- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพ่อลูกกำมะลอ พร้อมมิติเสบียงส่วนตัว
- บทที่ 91 - แผนการหาเงิน
บทที่ 91 - แผนการหาเงิน
บทที่ 91 - แผนการหาเงิน
บทที่ 91 - แผนการหาเงิน
จนกระทั่งได้เห็นด้วยตาตัวเอง สวีซานกับจางเฉี่ยวถึงได้รู้ว่าอาหารการกินของบ้านหัวหน้าแผนกซ่งนั้นหรูหราอลังการขนาดไหน
ปกติพวกเขากินข้าวกับแป้งเป็นหลัก มีกับข้าวแค่จานเดียว นอกเหนือจากช่วงเทศกาลแล้ว อาทิตย์หนึ่งจะได้เห็นเนื้อสักวันสองวันเท่านั้น
แต่วันนี้อาหารที่ใช้ต้อนรับครอบครัวพวกเขา มีทั้งเนื้อสองอย่างและผักสามอย่าง แถมยังมีไข่ดาวให้คนละฟอง
ภาพนี้ทำเอาจางเฉี่ยวถึงกับลอบเดาะลิ้น ส่วนสามพี่น้องตระกูลสวีก็กลืนน้ำลายกันอึกใหญ่
ถ้าไม่ใช่เพราะก่อนมาจางเฉี่ยวกำชับไว้ สวีชิงกับสวีเฉียวคงใช้มือหยิบกินไปแล้ว
ซ่งเหลียงเปิดเหล้าขาวขวดหนึ่ง เทใส่เหยือกเหล้าสวยงามจนเต็มแล้วส่งยิ้ม "พี่สวี ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ ทุกอย่างอยู่ในเหล้าจอกนี้แล้วครับ"
พูดจบเขาก็รีบยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดอย่างอดใจไม่ไหว
หลิวเหม่ยจวินปรายตามองสามีตัวเองแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
สวีซานเห็นว่าบ้านหัวหน้าแผนกซ่งแม้แต่แก้วเหล้ายังสวยงามขนาดนี้ จึงรีบยกแก้วขึ้นดื่มเป็นเพื่อน
ซ่งอวี้มองสามพี่น้องตระกูลสวีที่ไม่ยอมขยับตะเกียบเสียทีด้วยความสงสัย จึงเป็นฝ่ายคีบกับข้าวใส่ชามให้ทั้งสามคน
สองครอบครัวเริ่มสนิทสนมคุ้นเคยกันมากขึ้นเรื่อยๆ
พอเห็นซ่งอวี้ต้อนรับขับสู้ลูกทั้งสามคนของตัวเองอย่างกระตือรือร้น จางเฉี่ยวก็รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง หล่อนยกแก้วน้ำอัดลมรสส้มขึ้นมาแล้วพูดกับซ่งเหลียงและหลิวเหม่ยจวินด้วยความซาบซึ้งใจว่า
"หัวหน้าแผนกซ่ง เหม่ยจวิน ก่อนหน้านี้สองบ้านเราเคยมีเรื่องผิดใจกัน โทษทีตอนนั้นฉันวู่วามไปหน่อย ฉันขอโทษพวกคุณด้วยนะ!"
สวีซานได้ยินคำพูดของภรรยาก็ยกแก้วเหล้าขึ้นมาเช่นกัน "บ้านเราทำไม่ถูกจริงๆ ผมกับภรรยาขอดื่มให้พวกคุณสองคนแก้วหนึ่งนะครับ"
ซ่งเหลียงเห็นฉากนี้ก็ดีใจ รีบรินเหล้าอีกแก้วแล้วพูดอย่างฉะฉานว่า
"เรื่องมันผ่านไปแล้วครับ พวกเราก็เพื่อนบ้านกันทั้งนั้น พูดแบบนี้ก็ดูห่างเหินไปหน่อย เรื่องในวันนี้ผมก็ต้องขอบคุณพวกคุณมากจริงๆ มา! เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ! ผมขอดื่มรวดเดียวสามแก้วเลย!"
หลิวเหม่ยจวินตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะมาด่าว่าซ่งเหลียงทำตัวเหลวไหล หล่อนยกแก้วน้ำอัดลมรสส้มขึ้นมาแล้วรีบพูดถ่อมตัว
มื้อนี้ทั้งสองครอบครัวกินกันอย่างมีความสุข คนที่ดีใจที่สุดก็คือสวีชิงและสวีเฉียว พวกเขาไม่ได้กินของดีๆ แบบนี้มานานมากแล้ว
สวีฮุ่ยไม่ค่อยได้กินเนื้อเท่าไหร่ หล่อนเอาแต่คีบให้จางเสี่ยวถิงและน้องๆ ทั้งสองคน
ส่วนจางเวยก็มัวแต่คิดถึงขั้นตอนการทำขนมไหว้พระจันทร์ในคืนนี้ ตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะเอาไปขายที่หน้าปากซอย
สำหรับซ่งอวี้น่ะเหรอ...
เขากำลังใช้ความคิดอย่างหนัก นึกถึงเรื่องการปฏิรูปและเปิดประเทศในเดือนสิบสอง ถึงตอนนั้นรัฐบาลจะมีนโยบายผ่อนปรนอนุญาตให้ประชาชนประกอบธุรกิจส่วนตัวได้
เรื่องนี้ซ่งเหลียงเอาแต่พูดกรอกหูเขาวันเว้นวัน จนเขาเริ่มจะรำคาญแล้ว
ตอนเย็นหลังกินข้าวเสร็จ จางเฉี่ยวก็เข้าไปช่วยหลิวเหม่ยจวินสอนจางเวยทำขนมไหว้พระจันทร์ในครัว ส่วนสามพี่น้องตระกูลสวีก็ออกไปวิ่งเล่นกับจางเสี่ยวถิงที่ลานบ้าน
สวีซานถูกเพื่อนบ้านเรียกไปช่วยซ่อมจักรยาน
ส่วนซ่งอวี้ก็เป็นฝ่ายชวนซ่งเหลียงออกไปเดินเล่น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก
ทั้งสองคนเดินทอดน่องไปตามถนน คืนนี้ซ่งเหลียงแบ่งเหล้าขาวกับสวีซานแค่ขวดเดียว เลยไม่ได้รู้สึกเมาอะไร พอโดนลมเย็นๆ ช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดมา เขาก็สร่างเมาไปเยอะ
"จู่ๆ ชวนฉันออกมาทำไมเนี่ย?"
"ก็พ่อเอาแต่บ่นอยากหาเงินไม่ใช่เหรอ?"
ซ่งเหลียงตาลุกวาว "มีช่องทางแล้วเหรอ?!"
ซ่งอวี้ถามกลับ "พ่ออยากลงทุนระยะยาวหรืออยากได้เงินด่วนล่ะ?"
"หมายความว่าไง?"
"ระยะยาวก็คือการกักตุนสินค้าไว้เป็นเวลานาน อย่างพวกเหล้าเหมาไถหรือแสตมป์อะไรพวกนี้ แต่ระยะเวลาคืนทุนมันจะนานหน่อย"
ซ่งเหลียงรีบออกตัวทันที "ไม่เอาระยะยาว! ถ้าจะเอาระยะยาว สู้ฉันไปซื้อบ้านที่เซี่ยงไฮ้ไม่เร็วกว่าเหรอ!?"
ซ่งอวี้ "งั้นก็แสดงว่าอยากได้เงินด่วนใช่ไหม?"
ซ่งเหลียง "แกพูดมาให้ฟังก่อนสิ"
ซ่งอวี้ "ทางเลือกแรก เป็นพ่อค้าคนกลางขายพวกสามหมุนหนึ่งดัง เราใช้บ้านของคุณตาฉีเป็นหน้าร้านได้ จักรเย็บผ้าไม่ต้องไปสนหรอก เอาแค่นาฬิกาข้อมือหรือจักรยานก็พอทำได้"
"ทางเลือกที่สองคือลักลอบขายนาฬิกาดิจิทัลกับเครื่องคิดเลข แต่ต้องรอให้ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้นก่อน ถึงตอนนั้นนโยบายศุลกากรจะผ่อนปรนลงมาหน่อย เราก็ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างได้ ไม่น่าจะมีความเสี่ยงอะไร"
"ราคาขายส่งนาฬิกาดิจิทัลที่ฮ่องกงประมาณห้าหยวน เอามาขายที่นี่ได้เกินห้าสิบหยวน"
"เครื่องคิดเลขราคาทุนที่ฮ่องกงสามสิบ เข้ามาแผ่นดินใหญ่สามร้อย"
ซ่งเหลียงขัดจังหวะทันควัน "เดี๋ยวนะ! ฉันจะขายของพวกนี้ต้องถ่อไปถึงฮ่องกงเลยเหรอ!?"
ซ่งอวี้หมดคำจะพูด "ไม่ต้องไปฮ่องกงหรอก พ่อก็แค่กลับไปรับของที่โลกนู้นมาขายก็สิ้นเรื่อง ค่าเงินที่นู่นถูกกว่าตั้งเยอะ! แต่พ่อต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจนะ"
ซ่งเหลียงถอนหายใจอย่างโล่งอก พยักหน้าเป็นเชิงให้ซ่งอวี้พูดต่อ
"ทางเลือกที่สามคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย อัตราการสอบติดในปี 1979 มีแค่หกเปอร์เซ็นต์ พ่อกลับไปโลกนู้นแล้วรวบรวมหนังสือความรู้ของยุคนี้มา"
"วิธีนี้ได้เงินไม่เยอะ แต่แทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลย"
"ทางเลือกที่สี่คือกำไรมหาศาลที่สุด ก็ขึ้นอยู่กับว่าพ่อตั้งใจจะทำหรือเปล่า"
ซ่งเหลียงเริ่มสนใจขึ้นมาทันที "พูดมาเลย!"
ซ่งอวี้พูดช้าๆ "งานกวางเจาเทรดแฟร์! ปี 1979 มีจัดสองรอบ รอบแรกช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม อีกรอบช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน"
"พ่อไปหาออเดอร์ที่เหมาะสมมา พอได้แล้วก็กลับไปสั่งของที่โลกนู้นแล้วเอามาส่งที่นี่ ดูเผินๆ อาจจะเหมือนไม่ได้กำไร แต่ถ้าคิดตามค่าเงินของทั้งสองฝั่งแล้ว..."
"พ่อก็รู้นี่นา..."
ซ่งเหลียงไม่พูดอะไร ซ่งอวี้ก็ไม่ได้พูดแทรก
"งานกวางเจาเทรดแฟร์กับข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยปล่อยผ่านไปเถอะ ฉันไม่ค่อยถนัดเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ส่วนจักรยานกับนาฬิกาดิจิทัลแล้วก็เครื่องคิดเลขก็น่าสนใจอยู่"
ซ่งอวี้พูดเสียงเรียบ "พ่อเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ แถมยังเป็นถึงหัวหน้าระดับบริหารด้วย เปิดธุรกิจไม่ได้หรอก"
ซ่งเหลียง "แล้วถ้าขอลางานโดยไม่รับเงินเดือนล่ะ?"
ซ่งอวี้หมดคำจะพูด "บ้าเอ๊ย! พ่อช่วยใช้สมองคิดหน่อยได้ไหม! ยุคนี้มันมีการลางานโดยไม่รับเงินเดือนที่ไหนกันเล่า!? นโยบายนี้มันเพิ่งจะเริ่มใช้ตอนปี 1983 นู่น!"
"พ่อก็เป็นถึงหัวหน้าในโรงงานรัฐวิสาหกิจแท้ๆ เลิกถามคำถามโง่ๆ แบบนี้สักทีได้ไหม!?"
ซ่งเหลียงไม่ได้โกรธ แถมยังถามต่อ "แล้วแกคิดว่า... ให้จางเวยเป็นเถ้าแก่เนี้ยได้ไหมล่ะ?"
ซ่งอวี้ "น้าเขาไม่มีทะเบียนบ้าน..."
ซ่งเหลียงฟังจบก็ไม่ได้ร้อนใจอะไร กลับทำหน้าทะเล้นส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ไปให้ซ่งอวี้แทน
"มองฉันทำไม..."
"ที่แกยอมให้จางเวยไปขายขนมไหว้พระจันทร์ ก็เพราะตั้งใจจะปั้นให้เธอเอาดีทางด้านนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? ยอมรับมาเถอะ..."
"แล้วไงล่ะ?"
"ดังนั้นแกก็ต้องมีวิธีแก้ปัญหานี้อยู่แล้ว อย่ามาทำเป็นปิดบังกันหน่อยเลย"
ซ่งอวี้มองบนใส่ ก่อนจะค่อยๆ อ้าปากพูด "บ้านคุณตาฉี..."
ซ่งเหลียงตาลุกวาว แต่แล้วก็ขมวดคิ้ว "ใจป้ำขนาดนั้นเลยเหรอ? จะโอนบ้านให้เธอเลยเนี่ยนะ?"
ซ่งอวี้ "ตอนที่ลูกพี่ลูกน้องของน้าเหม่ยจวินมาหาเรื่องคราวก่อน ถ้าฉันไม่ห้ามไว้ ป่านนี้จางเวยคงคว้าก้อนอิฐฟาดหัวหมอนั่นไปแล้ว น้าเขาไม่ใช่คนลืมบุญคุณคนหรอก..."
ซ่งเหลียงประหลาดใจ "เด็กผู้หญิงตัวแค่นั้นดุขนาดนั้นเลยเหรอ?!"
ซ่งอวี้พยักหน้า "เนื้อแท้ของจางเวยมีความเด็ดขาดซ่อนอยู่ และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงคิดว่าน้าเขาเหมาะกับการทำธุรกิจ"
"เทียบกับการให้ไปทำงานในโรงงาน ฉันว่าการทำธุรกิจมันเหมาะกับน้าเขามากกว่า"
ซ่งเหลียงพยักหน้า "ตกลง เดี๋ยวกลับไปฉันจะคุยเรื่องนี้กับเหม่ยจวินเอง"
พูดจบซ่งเหลียงก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดต่อ "แต่ปีนี้จางเวยเพิ่งจะอายุสิบเจ็ดเองนะ! แบบนี้จะไปทำใบอนุญาตประกอบธุรกิจได้ยังไง?"
ซ่งอวี้ "วันเกิดน้าเขาวันที่ 29 ธันวาคม ฉันถามมาแล้ว..."
ซ่งเหลียงหลุดหัวเราะ "ฉันว่าแล้วเชียวว่าแกเล็งเธอไว้ตั้งนานแล้ว ยังจะมาปากแข็งอีก"
ซ่งอวี้ไม่ต่อล้อต่อเถียง กำชับอย่างจริงจังว่า "พ่อหาเวลากลับไปโลกนู้นนะ ไปเหมาจักรยาน นาฬิกาดิจิทัล แล้วก็เครื่องคิดเลขมา เอาแบบที่ดูโบราณที่สุด แต่สภาพต้องใหม่แกะกล่องนะ"
"เรื่องราคาพ่อก็ต่อให้แหลกไปเลย ของพวกนี้มีขายตามร้านออนไลน์เยอะแยะ คงไม่ต้องให้ฉันคอยเตือนหรอกนะ?"
ซ่งเหลียงทำท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยม "วางใจได้ ฉันจัดการเอง! รับรองหายห่วง!"
พูดจบทั้งสองคนก็เดินกลับบ้าน เดินไปได้สักพักซ่งเหลียงก็ถามขึ้นมา
"แล้วพอรับของมาแล้วจะเอาไปเก็บไว้ไหนล่ะ?"
ซ่งอวี้หลับตาถอนหายใจยาว...
เหนื่อยใจเหลือเกิน...
(จบแล้ว)