- หน้าแรก
- ท่านอ๋อง ลิโป้ และโฮมสเตย์สุดป่วนของผม
- บทที่ 20 อ้วนปุนโชคือวีรบุรุษแห่งยุค
บทที่ 20 อ้วนปุนโชคือวีรบุรุษแห่งยุค
บทที่ 20 อ้วนปุนโชคือวีรบุรุษแห่งยุค
ภายในห้อง เฉินอี้กับอีกสองคนกำลังกินบะหมี่กันอยู่
ในที่สุดลิโป้ก็มา
เขานับว่าไม่ได้มาสองวันติดกันแล้ว จะต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่
"น้องรัก ข้ามาแล้ว!"
ลิโป้เดินเหินอย่างรวดเร็วจนเกิดลม รูปร่างก็สูงใหญ่ ก้าวเพียงสองสามก้าวก็เข้ามาถึงด้านใน
"หืม? หอมจังเลย?"
เขาได้กลิ่นหอม พลันรู้สึกหิวขึ้นมาทันที
"พี่เฟิ่งเซียน พี่ไม่ได้พาใครมาด้วยเหรอครับ?"
เฉินอี้มองลิโป้แล้วเอ่ยถาม
"เอ๋?"
ลิโป้เพิ่งจะรู้สึกตัวว่ามือของตนว่างเปล่า "ข้าจับนักโทษมาคนหนึ่งชัดๆ ทำไมถึงไม่ตามมาด้วยล่ะ?"
"ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลครับ บางทีคนธรรมดาอาจจะข้ามมาไม่ได้"
เฉินอี้คาดเดาอย่างจริงจัง วางชามและตะเกียบลงแล้วแนะนำ "นี่คือพี่หลิวอวี้ครับ เพิ่งมาใหม่"
ลิโป้มองหลิวอวี้แวบหนึ่ง ทั้งสองพยักหน้าให้กัน
จากนั้นลิโป้ก็หันไปถามเฉินอี้ "น้องชาย ยังมีบะหมี่เหลืออีกไหม?"
"เอ้อ เมื่อกี้ผมต้มไปหมดแล้วครับ"
เฉินอี้ตอบอย่างจนใจ
หลิวอวี้เองก็กินจุ ดังนั้นเขาจึงต้มให้หลิวอวี้ชามเบ้อเริ่ม บะหมี่ก็เลยหมดเกลี้ยง
เมื่อได้ยินดังนั้น ลิโป้ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย "หมดก็คือหมดเถอะ น้องชายกินอิ่มแล้วก็พอ"
ทำไมรู้สึกว่า... แอบมีความ 'ชาเขียว' นิดๆ นะ?
เฉินอี้รีบพูดขึ้น "แต่ผมยังมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่นะครับ ถ้าพี่เฟิ่งเซียนไม่รังเกียจก็ลองชิมดูได้"
"บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป? เอามาลองชิมหน่อยสิ"
ดวงตาของลิโป้เป็นประกาย ย่อมไม่รังเกียจอยู่แล้ว
ของดีในยุคปัจจุบัน เขากินเท่าไรก็ไม่พอหรอก
จากนั้น เฉินอี้ก็ไปชงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้ลิโป้ เป็นบะหมี่เนื้อตุ๋นตราคังซือฟู่ แถมยังเป็นแบบก้อนใหญ่ด้วย
เขากะว่าถ้วยเดียวคงไม่พอให้ลิโป้กิน จึงฉีกซองเพิ่มอีกซอง ชงบะหมี่ก้อนใหญ่ใส่ลงไปสองก้อนเลย
ทางด้านหลิวอวี้ก็เริ่มพูดคุยกับลิโป้
หลิวอวี้ไม่ค่อยสนใจหลี่ชิงเจ้านัก แต่กลับมีท่าทีกระตือรือร้นกับลิโป้อย่างมาก
ลิโป้เองก็สนใจหลิวอวี้มากเช่นกัน ตอนนี้เขากำลังสอนหลิวอวี้ว่าควรเดินทัพทำศึกอย่างไร
ท้ายที่สุดแล้ว หลิวอวี้ในตอนนี้เป็นเพียงขุนนางที่ปรึกษาทัพ ส่วนลิโป้ได้กุมอำนาจเหนือกองทัพปิ้งโจวแล้ว สามารถเป็นอาจารย์ของหลิวอวี้ได้สบายๆ
ด้วยเหตุนี้ หลี่ชิงเจ้าจึงพบว่าตัวเองคล้ายกับล่องหนไปอย่างงดงามเสียแล้ว...
ยังดีที่เฉินอี้กลับมาอย่างรวดเร็ว ในมือถือชามกระดาษใบหนึ่ง?
"นี่คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรึ?"
ลิโป้ถูกดึงดูดความสนใจไปทันที เขารับมันมา
"ใช่ครับ ต้องรออีกแป๊บนึงค่อยกิน อย่าเพิ่งรีบครับ"
เฉินอี้รีบห้ามเขาไว้ แล้วถามว่า "พี่เฟิ่งเซียนทำสำเร็จไหมครับ?"
"แน่นอน"
เมื่อพูดถึงเรื่องจริงจัง ลิโป้ก็ละสายตาจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป "ท่านเหวินเหอได้เข้ามาอยู่ในกองทัพของข้าแล้ว เพียงแต่เขาค่อนข้างฉลาด เดาได้แล้วว่าข้าข้ามเวลามาในอีกสองพันปีให้หลัง..."
"เรื่องแบบนี้ก็เดาได้ด้วยเหรอครับ? พี่เผลอหลุดปากหรือเปล่าเนี่ย?"
เฉินอี้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ท้ายที่สุดแล้วลิโป้ก็ต้องความแตกเข้าสักวัน เพราะพวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยนั้น!
"ข้ารับรองเลยว่าข้าไม่ได้หลุดปาก เขาเดาได้เองทั้งหมด แต่เขาก็รู้สึกว่าข้าได้รับบัญชาสวรรค์ จึงยินดีทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเหลืออย่างเต็มที่"
ลิโป้รีบพูดขึ้นมาทันที แถมยังสาบานด้วย เป็นเพราะกาเซี่ยงฉลาดเกินไปจริงๆ เขาแค่พูดตัวเลขให้ละเอียดขึ้นอีกนิดเดียว ก็ถูกอีกฝ่ายเดาออกเสียแล้ว
จากนั้นลิโป้ก็เอ่ยต่อ "ท่านเหวินเหออยากได้หนังสือประวัติศาสตร์ เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นในยุคหลัง"
เฉินอี้ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า "ไม่มีปัญหาครับ อันที่จริงวันนี้ผมกับแม่นางน้อยหลี่ก็กำลังรอพี่มา เพื่อจะได้เข้าเมืองไปซื้อของด้วยกันพอดี"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลิวอวี้ที่กำลังกินบะหมี่เงียบๆ ก็เงยหน้าขึ้นมา สบตากับเฉินอี้พอดี
นั่นทำให้เฉินอี้หัวเราะออกมา "ถ้าพี่หลิวอวี้ไม่ยุ่ง ก็ไปกระบวนเดียวกันได้นะครับ"
สีหน้าของหลิวอวี้เผยความยินดี "นั่นคือสิ่งที่ข้าปรารถนาเลย"
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลิโป้ เขาหัวเราะหึๆ "ข้าอยากไปดูวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองมาตั้งนานแล้ว"
ตอนนี้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ที่แล้ว เฉินอี้จึงช่วยลิโป้เปิดฝาออก
กลิ่นหอมหวนโชยแตะจมูกทันที
แม้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะไม่ได้อร่อยล้ำเลิศอะไรนัก แต่กลิ่นของมันกลับหอมเตะจมูกสุดๆ
สิ่งนี้ทำให้หลิวอวี้กับหลี่ชิงเจ้ารู้สึกทันทีว่าบะหมี่ในมือของตนไม่หอมอีกต่อไป
ลิโป้ยิ่งมีสีหน้าเคลิบเคลิ้ม รีบยกมันขึ้นมาถือไว้ แล้วหยิบส้อมขึ้นมากินทันที
"อร่อย! อร่อยยิ่งนัก!"
เขาพูดชมติดกันสองครั้ง ก่อนจะเอ่ยต่อ "หากนำของสิ่งนี้ไปเป็นเสบียงทหาร คงจะดียิ่งนัก"
"ใช้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นเสบียงทหารมันค่อนข้างยุ่งยากอยู่นะครับ เพราะต้องต้มน้ำร้อน เว้นเสียแต่ว่าจะกินแค่ก้อนบะหมี่เปล่าๆ"
เฉินอี้ได้ยินดังนั้นจึงอธิบาย "ของในยุคปัจจุบันหลายอย่าง เหมาะจะนำไปเป็นเสบียงทหารมากกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเยอะเลยครับ"
"โอ้?"
ดวงตาของคนโบราณทั้งสามต่างเปล่งประกาย
มีคำกล่าวว่า กองทัพยังไม่ทันเคลื่อน เสบียงกรังต้องล่วงหน้าไปก่อน
เรื่องเสบียงอาหารเป็นปัญหาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในการเดินทัพทำศึกสมัยโบราณ พูดกันตามตรง สงครามก็คือการต่อสู้กันที่ระบบส่งกำลังบำรุงนี่แหละ
ฝ่ายใดมีขุมกำลังแผ่นดินที่เข้มแข็งและมีเสบียงกรังอุดมสมบูรณ์กว่า โอกาสชนะก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย
ทว่าเสบียงในยุคโบราณมักจะสูญเสียไประหว่างการขนส่งอย่างมหาศาล ท้ายที่สุดแล้วชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มาก็ต้องกินอาหารเช่นกัน แม้จะกินน้อยกว่าเหล่าทหาร แต่ปริมาณที่สูบผลาญก็ยังนับว่ามหาศาลอยู่ดี
หากมีเสบียงทหารที่เหมาะสำหรับพกพาติดตัว พลังรบของกองทัพนั้นๆ จะต้องไร้เทียมทานอย่างแน่นอน
เฉินอี้เอ่ยขึ้น "พวกคุณสามารถทำแป้งข้าวคั่วเองได้นะครับ แล้วก็ในยุคปัจจุบันยังมีบิสกิตอัดแท่งสำหรับทหารด้วย แค่กินเข้าไปชิ้นเดียว ก็อยู่ท้องแล้วครับ"
"ถึงกับมีของวิเศษเช่นนี้เชียวหรือ"
ดวงตาของลิโป้เป็นประกาย ขณะที่เขาสูดเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้าปาก ดูท่าทางเอร็ดอร่อยเหลือเกิน
สิ่งนี้ทำให้หลิวอวี้รีบกินบะหมี่ของตนเองจนหมดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลูบท้องแล้วเอ่ยขึ้น "ข้ายังไม่อิ่มเลย น้องชายยังมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกหรือไม่?"
"มีครับ เดี๋ยวผมชงถ้วยเล็กให้ลองชิมดูแล้วกันครับ กินอิ่มเกินไปจะไม่ดีต่อสุขภาพ"
เฉินอี้ไม่ได้ปฏิเสธ
อย่างไรเสีย หลิวอวี้ก็เป็นคนกินจุอยู่แล้ว
มีเพียงหลี่ชิงเจ้าที่รู้สึกเสียดายเล็กน้อย นางมองบะหมี่ในชามของตนเอง กะว่าถ้ากินหมดนี่ก็คงจะอิ่มตื้อแล้ว
ไว้คราวหน้าค่อยกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็แล้วกัน!
ไม่นาน เฉินอี้ก็ชงบะหมี่ของหลิวอวี้เสร็จแล้วยกมาให้ หลิวอวี้เริ่มรอคอยอย่างอดทน
ลิโป้หัวเราะ "น้องชาย เจ้าไม่ได้เห็นว่าอ้วนเสี้ยวผู้นั้นช่างกล้าหาญจริงๆ ถึงกับกล้าชักกระบี่ใส่ตั๋งโต๊ะ"
เมื่อวานลิโป้ไม่ได้มา เป็นเพราะตั๋งโต๊ะหยิบยกเรื่องการถอดถอนและแต่งตั้งฮ่องเต้มาหารืออีกครั้ง
ผลคือในบรรดาคนที่อยู่ตรงนั้น มีเพียงอ้วนเสี้ยวที่กล้าหาญที่สุด ไม่เพียงแต่ออกมาประณามว่าตั๋งโต๊ะเป็นโจรปล้นชาติเท่านั้น แต่ยังชักกระบี่เข้าใส่ด้วย
สุดท้ายตั๋งโต๊ะก็ไม่ได้ทำอะไรอ้วนเสี้ยว ปล่อยให้เขาออกจากเมืองลั่วหยางไป
"ประโยคที่อ้วนเสี้ยวพูดว่า 'กระบี่ของข้าก็ไม่ได้ทื่อไปกว่าของท่าน' นั่นแหละ ถึงจะพอดูมีมาดสมกับเป็นแบบอย่างของคนทั้งแผ่นดินหน่อย"
ลิโป้เล่าเหตุการณ์เมื่อวานให้ทุกคนฟังอย่างออกรสออกชาติ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
เฉินอี้เองก็รำพึงว่า "อ้วนปุนโชกลืนกินสี่มณฑลดุจวาฬพ่นน้ำ ตั้งมั่นดั่งพยัคฆ์แห่งเหอเป่ย นับเป็นวีรบุรุษแห่งยุคจริงๆ ครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลิโป้ก็เบะปาก "ครั้งนี้เขาไม่มีโอกาสได้เป็นพยัคฆ์ตั้งมั่นในเหอเป่ยอีกแล้วล่ะ"
ในมุมมองของเขา อ้วนเสี้ยวก็แค่ได้เปรียบเรื่องชาติกำเนิดจากตระกูลอ้วนแห่งยีหลำที่มีขุนนางใหญ่ระดับซานกงถึงสี่รุ่นก็เท่านั้น
มิเช่นนั้นแล้ว เฒ่าโจรตั๋งโต๊ะก็คงไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ หรอก
หลี่ชิงเจ้าจึงเอ่ยขึ้นว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องการถอดถอนและแต่งตั้งฮ่องเต้ก็เป็นอันลุล่วงแล้ว ท่านเวินโหวได้ติดต่อกับหลิวเสียแล้วหรือยัง?"
"วางใจเถอะ ก่อนหน้านี้ข้ามีตำแหน่งเป็นฉีตูเว่ย ข้าจัดการเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว"
ลิโป้หัวเราะหึๆ
หน้าที่ของฉีตูเว่ยแห่งต้าฮั่นคือเป็นองครักษ์ติดตามโอรสสวรรค์ การที่ลิโป้จะตระเตรียมเรื่องต่างๆ จึงเป็นเรื่องง่ายดายมาก
นี่ถือเป็นขุนนางใหญ่ระดับรับเบี้ยหวัดสองพันสือเลยทีเดียว ไม่แปลกใจเลยที่ลิโป้จะทรยศเต๊งหงวน
ต้องเข้าใจว่าตอนที่เขาอยู่ใต้สังกัดของเต๊งหงวน เขาเป็นเพียงที่ปรึกษาหรือผู้ช่วยเท่านั้น
หากจะโทษ ก็ต้องโทษที่ตั๋งโต๊ะให้มากเกินไปสินะ...
เมื่อได้ยินว่าลิโป้เตรียมการไว้แล้ว ประกอบกับยังมีกาเซี่ยงคอยวางแผนอยู่เบื้องหลัง พวกเฉินอี้ก็ไม่กังวลอีกต่อไป
ท้ายที่สุดแล้ว หากต้องเล่นเล่ห์เหลี่ยม พวกเขารวมหัวกันก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกาเซี่ยงอยู่ดี
มีคำกล่าวว่า: แผนการอำมหิตสะเทือนฟ้าดิน แต่กลับไม่สะเทือนเหวินเหอ
กาเซี่ยงคือจอมเจ้าเล่ห์จอมวางแผนผู้ทิ้งวีรกรรม 'เหวินเหอป่วนแผ่นดิน' เอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เชียวนะ
หลิวอวี้รีบถามขึ้น "น้องชาย กินได้หรือยัง?"
"ได้แล้วครับ"
จากนั้น ทุกคนก็เร่งความเร็วกินบะหมี่ เฉินอี้กับหลี่ชิงเจ้ากินเสร็จเป็นคนแรก
ลิโป้กินบะหมี่ก้อนใหญ่ไปสองก้อน ก็ยังไม่อิ่ม แต่ก็ไม่ได้กินต่อแล้ว
เขาและหลิวอวี้ซดน้ำซุปบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจนเกลี้ยงชาม