เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 ยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์

บทที่ 1 ยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์

บทที่ 1 ยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์


ฤดูร้อนอันอบอ้าว ดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันสาดส่องลงมาเจิดจ้า ช่างเป็นเวลาที่เหมาะเจาะสำหรับการนอนกลางวันในห้องแอร์เสียจริง

ภายในโถงของ 'โฮมสเตย์ซื่อฟาง' เฉินอี้เปิดแอร์ทำความเย็นไว้ที่ 26 องศา นอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาโดยมีผ้าห่มผืนบางปิดพุงเอาไว้ ช่างสุขสบายเหลือเกิน

ไม่ว่าจะเผชิญกับความยากลำบากยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่มีอะไรที่การนอนหลับสักตื่นจะแก้ปัญหาไม่ได้

ยกเว้นก็แต่คนแบบเขานี่แหละ ที่ทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตจนหมดเกลี้ยงเพื่อสร้างโฮมสเตย์แห่งนี้ จนเครียดจัดนอนไม่หลับ...

ระหว่างที่เฉินอี้นอนพลิกไปพลิกมา เขาก็คล้ายกับได้ยินเสียงคนเคาะประตู

"เถ้าแก่!"

เขาคิดว่าตัวเองหูแว่วไปเอง

จนกระทั่งเสียง "ปัง ปัง ปัง" ดังขึ้น ประตูแทบจะถูกทุบจนพังยับเยิน

เฉินอี้ดีดตัวลุกขึ้นมาทันที โฮมสเตย์มีแขกมาแล้วงั้นเหรอ?

ตามหลักแล้วทำเลของโฮมสเตย์ไม่ได้แย่เลย มันตั้งอยู่แถบชานเมืองหนานหยาง บริเวณโดยรอบมีเพียงบ้านพักที่ชาวบ้านสร้างเอง อยู่ห่างจากตัวตำบลและตัวเมืองไม่ไกลนัก เหมาะแก่การเปิดโฮมสเตย์เป็นอย่างยิ่ง

ทว่าหลังจากก่อสร้างและเปิดกิจการแล้ว ถึงได้รู้ตัวว่าบ้านตัวเองโดนหลอกเข้าให้แล้ว

โปรเจกต์นี้ถูก 'คนรู้จัก' ของพ่อเฉินอี้เป่าหูหลอกลวงเอา สองสามีภรรยาวัยชราที่ไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน พอได้ฟังก็หูเบาร่วมลงทุนทันที

ผลคือหลังเปิดกิจการ เรื่องการบริหารจัดการและการโปรโมตที่คนรู้จักคนนั้นพูดไว้กลับพึ่งพาไม่ได้เลยสักอย่าง พอทุ่มเงินลงไปอีกก้อน ก็ไม่มีคนมาพักอยู่ดี

พอจะไปหาตัวอีกฝ่าย หมอนั่นก็หายเข้ากลีบเมฆไปเสียแล้ว ตามหาตัวไม่เจอเลย

พ่อแม่ของเฉินอี้ทนแบกรับไม่ไหว จึงโยนโฮมสเตย์แห่งนี้ให้เฉินอี้ดูแล ส่วนตัวเองก็กลับเข้าเมืองไปเปิดร้านอาหารเล็กๆ ขึ้นมาอีกครั้ง

เงินเก็บของครอบครัวก่อนหน้านี้ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของสองตายายที่เปิดร้านอาหารมานานหลายสิบปี แต่ผลลัพธ์คือตอนนี้กลับไม่เหลือสักแดงเดียว...

จากเดิมที่น่าจะเป็นวัยเกษียณเสวยสุข ตอนนี้กลับต้องมาเหน็ดเหนื่อยสู้ชีวิตกันอีกครั้ง

เรื่องนี้ทำให้เฉินอี้ปวดหัวมาก จะให้ปิดกิจการไปเลยก็เจ็บใจ

อุตส่าห์ทุ่มเงินไปเป็นล้าน กว่าจะสร้างโฮมสเตย์บนพื้นที่กว่าสามร้อยตารางเมตรนี้เสร็จ อะไรๆ ก็เลือกแต่ของดีๆ ทั้งนั้น แต่สุดท้ายกลับสูญเปล่า เป็นใครก็รับไม่ไหว ความจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ยุคสมัยนี้ใครริเริ่มทำธุรกิจ ล้วนต้องมีหนี้สินท่วมหัวกันทั้งนั้น!

"เถ้าแก่! มีใครอยู่ไหม!"

เสียงจากข้างนอกดังขึ้นอีกครั้ง สำเนียงฟังดูแปลกแปร่งไปสักหน่อย ประกอบกับเสียง "โฮ่งๆ" ของเจ้าหมาน้อยสีเหลืองที่เลี้ยงไว้

เฉินอี้รีบวิ่งออกจากห้องพร้อมตะโกนเสียงดัง "มาแล้วๆ อย่าเพิ่งใจร้อน!"

"นี่มันสำเนียงที่ไหนเนี่ย? คนเหนือเหรอ?"

เฉินอี้พึมพำกับตัวเอง รีบวิ่งไปเปิดประตูบานใหญ่

พอเปิดประตูออก

"เชี่ย!"

จะไม่ให้เขาตกตะลึงได้อย่างไร เฉินอี้มีส่วนสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามเซนติเมตร รูปร่างก็นับว่ากำยำล่ำสัน

แต่เมื่อเทียบกับ 'ชายฉกรรจ์' นอกประตูคนนี้แล้ว กลับดูเหมือนโลลิที่มาเจอกับเจ๊ใหญ่ ดูไม่ดุดันเอาเสียเลย!

ชายฉกรรจ์คนนี้สูงอย่างน้อยสองเมตรกว่า สวมชุดเกราะเหล็กสีดำทะมึน ราวกับมีจิตสังหารแผ่ซ่านอยู่รอบกาย แววตาทรงอำนาจดุดัน เครื่องหน้าคมคายเคร่งขรึม ราวกับเป็นพญามังกรในหมู่มวลมนุษย์

เมื่อก่อนเฉินอี้ไม่เคยเชื่อเรื่อง 'กลิ่นอายความน่าเกรงขาม' อะไรเทือกนี้เลย แต่พอได้เห็นผู้ชายคนนี้เขาก็เชื่อสนิทใจ มันคือความยำเกรงที่มาจากส่วนลึกของจิตใจ ราวกับว่าพวกเขาไม่ใช่คนในระดับเดียวกัน

กลิ่นอายแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะเสแสร้งแสดงออกมาได้

แต่ยังดีที่ชายคนนี้ดูเหมือนจะอารมณ์ดีอยู่บ้าง จึงไม่ได้ให้ความรู้สึกกดดันจนเกินไปนัก

ชายฉกรรจ์ยังจูงม้าพยศมาด้วยหนึ่งตัว ทั่วทั้งตัวไม่มีขนสีอื่นปนเปื้อน เป็นสีแดงฉานดั่งถ่านไฟ ซ้ำยังตัวสูงกว่าเฉินอี้เสียอีก สูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบกว่าเซนติเมตรแน่นอน!

มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นยอดม้าชั้นเลิศ!

บนหลังม้ายังแขวนทวนหมาซั่วเอาไว้ด้ามหนึ่ง ราวกับมีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งออกมา

เฉินอี้กลืนน้ำลาย 'เอื๊อก' ได้สติกลับมาในทันที

นี่ดูไม่เหมือนคนแต่งตัวเลียนแบบคนโบราณ แต่ดูเหมือนคนโบราณตัวเป็นๆ เสียมากกว่า เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?

ในขณะที่เฉินอี้กำลังสังเกตอีกฝ่าย ชายฉกรรจ์เองก็กำลังจ้องมองเฉินอี้อยู่เช่นกัน

เมื่อเห็นเฉินอี้สวมเสื้อผ้าแปลกประหลาด ทั้งยังไร้ซึ่งเส้นผมยาว ชายฉกรรจ์ก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที "เถ้าแก่ ที่นี่คือที่ใดกัน?"

พอได้ยินสำเนียงประหลาดๆ นี้ เฉินอี้ก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

หรือว่า...

เหงื่อผุดซึมเต็มหน้าผากของเขา หนึ่งคือเพราะแดดร้อน สองคือเพราะความตื่นเต้นประหม่า "ที่นี่คือชานเมืองหนานหยางครับ"

"หืม? ที่แท้ก็เป็นเมืองเกิดขององค์ปฐมกษัตริย์หรอกรึ?"

ชายฉกรรจ์เบิกตากว้างขึ้นมากะทันหัน จิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมาทำเอาขาของเฉินอี้แทบจะสั่นพั่บๆ

เกิดมาทั้งชีวิตเขาก็เคยแต่ฆ่าปลา ฆ่าไก่ รังสีอำมหิตในตัวเอาไปเทียบกับคนตรงหน้าไม่ได้เลยสักนิด!

จากนั้นชายฉกรรจ์ก็เอ่ยด้วยสำเนียงแปร่งหูอีกครั้ง "เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ข้าอยู่ที่ลั่วหยางชัดๆ เหตุใดจึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้?"

เมื่อเห็นอีกฝ่ายมองมาที่ตน เฉินอี้ก็รีบเบี่ยงตัวหลบทางให้ "แดดกำลังร้อนจัด ท่านขุนพลสู้เข้ามาข้างในก่อนค่อยว่ากันดีไหมครับ?"

ชายฉกรรจ์เห็นรูปร่างของเฉินอี้ ทั้งยังไม่มีอาวุธมีคมใดๆ ย่อมไม่นึกเกรงกลัวเขา จึงพยักหน้าแล้วเดินเข้ามาโดยตรง

แดดข้างนอกร้อนจัดจริงๆ รู้สึกเหมือนร่างกายจะถูกแผดเผาจนระเหยกลายเป็นไออยู่แล้ว

เฉินอี้พอจะมีข้อสันนิษฐานในใจอยู่บ้าง จึงเอ่ยปากถาม "ไม่ทราบว่าท่านขุนพลมีนามว่ากระไรครับ?"

ชายฉกรรจ์เผยรอยยิ้มบนใบหน้า เอ่ยด้วยท่าทีเบิกบานใจอย่างถึงที่สุด "ข้าคือนายทหารม้าแห่งราชวงศ์ฮั่น ลิโป้แห่งจิ่วหยวน!"

"หา? คุณคือลิโป้แห่งเปาโถวงั้นเหรอ?"

คราวนี้ถึงคราวที่เฉินอี้ต้องตกตะลึงบ้าง เขาโพล่งอุทานออกมาโดยสัญชาตญาณ

เขาทึกทักเอาไว้แล้วว่าคนตรงหน้าคือคนโบราณ แต่ไม่คิดเลยว่าเบื้องหลังจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้

"หืม?"

ลิโป้ตวัดสายตามองมา ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย คำว่าเปาโถวฟังดูเหมือนคำด่าอย่างไรชอบกล!

เฉินอี้ได้สติกลับมาทันที "ผมหมายถึงยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์ ผมได้ยินชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของท่านขุนพลมานานแล้วครับ!"

"ฮ่าๆ!"

ลิโป้พอได้ยินคำพูดระรื่นหูก็ไม่ถือสาหาความอีก หัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี "ก็แค่ชื่อเสียงเล็กๆ น้อยๆ ไม่ควรค่าให้กล่าวถึงหรอก"

ส่วนเฉินอี้ก็จ้องมองยอดม้าชั้นเลิศตัวนั้นเขม็ง "หรือว่านี่ก็คือม้าเซ็กเธาว์?"

"ย่อมใช่แน่นอน"

ลิโป้ยิ่งได้ใจ ผูกม้าเซ็กเธาว์ไว้ด้านข้าง เอื้อมมือไปลูบคลำที่ลำคอของมัน ม้าเซ็กเธาว์ก็ส่งเสียงร้องออกมาอย่างสบายตัว

จากนั้นเขาก็เอ่ยถาม "เถ้าแก่ พอจะมีของกินหรือไม่? เอามาให้ม้าของข้าด้วยนะ เรื่องเงินข้ามีจ่ายไม่อั้น!"

เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งได้เลื่อนยศและรับทรัพย์ก้อนโต ตั๋งโต๊ะมอบทรัพย์สมบัติให้เขาไม่น้อยเพื่อหวังผูกมิตร ดังนั้นเขาจึงใจป้ำเป็นอย่างมาก

"ไม่มีปัญหาครับ!"

เฉินอี้รู้สึกคึกคักขึ้นมาทันที

นี่คือลิโป้เชียวนะ

ถึงแม้ชื่อเสียงของลิโป้ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นจะไม่ค่อยดีนัก แต่เขาก็เป็นถึงหนึ่งในเจ้าเมืองเลยนะ

ยิ่งไปกว่านั้น ในจดหมายเหตุสามก๊กที่เฉินโซ่วเป็นผู้แต่ง เจ้าเมืองเพียงคนเดียวที่ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับภูมิหลังครอบครัวเลย ก็คือลิโป้

แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่าลิโป้มีฐานะยากจน อย่างน้อยเขาก็มีข้าวกิน มีเงินฝึกฝนวิทยายุทธ์จนเก่งกาจ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวธรรมดาทั่วไปจะมีได้

มีความเป็นไปได้สูงว่า ตระกูลลิก็คงเป็นเศรษฐีที่ดินผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่น เพียงแต่ไม่มีใครในครอบครัวรับราชการเป็นขุนนาง จึงไม่อาจนับว่าเป็น 'ปัญญาชน' ได้

และเพราะเหตุผลนี้นี่แหละ เต๊งหงวนถึงได้ถูกตาต้องใจลิโป้

ทว่าภูมิหลังครอบครัวเพียงแค่นี้ จะเอาไปเทียบอะไรกับเจ้าเมืองคนอื่นๆ ได้เล่า?

ดังนั้น ลิโป้ผู้เป็นเจ้าเมืองคนนี้จึงถูกกำหนดชะตามาให้ต้องพ่ายแพ้และย่อยยับ เพราะไม่มีตระกูลใหญ่ตระกูลไหนเห็นหัวเขาเลย

"ท่านขุนพลลิ เชิญด้านในครับ ผมชื่อเฉินอี้"

เฉินอี้รีบเชิญลิโป้ให้เข้ามาภายในโฮมสเตย์

ทันทีที่ก้าวเข้ามา ลิโป้ก็รู้สึกตาลายไปหมด

อันที่จริงตั้งแต่ตอนอยู่ข้างนอก เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติแล้ว

กำแพงสีขาวโพลนแบบนี้ เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ส่วนตัวบ้านนั้นยังพอรับได้ เพราะเฉินอี้ตกแต่งและก่อสร้างตามสไตล์ 'ย้อนยุค'

พอเข้ามาด้านใน กระจกใสพวกนี้ยิ่งทำให้ลิโป้ตกตะลึง แถมพอเข้ามายังสัมผัสได้ถึงความเย็นฉ่ำ เขาเดินไปยืนรับลมเย็นๆ ใต้แอร์โดยตรง

ของพวกนี้... ดูท่าทางจะมีราคาสูงลิ่ว อยากได้ชะมัด!

ถ้านำของพวกนี้กลับไปที่ลั่วหยาง พวกตระกูลใหญ่โตทั้งหลายมีหรือจะไม่ทุ่มเทเงินทองจนหมดหน้าตักเพื่อซื้อมัน?

"น้องเฉินอี้ สิ่งนี้คืออันใด? มีมูลค่าเท่าไหร่รึ?"

เมื่อได้เปิดหูเปิดตากับสิ่งเหล่านี้ ลิโป้ก็เริ่มตีสนิทด้วยท่าทีเป็นกันเองอย่างยิ่ง

เขาตระหนักได้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย จะใช่เมืองหนานหยางเสียที่ไหนเล่า!

ดังนั้นเขาจึงเริ่มใช้ข้อได้เปรียบของนักรบชายแดน นั่นก็คือความใจกว้างและตรงไปตรงมา

"ท่านขุนพลลิ นี่คือเครื่องปรับอากาศครับ ราคาก็ประมาณสองสามพันกระมัง"

เฉินอี้เอ่ยปาก "ส่วนนี่คือคอมพิวเตอร์ มูลค่าของเจ้านี่ค่อนข้างแพงเลยล่ะครับ แบบถูกๆ ก็พันสองพัน แบบแพงหน่อยก็หลายหมื่น..."

เขาไล่แนะนำไปทีละอย่าง แต่ลิโป้กลับทำหน้ามึนตึ้บ

ของบ้าอะไรเนี่ย? ทำไมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย?

แล้วไอ้ราคาหลายพันหลายหมื่นที่ว่านี่ มันคือค่าเงินอะไรกัน?

แต่ฟังดูแล้วคงไม่ถูกแน่ๆ!

"น้องเฉินอี้ ไอ้เครื่องปรับอากาศอะไรนี่... พี่ชายอย่างข้าขอนำมันกลับไปได้หรือไม่?"

จู่ๆ ลิโป้ก็ทำหน้ากระดากอาย

หา? เอากลับไป?

เฉินอี้รีบส่ายหัวดิกเป็นกลองป๋องแป๋ง "ไม่ได้ครับ"

"ข้าให้เงิน!"

ลิโป้ควักกระเป๋าจ่ายอย่างใจป้ำ หยิบเหรียญห้าจู๋ว์ออกมาหนึ่งพวง

"น้องเฉินอี้ ข้าไม่ได้ซื้อให้ตัวเองหรอกนะ แต่ข้าจะซื้อไปให้พวกขุนนางในราชสำนักต่างหาก!"

เขาวางท่าเคร่งขรึมดูเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม

เฉินอี้มุมปากกระตุก เกรงว่าคงอยากจะเอาไปขายโก่งราคาเป็นพ่อค้าหน้าเลือดล่ะสิไม่ว่า?

"ไม่ใช่ว่าผมไม่ยอมขายให้นะครับ แต่นำไปที่ฝั่งของท่านก็ใช้งานไม่ได้อยู่ดี"

เขารีบอธิบายให้ลิโป้ฟังว่าของพวกนี้ล้วนต้องใช้ไฟฟ้า

ลิโป้จึงถามขึ้นด้วยใบหน้าสว่างวาบราวกับบรรลุสัจธรรม "น้องเฉินอี้ ที่นี่ไม่ใช่เมืองหนานหยางใช่หรือไม่? หรือว่าจะเป็นดินแดนแห่งเซียน? มิเช่นนั้นจะควบคุมสายฟ้าได้อย่างไร?"

ในที่สุดก็ถามเข้าประเด็นจนได้

ตอนนี้เฉินอี้เชื่อแล้วว่าอีกฝ่ายคือลิโป้จริงๆ เพราะถ้ามีคนสามารถแสดงกลิ่นอายความน่าเกรงขามระดับนี้ออกมาได้ เขาก็ยอมรับล่ะ

เฉินอี้จึงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ท่านขุนพลลิ ที่นี่ไม่ใช่ดินแดนแห่งเซียน และที่นี่ก็คือเมืองหนานหยางจริงๆ เพียงแต่ว่า... มันคือเมืองหนานหยางในอีกหนึ่งพันแปดร้อยปีต่อมา นับจากยุคสมัยของพวกท่านต่างหาก!"

ลิโป้อึ้งกิมกี่ไปเลย

ชั่วพริบตาเดียว ผ่านไปถึงหนึ่งพันแปดร้อยปี

แบบนี้ยังจะบอกว่าไม่ใช่วิชาเซียนอีกงั้นรึ?

จบบทที่ บทที่ 1 ยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์

คัดลอกลิงก์แล้ว