าวๆ ได้

โฮมสเตย์ซื่อฟาง

หญิงสาวไม่มีทางเลือกอื่น จึงทำได้เพียงเดินเข้าไปเคาะประตู

"มีใครอยู่หรือไม่เจ้าคะ?"

ไม่มีเสียงตอบรับ นางได้ยินเพียงเสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาจากข้างใน

เมื่อตั้งใจฟังดีๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นคำว่า 'ไพ่คู่สอง' 'ไพ่บอมบ์สี่' อะไรทำนองนั้น

ไม่มีทางเลือก นางจึงเพิ่มแรงเคาะประตูให้ดังขึ้น และในที่สุดก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่า

คนข้างในเกิดความลนลานขึ้นมาทันที "มีคนมาเจ้าค่ะ พี่ชายทั้งสองรีบเก็บไพ่เร็วเข้า"

จากนั้น หลี่ชิงเจ้าก็วิ่งเหยาะๆ มาเปิดประตู

ประตูใหญ่เปิดออก หลี่ชิงเจ้ามองคนที่อยู่ข้างนอกด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ที่ไม่ใช่คุณชายเฉิน

แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายสวมกระโปรงหลิวเซียน ไม่ได้สวมเสื้อผ้าแบบคนยุคปัจจุบัน หลี่ชิงเจ้าก็พอจะเดาอะไรได้บ้าง

ดังนั้นนางจึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ไม่ทราบว่าอาเจี่ยเดินทางมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ?"

เมื่อหญิงสาวเห็นหลี่ชิงเจ้า ก็เอ่ยด้วยความตกตะลึงทันที "น้องสาว เหตุใดเจ้าจึงสวมใส่เสื้อผ้าผิดจารีตประเพณีเช่นนี้?"

หลี่ชิงเจ้าสวมเสื้อแขนสั้นและกางเกงขาสั้น เผยให้เห็นท่อนแขนขาวเนียนราวกับรากบัว เมื่อเทียบกับตัวนางเองแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

ทว่าเนื่องจากกลิ่นอายบนตัวของทั้งสองคนนั้นคล้ายคลึงกัน ล้วนเป็นกลิ่นอายของบัณฑิต นางจึงมองออกว่าหลี่ชิงเจ้าเป็นผู้ที่มีความรู้และรู้ธรรมเนียม

"อาเจี่ย ข้า... นี่เรียกว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามเจ้าค่ะ"

หลี่ชิงเจ้าถูกตำหนิซึ่งๆ หน้า ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง จึงทำได้เพียงกอดแขนตัวเองไว้

โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ นางกล่าวว่า "ข้าเป็นชาวอันหลิงแห่งเมืองฝูเฟิง เดิมทีแค่ตั้งใจจะออกมาเดินเล่นสักหน่อย ไม่คิดว่าจะหลงมาถึงที่นี่ได้"

"ข้าชื่อหลี่ชิงเจ้าเจ้าค่ะ"

"ปานเจา"

เมื่อได้ยินชื่อนี้ หลี่ชิงเจ้าก็ชะงักไปครู่หนึ่ง คราวนี้นางรู้แล้วว่าเหตุใดปานเจาถึงได้ตำหนินาง

นี่คือผู้แต่งหนังสือ 《หนวี่เจี้ย》 เชียวนะ!

"ปานต้ากูหรือเจ้าคะ?"

"มิกล้ารับคำเรียกขานว่าต้ากูหรอก"

ปานเจารีบส่ายหน้า

ดูจากรูปลักษณ์ของนาง ตอนนี้นางมีอายุราวยี่สิบปีเท่านั้น กลิ่นอายของสตรีที่ออกเรือนแล้วแผ่กระจายอย่างชัดเจน

ในยุคโบราณ อายุยี่สิบปีก็ถือเป็นสตรีที่แต่งงานแล้ว...

ดังนั้น การที่เฉาเฉิงเซี่ยงชอบภรรยาผู้อื่น ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

"อาเจี่ยรีบเข้ามาเถิดเจ้าค่ะ ที่นี่ไม่ใช่ราชวงศ์ต้าฮั่นหรอกนะเจ้าคะ แต่เป็นโลกยุคปัจจุบันในอีกเกือบสองพันปีให้หลัง"

"นี่เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใดกัน?"

หลี่ชิงเจ้าดึงตัวปานเจาเข้ามา เมื่อได้ยินคำพูดของนาง ปานเจาย่อมไม่เชื่อเป็นธรรมดา

ทว่าหลังจากนั้น นางก็มองเห็นทุกสิ่งในลานบ้าน ซึ่งดูเหมือนจะไม่ค่อยปกติเท่าไหร่นัก

โดยเฉพาะตอนที่เดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ ไอเย็นสดชื่นก็พัดปะทะใบหน้าทันที

ข้าวของแทบทุกชิ้นล้วนเป็นสิ่งที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน

ในห้องยังมีบุรุษร่างใหญ่สวมเสื้อแขนสั้นสองคน กำลังมองนางด้วยรอยยิ้ม

"พี่ชายทั้งสอง พี่สาวท่านนี้คือปานเจา ปานต้ากูเจ้าค่ะ!"

เมื่อได้ยินดังนั้น ลิโป้ก็ตื่นเต้นที่สุด

ลิโป้เคยได้ยินวีรกรรมของปานต้ากูมาก่อน เขาจึงรีบประสานมือคารวะทันที "สวัสดีปานต้ากู ข้าคือเวินโหวแห่งต้าฮั่น ลิโป้ เฟิ่งเซียน"

ในเวลานี้ ย่อมไม่มีใครใส่ใจแล้วว่าตอนนี้ลิโป้ได้เป็นเวินโหวแล้วหรือไม่

หลิวอวี้เองก็รีบแนะนำตัวเช่นกัน "ข้าคือซ่งอู่ตี้แห่งราชวงศ์หนานเฉา หลิวอวี้"

"?"

ปานเจารู้สึกงุนงงไปหมดแล้ว

เวินโหวแห่งต้าฮั่นคืออะไร? แล้วซ่งอู่ตี้ผู้นี้ล่ะ หากเทียบกับฮั่นอู่ตี้แล้วจะเป็นเช่นไร?

"อาเจี่ย ที่นี่คือโลกในอีกสองพันปีให้หลังต่อจากต้าฮั่นจริงๆ เจ้าค่ะ"

หลี่ชิงเจ้าดึงตัวปานเจาให้นั่งลง ก่อนจะหยิบเบียร์ออกมาสองขวด แล้วแนะนำทุกสิ่งทุกอย่างของที่นี่ให้นางฟัง

ต้องใช้เวลาอธิบายอยู่นาน กว่าปานเจาจะยอมรับได้

เพราะที่นี่ดูแตกต่างออกไปจริงๆ

แน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดคือหลี่ชิงเจ้าเปิดประวัติของนางให้นางดู

ปานเจาจึงไม่อาจไม่เชื่อ

นางได้เดินทางมายังสิ่งที่เรียกว่า 'ยุคหลัง' แล้วจริงๆ

ในตอนนั้นเอง เฉินอี้ก็ซื้อกับข้าวกลับมาพอดี

"คุณชายเฉิน ท่านกลับมาแล้ว รีบมาดูสิเจ้าคะ ปานต้ากูมาที่นี่ด้วยเจ้าค่ะ"

หลี่ชิงเจ้ารีบวิ่งออกไปต้อนรับ

"ปานต้ากู?"

เฉินอี้งุนงงเล็กน้อย เพราะคำว่าเจียในที่นี้อ่านว่า 'กู'

ปานเจาได้รับการเรียกขานว่าปานต้ากูหรือเฉาต้ากู เนื่องจากนางแต่งงานกับเฉาซื่อซูซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกันตั้งแต่อายุสิบสี่ปี

แต่เฉาซื่อซูผู้นี้อายุสั้น หลังจากปานเจาแต่งงานเข้ามาได้ไม่กี่ปี เขาก็ด่วนจากไป

ทำให้นางต้องครองตัวเป็นม่ายให้เขามาโดยตลอด คอยอบรมสั่งสอนบุตรธิดา จนมีชื่อเสียงเลื่องลือ

เมื่อหลี่ชิงเจ้าแนะนำตัวให้ฟัง เฉินอี้จึงได้รู้ว่าผู้ที่มาเยือนคือปานเจา หนึ่งในสี่ยอดหญิงงามผู้เปี่ยมพรสวรรค์

นี่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจปนยินดี หรือว่าโฮมสเตย์ซื่อฟางจะมีพลังแห่งปัญญาชนอัดแน่นอยู่?

มิฉะนั้นทำไมผู้ที่มาเยือนถึงมีแต่ยอดหญิงนักปราชญ์กันล่ะ!

แต่ต้องยอมรับเลยว่า ยุคราชวงศ์ฮั่นมียอดหญิงผู้ปราดเปรื่องอยู่มากมายจริงๆ

เซียวเหลียงโหย่วแห่งราชวงศ์หมิงเคยกล่าวไว้ว่า ปานเจาชำระพงศาวดารฮั่น ไช่เหยี่ยนรจนาลำนำหูเจีย หงส์บรรเลงท่วงทำนอง นกแก้วดีดผีผา

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปานเจา ก็คือการสืบทอดงานเขียน 《ฮั่นซู》 นางถือเป็นนักประวัติศาสตร์หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้ชำระพงศาวดาร

นอกจากนี้นางยังเป็นทั้ง 'เพื่อนซี้' และ 'อาจารย์' ของเติ้งซุยอีกด้วย

พูดตามตรง เฉินอี้ยังอยากเห็นความสง่างามของเติ้งซุยสักครั้งเหมือนกัน

เติ้งซุยได้รับการขนานนามจากคนรุ่นหลังว่าเป็น 'สตรีผู้ครองแผ่นดิน' ยุคที่เติ้งซุยว่าราชการหลังม่าน ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของราชวงศ์ตงฮั่น

ในตอนนั้นมีทั้งภัยธรรมชาติและภัยจากน้ำมือมนุษย์นับไม่ถ้วน ทั้งแผ่นดินไหว พายุลูกเห็บ ตั๊กแตนระบาด และภัยแล้งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานกว่าสิบปี...

หากเปลี่ยนเป็นผู้ปกครองที่โง่เขลาเบาปัญญา ราชวงศ์ฮั่นในยามนั้นอาจล่มสลายไปแล้ว

แต่ภายใต้การนำของเติ้งซุย ตงฮั่นกลับก้าวผ่านวิกฤตมาได้ ทั้งยังสามารถขยายอาณาเขตออกไปได้อีกด้วย

หากบูเช็กเทียนมีผลงานความดีความชอบแบบเติ้งซุย ก็คงไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงถึงเพียงนั้น...

หากนำไปเขียนเป็นนิยายนางเอก เติ้งซุยก็คือ 'นางเอกตัวแม่' ของแท้

และในฐานะเพื่อนซี้ของเติ้งซุย ปานเจาเองก็ได้มีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งนางก็ทำได้ดีมากทีเดียว

แน่นอน สิ่งที่ทำให้เฉินอี้สนใจปานเจามากที่สุด ก็คือการที่นางมีพี่ชายสองคน

คนหนึ่งคือปานกู้ มหาปราชญ์ผู้รจนา 《ฮั่นซู》 ส่วนอีกคนก็คือปานเชา

เรื่องราวที่ปานเชาทิ้งพู่กันไปจับดาบเข้าร่วมกองทัพเพื่อปราบปรามดินแดนซีอวี้ เป็นเรื่องที่แม้แต่เด็กประถมก็ยังรู้

ได้พบกับน้องสาวของปานเชาทั้งที จะไม่ให้เฉินอี้รู้สึกตื่นเต้นได้อย่างไร?

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงหิ้วข้าวของเดินตามหลี่ชิงเจ้าเข้าไปด้านใน

"ท่านนี้ก็คือปานต้ากูสินะครับ?"

เฉินอี้วางถุงกับข้าวลง ก่อนจะประสานมือคารวะปานเจา

ปานเจาดูอายุราวๆ ยี่สิบกว่าปี เกล้าผมเป็นทรงของสตรีที่ออกเรือนแล้ว ดูอ่อนโยนดั่งสายน้ำ ท่าทีของนางดูนุ่มนวลและอ่อนหวานกว่าหลี่ชิงเจ้าเสียอีก

จากตัวนาง เฉินอี้สามารถสัมผัสได้ถึงคำคำหนึ่ง

กุลสตรีผู้สูงศักดิ์

ปานเจายังอายุน้อยขนาดนี้... เช่นนั้นก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นเติ้งซุยแล้วสิ

ป่านนี้นางคงยังไม่เกิดด้วยซ้ำมั้ง!

"คุณชายเฉิน มิกล้ารับการคารวะเช่นนี้หรอกเจ้าค่ะ"

ปานเจารีบคารวะตอบ

นางได้รับรู้เรื่องราวในอนาคตของตัวเองแล้ว แต่อนาคตของนางก็ไม่ใช่นางในตอนนี้เสียหน่อย

"ปานต้ากูมาได้จังหวะพอดีเลย ตอนเที่ยงอยู่ทานข้าวด้วยกันสิครับ"

เฉินอี้รู้สึกดีใจ เพราะคนเยอะก็ยิ่งทานข้าวได้ครึกครื้น

เวลาทานข้าวคนเดียว เขามักจะรู้สึกเจริญอาหารน้อยลง แต่พอคนเยอะ ความอยากอาหารของเขาก็จะเพิ่มขึ้นมาก

ดังนั้น เฉินอี้จึงไม่ได้อยู่คุยนานนัก เขาให้หลี่ชิงเจ้ารีบดูแลต้อนรับนาง ส่วนตัวเองก็ขอตัวไปทำกับข้าว

จบบทที่ บทที่ 29 สมาชิกใหม่มาถึง

คัดลอกลิงก์แล้ว